ตอนที่ 8 หน้าที่คุณแม่จำเป็น

1100 คำ
“อาธารขา” ชัญญ่าพูดขึ้นระหว่างที่ธารมิกากำลังสระผมให้ “พรุ่งนี้หนูจะไปดูวัวกับแกะได้มั้ยคะ” “ได้สิคะ ถ้าแด๊ดดี้อนุญาต” ธารมิกาตอบพลางใช้ฝ่ามือรองน้ำล้างฟองออกอย่างระวังไม่ให้เข้าตา เด็กหญิงทำปากยื่นทันที “แด๊ดดี้ชอบดุ…” ธารมิกาหัวเราะเบาๆ ทั้งที่ใจเจ็บนิดๆ อย่างบอกไม่ถูก เธอรู้ว่าเด็กไม่ได้ตั้งใจพูดให้ใครเจ็บ แต่คำพูดนั้นกลับเหมือนสะท้อนภาพที่เธอรู้มาตลอด...อธิชนม์เป็นคนดุ เป็นคนจริงจัง และเป็นคนที่ไม่เปิดพื้นที่ส่วนตัวให้ใครง่ายๆ “แด๊ดดี้ไม่ได้ดุหรอกค่ะ แด๊ดดี้แค่ห่วงชัญญ่า” เธอพูดอย่างอ่อนโยน ชัญญ่าหันหน้ามามอง “อาธารก็ห่วงหนูเหมือนกันใช่มั้ยคะ” “ห่วงสิคะ” ธารมิกาตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด เด็กหญิงยิ้มกว้างเหมือนได้คำตอบที่อยากได้ที่สุด แล้วเอนหัวซบไหล่เธอทั้งที่ตัวยังเปียกน้ำ “หนูอยากให้อาธารอยู่กับหนูทุกวันเลย” ธารมิกาชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ปลายนิ้วที่กำลังลูบผมเด็กหญิงค่อยๆ ช้าลง เธอกลืนน้ำลายแล้วฝืนยิ้มให้เป็นธรรมชาติ “อาธารก็จะอยู่ใกล้ๆ หนูค่ะ อาธารไปสอนที่โรงเรียนของคุณย่าไงคะ” “งั้นหนูจะไปโรงเรียนทุกวันเลย” ชัญญ่าพูดอย่างฮึกเหิม แล้วทำหน้าซุกซน “หนูจะเป็นเด็กดี อาธารจะได้ยอมมาเป็นมามี้ของหนู” ธารมิกาหัวใจสะดุดแรง แต่เธอไม่กล้าถามว่าหลานพูดเล่นหรือคิดจริงๆ เพราะกลัวคำตอบจะทำให้ตัวเองเผลอหวั่นไหวเกินจำเป็น เธอรีบล้างตัวหลานให้สะอาด ห่อผ้าขนหนูผืนนิ่มให้ แล้วพาออกมาสวมชุดนอนลายการ์ตูนที่เตรียมไว้ เมื่อชัญญ่าออกจากห้องน้ำ เด็กหญิงก็เริ่มง่วงเต็มที ธารมิกาพาเธอไปนอนบนเตียง เด็กหญิงพลิกตัวสองสามครั้งก่อนจะมองหาใครบางคนด้วยแววตาเคยชิน “แด๊ดดี้ล่ะคะ” “แด๊ดดี้อยู่บ้านคุณย่าค่ะ เดี๋ยวคงมาดูหนูก่อนนอนนะคะ” ธารมิกาตอบ แล้วดึงผ้าห่มคลุมให้เด็กหญิงอย่างอ่อนโยน ชัญญ่าพยักหน้า แต่ยังไม่หลับ เธอขยับตัวเข้าใกล้ธารมิกาเหมือนอยากให้คนตรงหน้าขึ้นมานอนด้วย ธารมิกาไม่ปฏิเสธ เธอเพียงนั่งบนขอบเตียงใกล้ๆ เอื้อมมือไปลูบผมเด็กหญิงเบาๆ จังหวะเดียวกับที่ลมหายใจของเธอค่อยๆ ผ่อนลง กลับกลายเป็นว่าการกล่อมเด็กให้หลับทำให้หัวใจของเธอสงบชั่วคราวอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน “อาธารขา…” ชัญญ่าพูดแผ่วๆ “อาธารเล่านิทานได้มั้ยคะ” “ได้ค่ะ” ธารมิกายิ้ม “อยากฟังเรื่องอะไรดีคะ” “เรื่องเจ้าหญิงก็ได้ค่ะ” เด็กหญิงตอบทั้งที่ตาพร่า ธารมิกามองดวงตากลมโตที่กำลังจะปิดลง แล้วเริ่มเล่าเรื่องเจ้าหญิงในปราสาทกลางสวนดอกไม้ เธอเล่าด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ คล้ายบทเพลง กล่อมให้ห้องที่เงียบอยู่แล้วกลายเป็นความเงียบแบบอบอุ่น ไม่ใช่ความเงียบแบบกดดัน เธอเล่าว่าเจ้าหญิงตัวน้อยเติบโตขึ้นมาโดยมีคนในปราสาทรักเธอมาก แต่เธอรู้สึกขาดบางอย่างมาตลอด...ไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่เสื้อผ้า ไม่ใช่อาหาร...แต่เป็นอ้อมกอดที่ทำให้เธอรู้สึกว่าเธอไม่ต้องเข้มแข็งตลอดเวลา เมื่อเธอได้พบใครบางคนที่ยิ้มให้เธอด้วยความใจดี เจ้าหญิงตัวน้อยจึงอยากเก็บคนนั้นไว้ใกล้ๆ และเรียกคนนั้นว่า ‘บ้าน’ ชัญญ่าฟังเงียบๆ ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้น นิ้วเล็กๆ จับปลายนิ้วธารมิกาไว้แน่นเหมือนกลัวหลุดหายไปจากความฝัน ธารมิกายังคงเล่าต่อจนเสียงของตัวเองแผ่วลงโดยไม่รู้ตัว ในใจของเธอกลับมีภาพอดีตซ้อนทับขึ้นมา... เด็กหญิงวัยห้าขวบที่เคยยืนมองร่างที่ไร้ลมหายใจของมารดาหลังอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งของท่านมาถึงระยะสุดท้าย เธอมองผ้าขาวที่คลุมทับร่างมารดาแล้วก็เอาแต่ร้องไห้ จากนั้นเธอก็ถูกพาเข้าบ้านหลังนี้ครั้งแรก เด็กคนนั้นก็เคยกลัว เคยเหงา เคยต้องพยายามทำตัวไม่เป็นภาระของใคร พยายามเป็นเด็กดีเพื่อให้คนในบ้านรัก และเด็กคนนั้นก็คือเธอเอง... แต่ตอนนี้…แม้เธอจะกลายเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ก็ยังเป็นผู้ใหญ่ที่อยากได้เพียงรอยยิ้มจากใครบางคน คนที่ไม่เคยยิ้มให้เธออย่างแท้จริงเลยสักครั้ง เขายิ้ม...เหมือนมันเป็นหน้าที่ เหมือนเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อไม่ให้โดนดุก็เท่านั้น เมื่อนิทานจบลง ชัญญ่าก็หลับสนิทในที่สุด เปลือกตาปิดลงอย่างสบายใจ ปากนิดๆ ยังยกยิ้มเหมือนฝันดี ธารมิกานั่งมองอยู่นานก่อนจะค่อยๆ ถอนมือออกจากมือเด็กหญิงอย่างเบามือที่สุด เธอลุกขึ้นอย่างระวัง ดึงผ้าห่มให้เรียบร้อย แล้วก้มลงจูบหน้าผากเล็กๆ อย่างแผ่วเบา “ฝันดีนะคะคนเก่ง” เธอกระซิบก่อนจะเดินออกจากห้อง แต่เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากด้านนอก ก่อนบานประตูจะเปิดออกอย่างช้าๆ อธิชนม์ยืนอยู่ตรงนั้นในเสื้อยืดสีเข้มกับกางเกงลำลองซึ่งไม่ใช่ชุดที่เขาสวมตอนกินข้าวเย็น คิดว่าเขาคงไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่แล้ว สีหน้าเขาเรียบเฉยเหมือนเดิม แต่ดวงตาคมกลับกวาดมองเตียงทันที เห็นลูกสาวหลับอยู่ใต้ผ้าห่มอย่างสงบ เขาก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่ทำเสียงดัง เดินไปหยุดข้างเตียง แล้วก้มลงจัดผ้าห่มให้ลูกสาวอีกครั้งอย่างชำนาญราวกับสิ่งที่เธอทำไป อย่างไม่ถูกใจคนเป็นพ่อเท่าใดนัก ธารมิกายืนอยู่ด้านข้างอย่างเงียบเชียบ ไม่อยากรบกวนช่วงเวลาของพ่อกับลูก เธอควรเดินออกไปตั้งแต่เขาเข้ามา แต่ขากลับเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้นอย่างไม่เข้าใจตัวเอง อธิชนม์มองหน้าลูกสาวอยู่อีกครู่ ก่อนจะหันมาทางธารมิกา สีหน้าเขาไม่เปลี่ยน ก่อนเอ่ยสั้นๆ “ขอบใจนะ” “ไม่เป็นไรค่ะ”ธารมิกายิ้มบาง ก่อนหันหลังกลับและก้าวออกไปแต่พอก้าวถึงขอบประตูเสียงของเขาก็ทำให้สองเท้าหยุดชะงัก
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม