ตอนที่ 14 สองพี่น้องทำการค้า

1780 คำ
“เนื้อหายากจะตายไปนายไม่รู้หรือ ฉันลดราคาให้เหลือสามเหมา แบบไม่ใส่เนื้อนายเอาหรือเปล่าล่ะ?”เถ้าแก่วัยสามสิบปลายกล่าวเสนอทางออก ซึ่งยามปกติบะหมี่เนื้อของร้านเราที่จะขายในราคาชามละหนึ่งหยวน แต่ในเมื่อต้องการขายแบบไม่มีเนื้อ ราคาก็ย่อมต้องลดลงเพื่อให้ลูกค้าไม่รู้สึกว่าร้านของเขาเอาเปรียบจนเกินไป นี่ถือเป็นทางออกที่ดีสำหรับร้านของเขาและลูกค้าที่อยากกินบะหมี่ที่ร้านแห่งนี้ด้วย “ก็ได้ อย่างนั้นเอามาสองชามแล้วกันครับ”เหอหลิวหยางจำต้องตอบตกลงอยางเสียไม่ได้ เขาเองก็พอรู้เรื่องนี้มาบ้าง ช่วงนี้เนื้อหาซื้อยากมากจริง ๆ ขณะที่เหอหลิวหยางกำลังสั่งอาหาร การบอกกล่าวเกี่ยวกับปัญหาความขาดแคลนในยุคนี้ทำให้หญิงสาวที่นั่งอยู่ด้วยกันคิดตามได้ไม่ยาก พลันนัยน์ตากลมของคนเป็นน้องสาวกลับสว่างวาบขึ้นมาคล้ายกับมีความคิดที่ยอดเยี่ยมแล่นเข้ามาในสมองของเธอ เธอลืมไปได้อย่างไรว่าในช่วงเวลานี้ประเทศของเรากำลังจำกัดการเกิดของประชากร ด้วยเหตุที่ทรัพยากรไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากร เช่นนั้นแล้วไม่ใช่เพียงแค่เนื้อเท่านั้นที่หายาก ทว่ามันรวมไปถึงสินค้าบริโภคทุกรูปแบบที่หายากและมีราคาแพงจนประชากรบางกลุ่มไม่อาจเอื้อมด้วยซ้ำ หลังจากใช้ความคิดเงียบ ๆ อยู่อย่างนั้นนานนับนาที เหอเหม่ยฉีพลันลอบสำรวจญาติผู้พี่ของตนอย่างพิจารณา พี่ชายคนนี้สำหรับเธอแล้วเขาเป็น ‘พี่ชาย’ ที่ดีต่อน้องสาวและคนในครอบครัวเป็นอย่างมาก นิสัยเมื่ออยู่นอกบ้านก็ค่อนข้างอ่อนโยน ไม่ได้เลวร้ายหรือชอบเอาเปรียบใคร ไม่มีนิสัยระรานคน แถมยังฉลาดหลักแหลมในหลายเรื่องอีกด้วย ตามสัญชาติญาณแล้วสำหรับเธอนับว่าเหอหลิวหยางคนนี้ ‘เป็นคนที่ไว้ใจได้คนหนึ่ง’ “พี่ใหญ่ ฉันรู้แล้วว่าจะเริ่มขายอะไรก่อนดี”เสียงใสกล่าวกับคนเป็นพี่ชายอย่างอารมณ์ดีเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะเชื่อใจเขา นัยน์ตากลมคล้ายกับมีประกายบางอย่างทอดมองไปยังเถ้าแก่ร้านบะหมี่อยู่เนิ่นนาน ทว่าการค้าในครั้งนี้อย่างไรก็ต้องเปิดเผยความลับของเจ้าดอกทานตะวันน้อยให้กับพี่ใหญ่ได้รับรู้เสียก่อน ขณะที่เหอเหม่ยฉีกำลังชั่งใจเกี่ยวกับแผนการอยู่นั้น บะหมี่ผักชามโตก็มาวางอยู่ตรงหน้าพอดี เดิมทีอดีตเด็กอ้วนไม่ได้ชื่นชอบผักใบเขียวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อเห็นว่าในชามไม่มีแม้แต่เศษเนื้อสักชิ้นยิ่งทำให้เธอรู้สึกหมดเรี่ยวแรงที่จะคีบอาหารเข้าปาก แต่ถึงอย่างนั้นก็จำต้องฝืนกินอย่างไม่มีทางเลือก แม้จะมีห้างสรรพสินค้าอยู่กับตัว แต่หากในชีวิตจริงจะไม่หยิบอะไรเข้าปากเลยก็คงจะผิดสังเกตไปสักหน่อย เช่นนั้นแล้วบะหมี่ตรงหน้าก็ควรจะต้องแตะต้องบ้าง ถึงจะไม่ค่อยชอบผักสีเขียวพวกนี้ก็ตามที “กินไปเถอะน่า นี่เถ้าแก่ยังเพิ่มเส้นให้เราอีกด้วยนะ” เขาเคยมากินบะหมี่ร้านนี้หลายครั้ง ย่อมจดจำปริมาณอาหารในยามปกติได้ดี แม้จะไม่มีเนื้อสักชิ้นก็ยังรสชาติดีมากทีเดียว ซ้ำเถ้าแก่ยังใจดีลดราคาลงให้ อีกอย่างปริมาณเส้นที่เพิ่มขึ้นมาก็ทำให้เหอหลิวหยางรู้สึกพึงพอใจไม่น้อย เหอเหม่ยฉียิ้มเจื่อนให้กับพี่ชาย พลันทอดมองไปยังชามบะหมี่ผักของตนเองครั้งหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจคีบบะหมี่เลิศรสที่พี่ใหญ่พร่ำบอกเข้าปาก ทันทีที่ลิ้นของเธอรับสัมผัสกับนุ่มหนึบของเส้นบะหมี่เข้ามาในปากก็รู้สึกดีกับบะหมี่ชามนี้มากขึ้นเล็กน้อย ทว่าน้ำสีใสที่เคลือบเส้นอยู่รสชาติถือว่าอร่อยทีเดียว ขาดก็แต่เนื้อเท่านั้น ที่เธอยังไม่มีโอกาสลองชิม คิดมาถึงตรงนี้เหอเหม่ยฉีพลันรู้สึกเสียดายแทนเจ้าของร้านอยู่บ้าง ทั้งที่มีสูตรอาหารที่อร่อยขนาดนี้ แต่วัตถุดิบกลับไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย… สองคนพี่น้องสกุลเหอคีบบะหมี่เข้าปากคำแล้วคำเล่าโดยไร้เสียงพูดคุยไม่ต่างจากลูกค้าโต๊ะอื่น เธอสังเกตเห็นว่าตลอดเวลามักจะมีลูกค้าเดินเข้ามาภายในร้านไม่ขาดสาย แม้ว่าจะไม่มีบะหมี่เนื้อขาย แต่ด้วยรสชาติที่ดีลูกค้าส่วนมากจึงเลือกนั่งทานเพียงแค่บะหมี่ผักเหมือนอย่างเราสองคน เมื่อบะหมี่ทั้งสองชามหมดลงภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที เหอเหม่ยฉีขอให้พี่ใหญ่เดินไปจ่ายเงินตรงหม้อลวกบะหมี่ซึ่งเถ้าแก่ร้านยืนทำงานอยู่ตรงนั้น “พี่ใหญ่ช่วยถามเถ้าแก่ให้หน่อย ว่ายังมีของสดอะไรบ้างที่หาซื้อไม่ได้” เหอเหม่ยฉีกล่าวกับพี่ชายเสียงเบาเพื่อให้ได้ยินกันเพียงสองคน ก่อนจะยื่นกระดาษแผ่นเล็กพร้อมปากกาในกระเป๋าให้กับพี่ชายรับไป โดยเน้นย้ำให้เขาทำอย่างเงียบเชียบที่สุด พร้อมกับให้เถ้าแก่เขียนใส่กระดาษแล้วระบุปริมาณ รวมถึงราคาที่ซื้ออยู่ในตอนนี้ให้ชัดเจนด้วย เหอหลิวหยางแม้จะงุนงงแต่เขาเป็นพี่ชายที่พร้อมทำตามที่น้องสาวต้องการอยู่แล้ว เมื่อเห็นว่าสิ่งที่น้องสาวขอให้ทำไม่ได้มากมายอะไร ชายหนุ่มจึงลุกจากโต๊ะเดินตรงไปหาเถ้าแก่ร้านบะหมี่ทันที เขาทำทีเป็นจ่ายเงินค่าบะหมี่เหมือนลูกค้าคนอื่น ๆ รอเพียงครู่เมื่อลูกค้าคนก่อนเดินจากไปเขาจึงเริ่มพูดคุยในสิ่งที่น้องสาวไหว้วานทันที ในช่วงนี้ทั้งผักสดและเนื้อต่างขาดแคลนกันทั่วทุกมณฑล ดังนั้นรายการวัตถุดิบที่เหอหลิวหยางถามถึงจึงมีหลายรายการทีเดียว เถ้าแก่ร้านบะหมี่ใช้เวลาเขียนอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงส่งให้ชายหนุ่มไปอย่างรีบร้อน เพราะมีลูกค้าใหม่เข้ามาในร้านพอดีจึงไม่ได้สนใจสิ่งที่ตนเขียนอีกต่อไป คนเป็นน้องสาวนั่งมองการสนทนาของทั้งคู่อย่างใจเย็น ทันทีที่เหอหลิวหยางกลับมาและยื่นกระดาษใบเล็กให้ หญิงสาวไล่สายตาอ่านอยู่เพียงเสี้ยวนาทีก็คิดได้ว่า ‘ในห้างสรรพสินค้ามีของทั้งหมด’ ไม่เพียงเท่านั้นยังคุณภาพดีอีกด้วย “เราขอคุยกับเถ้าแก่เป็นการส่วนตัวได้หรือไม่พี่ใหญ่?”เสียงใสกระซิบถามคนเป็นพี่ชาย เรื่องการค้าหากจะตกลงกันไม่ควรทำในที่ที่คนพลุกพล่านเช่นนี้ อีกอย่างการซื้อขายวัตถุดิบทำอาหารในสถานการณ์บ้านเมืองเป็นเช่นนี้อย่างไรก็ต้องปิดเอาไว้เป็นความลับ เหอหลิวหยางเหลือบมองไปทางเถ้าแก่ร้านครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาตอบน้องสาว “ก็อาจจะได้ เหม่ยฉีอยากคุยอะไรกับเขาหรือ?” “ก็เรื่องวัตถุดิบพวกนี้…ฉันว่าฉันพอจะหามันมาขายให้กับเถ้าแก่ได้น่ะ” “น้องพูดจริงเหรอ?”ยอมรับว่าเขาไม่อยากเชื่อหูตนเองเลยสักนิด ทว่าแววตาของน้องสาวที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและจริงจัง ก็ทำให้เขารู้สึกได้ว่าเหม่ยฉีอาจจะมีวิธีอย่างที่พูดก็เป็นได้ “อื้ม ฉันพูดจริง ๆ พี่ใหญ่ช่วยฉันอีกหน่อยนะ” เหอหลิวหยางทอดมองใบหน้าน้องสาวอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก ทว่านัยน์ตากลมใสที่มองมาที่เขาอย่างอ้อนวอน ชายหนุ่มที่ไฝ่ฝันอยากมีน้องสาวมาตลอดมีหรือจะต้านทานไหว เขาตอบรับน้องสาวเพียงสั้น ๆ ก่อนจะเดินไปบอกกล่าวเถ้าแก่ ในเวลาต่อมาสองคนพี่น้องบ้านเหอถูกเชิญให้เข้ามานั่งยังห้องอาหารแบบส่วนตัวที่อยู่ชั้นสองของร้าน รอเพียงไม่นานเถ้าแก่ร้านบะหมี่ก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อย “พวกนายบอกว่าสามารถหาของพวกนั้นให้ร้านฉันได้อย่างนั้นเหรอ?” เถ้าแก่ชิว มีหรือจะรีรอให้เสียเวลา เขาถามขึ้นในทันทีทั้งที่ตนเองยังไม่ทันนั่งเก้าอี้ด้วยซ้ำ ยอมรับว่าเขาก็แปลกใจกับคนทั้งคู่อยู่บ้าง ที่กล้าพูดถึงเรื่องพวกนี้ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ “ใช่ค่ะ หากเถ้าแก่ยืนยันว่าจะจ่ายตามราคาที่เขียนมา ฉันสามารถนำของเหล่านี้มาส่งที่ร้านให้ได้ทุกวัน”ในเมื่อเถ้าแก่กล่าวอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ เหอเหม่ยฉีมีหรือจะอ้อมค้อม เธอตอบออกไปอย่างมั่นใจ โดยไม่ได้สนใจสีหน้าเป็นกังวลของคนเป็นพี่ชายที่นั่งอยู่ข้างกันด้วยซ้ำ “ได้ แต่ฉันมีข้อแม้หนึ่งอย่าง…” “อะไรเหรอครับเถ้าแก่?”เหอหลิวหยางถามขึ้นด้วยความสงสัย ในทีแรกเขาคิดว่าการที่มีคนมาขายวัตถุดิบให้ถึงร้าน โดยไม่ต้องออกไปเสาะหาจะเป็นข้อเสนอที่ดีมากแล้ว ทว่าคนตรงหน้ากลับมีข้อแม้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น “พวกนายห้ามส่งวัตถุดิบพวกนั้นให้กับร้านคู่แข่งของฉันเด็ดขาด ตกลงหรือไม่?”เถ้าแก่ชิวกล่าวออกมาเสียงเข้ม ท่าทีจริงจังของเขาหากใครไม่ตาบอดก็พอมองออกว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีเท่าไหร่นักกับฝ่ายนั้น เหอเหม่ยฉีไม่รู้มาก่อนว่าเถ้าแก่มีคู่แข่ง นัยน์ตากลมพลันมองไปที่พี่ชายอย่างไม่เข้าใจ คนพี่ที่มองเห็นเช่นนั้นจึงบอกกล่าวกับน้องสาวด้วยน้ำเสียงเบาราวกับกระซิบอย่างไรอย่างนั้น แต่เรื่องการต่อรองเหอเหม่ยฉีย่อมต้องทำให้ชัดเจน เธอพูดชื่อคู่แข่งของเถ้าแก่ตรงหน้าออกไปในทันที “หมายถึงร้านบะหมี่ของเถ้าแก่สกุลฟ่านใช่หรือไม่?” “ใช่”เถ้าแก่ชิวตอบรับทันทีแทบไม่ต้องคิด เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยถึงศัตรูคู่แค้นตลอดการของตน “อย่างนั้นก็ไม่มีปัญหา พวกเราตกลง”เหอเหม่ยฉีเองก็กล่าวออกมาอย่างแน่วแน่ไม่แววตาของเถ้าแก่ชิว แน่นอนว่าเธอไม่ได้เพียงรับปากไปส่ง ๆ ร้านบะหมี่สกุลชิวนับว่าเป็นร้านบะหมี่ขึ้นชื่อของมณฑลนี้เลยก็ว่าได้ อย่าว่าแต่ห้ามส่งบะหมี่ให้คู่แข่งของสกุลชิวเลย ดูจากปริมาณที่ต้องการต่อวันและราคาของแล้ว เธอคิดว่าแค่เพียงส่งให้กับเถ้าแก่ชิวเพียงคนเดียว เธอก็ร่ำรวยได้ภายในเวลาอันรวดเร็วแล้ว
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม