กุญแจขังใจ

1600 คำ
ตอนที่ 10 แม่บ้านคนหนึ่งเอ่ยถามเสียงแผ่ว ขณะเอื้อมมือเปิดประตูห้องนอนของนาชา “คุณอาเธอร์จะให้ขนไปไว้ห้องไหนคะ” อาเธอร์ไม่หันกลับมา เขาตอบเพียงน้ำเสียงเรียบเย็น และชัดเจน “ข้างห้องผม” ก่อนจะเปิดประตูห้องนอนของตัวเองแล้วก้าวเข้าไปทันที ปัง!! แม่บ้านสมเช้งหันไปมองแม่บ้านมะลิทันที ก่อนจะก้มลงกระซิบเสียงเร่ง “รีบขนของ ของคุณแพคเม่ ออกจากห้องคุณหนูนาชาเถอะ” เธอเหลือบมองไปทางประตูห้องอย่างระแวดระวัง “ห้องนั้นมีประตูทะลุไปห้องของคุณอาเธอร์นะมะลิ แต่ล็อกไว้แน่นหนา ไม่รู้กุญแจอยู่กับใคร” หน้าคฤหาสน์ธิระเดชากุล เสียงรองเท้าส้นสูงสองคู่ดังเคียงกันมาอย่างเป็นจังหวะ แพคเม่กับนาชาลงจากรถบริเวณหน้ารั้วคฤหาสน์ ก่อนจะเดินเคียงกันเข้าไปในตัวบ้าน เมื่อก้าวเข้าสู่โถง ทั้งสองตรงเข้าไปหาคุณย่าไออุ่นที่กำลังนั่งจิบชาอยู่บนโซฟา “สวัสดีค่ะคุณย่า” คุณย่าเงยหน้าขึ้น ยิ้มอ่อนโยนเมื่อสบตาหลานสาวอย่างนาชา ส่วนน้ำเสียงและสายตาที่มองแพคเม่ กลับมีบางอย่างซับซ้อนกว่านั้น แต่ก็เป็นสายตาและแววตาที่อบอุ่นเอ็นดูเป็นอย่างมาก เพราะแพคเม่ ไม่ใช่หลานของตระกูลธิระเดชากุล เธอคือ ลูกสะใภ้ในอนาคต และ หลานสะใภ้ ของตระกูลในทางพฤตินัย ฐานะของเธอคือบุตรสาวนักการเมืองชื่อดัง และทายาทหุ้นส่วนรายใหญ่ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ในเวลานี้… แพคเม่ยังเป็นเพียง 'ว่าที่' ซึ่งไร้สถานะอย่างเป็นทางการเพราะตอนนี้คืออดีต การที่เธอได้เข้ามาอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ เป็นเพราะบ้านของเธออยู่ที่เชียงใหม่ แต่มหาวิทยาลัยอยู่กรุงเทพ แพคเม่รู้จักอาเธอร์ตั้งแต่เธอเรียนมัธยมที่เชียงใหม่ อาเธอร์และนาชา ไปงานประจำปีของบริษัทในเครือข่ายอสังหาริมทรัพย์ กับครอบครัวและนั้นคือรักแรกพบของแพคเม่ แต่นั่นมันคือการรักเขาฝ่ายเดียวของเธอ เพราะตอนมัธยมรักแรกของอาเธอร์คือลูกแก้ว และแพคเม่เธอสัญญากับตัวเองว่า จะเอาผู้ชายคนนี้มาเป็นสามีให้ได้ เธอยังโชคดีที่นาชาในวัยเดียวกันกลับสนิทกับเธอ และนั้นคือจุดเริ่มต้นของการใช้ อำนาจเงินทอง และความเอาแต่ใจของเธอบีบบังคับอาเธอร์ แต่นั้นมันคืออนาคตที่ทั้งคู่ผ่านพ้นมา วันนี้เวลานี้คือการย้อนกลับมาอยู่ในอดีต เธอยังสามารถแก้ไขความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ แต่กระนั้นการที่เธอได้เขามาอาศัยในตระกูลธิระเดชากุล เธอก็ใช้ความเอาแต่ใจของเธอ บีบคั้นให้พ่อแม่ของตนไปขออนุญาตคุณปู่ธีภัทร และมันก็ได้ผลเกินคาด อ้างเหตุผลว่า บ้านของนาชาอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย และเธอเป็นเพื่อนสนิทของนาชา ความจริงจึงถูกซ่อนอยู่หลังคำว่า 'เพื่อน' เป้าหมายของเธอคืออาเธอร์ เธอต้องการครอบครองเขาเพียงผู้เดียว “แพคเม่…แพคเม่” เสียงเรียกแผ่วเบาแต่ชัดเจนของคุณย่าไออุ่นดังขึ้น เมื่อเห็นหญิงสาวยืนนิ่ง เหม่อลอยอยู่ตรงหน้า แพคเม่สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบเงยหน้า “คะ…คะคุณย่า” คุณย่ายิ้มอ่อน มือเหี่ยวย่นตบเบาะข้างกายเบาๆ “มานั่งลงสิลูก ย่ามีอะไรจะให้” ก่อนที่คุณย่าไออุ่นจะยื่นกล่องกำมะหยี่สีเขียวให้แพคเม่ และกล่องกำมะหยี่สีชมพูให้กับนาชา ทั้งสองสาวมองหน้าคุณย่าด้วยความสงสัย ราวกับกำลังรับรู้ว่า สิ่งที่อยู่ในกล่องนั้น…ไม่ใช่ของธรรมดา คุณย่าจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่หนักแน่นตามแบบฉบับผู้ใหญ่ของตระกูล “วันเสาร์นี้ หลานทั้งสองต้องไปร่วมงานวันเกิดของ ส.ส.อนันต์ แทนคุณพ่อคุณแม่เขานะ” ท่านเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ “เรื่องชุด แม่มิลินเตรียมห้องเสื้อไว้ให้เรียบร้อยแล้ว” สายตาของคุณย่าเหลือบไปทางบันได ก่อนจะยิ้มบางๆ “เลิกเรียนพรุ่งนี้ ให้เฮียอาเธอร์พาไป เอาของขึ้นไปเก็บก่อนเถอะแล้วลงมาทานข้าวเย็นกัน” คุณย่าไออุ่นเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เรียกเฮียลงมาทานข้าวด้วยนะนาชา” ทั้งสองสาวลุกขึ้นพร้อมกัน ต่างคนต่างหยิบกล่องกำมะหยี่ของตนเอง ก่อนจะเดินเคียงกันขึ้นบันไดไปอย่างเรียบร้อย แพคเม่ก้าวขึ้นบันไดช้าๆ สายตาจับจ้องอยู่ที่ปลายเท้าของตัวเองในทุกย่างก้าว หัวใจกลับเต็มไปด้วยความสับสน ทำไม…เวลานี้เธอถึงจำอนาคตไม่ได้เลย ว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างราวกับถูกรีเซตใหม่ เธอต้องเผชิญกับเหตุการณ์ตรงหน้าไปทีละตอน โดยไม่มีคำใบ้ไม่มีภาพล่วงหน้า ตั้งแต่ที่รุ่นพี่อาเธอร์ขับรถมารับเธอหน้ามหาวิทยาลัย เส้นทางชีวิตของแพคเม่ ก็เริ่มไม่เป็นไปตามที่เธอเคยรู้จักอีกต่อไป ทั้งสองก้าวเท้าเข้าไปในห้อง ก่อนจะชะงักงันทันที เมื่อเห็นแม่บ้านสองคน กำลังยืนถือข้าวของของแพคเม่อยู่เต็มสองมือ กล่อง เสื้อผ้า และของใช้ส่วนตัวถูกรวบรวมไว้อย่างเร่งรีบ “อ๊ะ…เอาของเม่ไปไหนคะ พี่มะลิ พี่สมเช้ง” แพคเม่เอ่ยถาม เสียงแฝงความตกใจและสับสนอย่างปิดไม่มิด นาชาเพียงมองภาพตรงหน้า ก็รู้ได้ในทันทีว่าเป็นคำสั่งของใคร เธอหันไปมองหน้าแพคเม่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงติดขำ กลบความตึงเครียด “ฉันว่าแล้วว่าเธอต้องโดน” “แรงสั่นสะเทือนระดับที่วัดริกเตอร์ไม่ได้เลยล่ะ” แพคเม่หน้าซีดเผือด หัวใจเต้นแรง แต่เธอกลับไม่กล้าโกรธไม่กล้าถามซ้ำ ความกลัวรุ่นพี่อาเธอร์ เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ทั้งเกรง ทั้งหวั่นและลึกๆ แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของเขาแม้แต่น้อย แพคเม่เดินคอตกตามแม่บ้านทั้งสองเข้าไปในห้อง ระหว่างทางต้องเดินผ่านหน้าห้องของอาเธอร์พอดี เธอเหลือบมองบานประตูนั้นเบาๆ ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนี แล้วแอบกำมือแน่น ทำท่ากระโดดต่อยลมเล็กๆ อย่างหัวเสียอยู่ในใจ ราวกับระบายความโมโหที่ไม่กล้าพูดออกมา นาชาที่เห็นท่าทางนั้นเข้าเต็มตา ถึงกับอดขำไม่ได้เธอยักไหล่เบาๆ หัวเราะในลำคอก่อนจะหมุนตัวก้าวเข้าห้องของตัวเอง "เสร็จเฮียจอมโหด จอมเย็นชาของฉันแน่ ยัยเม่สวยขนาดนั้นจะหนีเสือพ้นได้ยังไงกันนะ แค่คิดก็รู้สึกใจเต้นแล้ว" นาชายิ้มเจ้าเล่ห์กับความคิดของตัวเอง "เฮียฉันก็หล่อซะขนาดนั้นด้วยสิ อิ! อิ!" ตอนนี้ตำแหน่งห้องนอนบนชั้นนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ห้องของนาชาอยู่ฝั่งซ้าย ถัดมาเป็นห้องของอาเธอร์ตรงกลาง และห้องของแพคเม่อยู่ฝั่งขวา ที่สำคัญที่สุดคือ ระหว่างห้องของแพคเม่กับอาเธอร์ มี ประตูเชื่อมถึงกันโดยตรง ประตูบานนั้นถูกปิดสนิทเงียบงัน และแทบไม่มีใครรู้ว่า…กุญแจอยู่ในมือของใครกันแน่ แพคเม่ก้าวเข้าไปในห้อง ก่อนจะชะงักเท้าทันที “โห…” เธอกวาดตามองข้าวของที่ถูกขนเข้ามาจนเต็มห้อง ก่อนจะหันไปทางแม่บ้านทั้งสอง “พี่มะลิ พี่สมเช้ง ไม่น่าเชื่อเลยค่ะ ของเม่จะเยอะขนาดนี้คืนนี้จะจัดเสร็จไหมเนี่ย…” แม่บ้านทั้งสองยิ้มอย่างเอ็นดู ก่อนที่พี่มะลิจะเอ่ยอาสาด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง “เดี๋ยวพี่สองคนช่วยจัดให้นะคะ คุณเม่” แพคเม่รีบยกมือปฏิเสธทันที สีหน้าเกรงใจอย่างเห็นได้ชัด “ไม่เป็นไรค่ะพี่ๆ ไปพักผ่อนเถอะค่ะ เม่จัดการเองได้ ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ” เธอยิ้มบางๆ อย่างซาบซึ้ง แม้ในใจจะยังวุ่นวายกับหลายเรื่องที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน แม่บ้านทั้งสองโค้งตัวลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “งั้นตามใจคุณเม่นะคะ พี่สองคนขอตัวก่อนค่ะ” แพคเม่พยักหน้ารับเบาๆ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก่อนที่ความคิดจะเผลอไหลไปถึงอนาคตข้างหน้า ในความทรงจำที่ผ่านมา เธอเคยแสดงนิสัยไม่ดีใส่แม่บ้านทั้งสองอยู่หลายครั้ง ทั้งคำพูดหงุดหงิด ทั้งอารมณ์วีนใส่โดยไม่จำเป็น แต่พี่มะลิและพี่สมเช้งก็ยังคงนิ่ง ยังคงยิ้มและไม่เคยถือโทษโกรธเคืองเธอเลยสักครั้ง บางทีอาจเป็นเพราะพวกเขาเป็นแม่บ้าน และอาจเป็นเพราะพวกเขา รักและผูกพันกับคนในตระกูลนี้มากพอ มากพอที่จะเลือกอดทน แม้จะต้องรองรับอารมณ์ของเธออยู่บ่อยครั้งก็ตาม แพคเม่เม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ที่เธอไม่อาจเอ่ยคำขอโทษออกมาได้ในตอนนี้ เธอได้แต่พูดคนเดียวในห้อง หลังจากที่แม่บ้านทั้งสองคนเดินลับออกจากห้องของเธอไปแล้ว "เม่ขอโทษพี่มะลินะคะ ที่เคยโยนเสื้อราคาแพงใส่หน้าพี่ เพียงเพราะพี่ซักมันแล้วทำสีตกใส่ และเม่ก็ขอโทษพี่ส้มเช้งที่ทำข้าวต้มร้อนๆ หกใส่มือเพียงเพราะพี่ใส่ต้นหอมลงไป"
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม