ตอนที่ 2 เส้นเลือดในสมองแตก

1736 คำ
ตลอดทางกลับหอพักฟางเหม่ยฉีเอาแต่จมจ่อมอยู่กับความคิดของตนเอง ขณะข้ามถนนสีหน้าของเธอค่อนข้างเป็นกังวลอย่างชัดเจน ทั้งยังแววตาเหม่อลอยจนเพื่อนทั้งสองคนต้องเดินประกบข้างซ้ายขวาเพื่อพายัยเด็กอ้วนของพวกเราให้เดินข้ามถนนไปพร้อมกันอย่างปลอดภัย ระยะทางจากหอพักและโรงพยาบาลไม่ได้ไกลกันมาก ทั้งสามคนจึงตกลงกันว่าจะแวะซื้ออาหารด้านหน้าโรงพยาบาลมากินที่หอพักก่อน ระหว่างรอผลเลือดในช่วงบ่าย แน่นอนว่าสำหรับเฉิงเฟยเมี่ยวผู้รักสุขภาพนั้น อาหารหลักของเธอมักจะเน้นหนักไปทางผักเสียส่วนใหญ่ บางมื้อหากไม่หนักหนาเกินไปก็อาจจะกินสลัดผักที่อุดมไปด้วยผักครบห้าสี ทางฉินฟางเซียนผู้ชื่นชอบออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ อาหารจำพวกโปรตีนจึงเป็นตัวเลือกของเธอในทุก ๆ วัน ส่วนฟางเหม่ยฉีก็มักจะไม่พ้นของทอดที่คลุกเคล้าไปด้วยผงเพิ่มรสชาติ และชานมไข่มุกหวานร้อยแก้วใหญ่ที่สุดของร้าน ซึ่งก็สั่งตามความเคยชินของจิตใต้สำนึกล้วน ๆ เธอแทบไม่รู้จักหรือสนใจอาหารที่มีส่วนผสมของผักปะปนอยู่เลยด้วยซ้ำ แล้วจะให้สั่งอาหารเพื่อสุขภาพอย่างเพื่อนสองคนก็คงเป็นไปไม่ได้ แม้จะเป็นระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ทว่าสำหรับฟางเหม่ยฉีนั้นมันยาวนานแรมปีเลยก็ว่าได้ เธอไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องอาหารจานโปรดตรงหน้าด้วยซ้ำ ก่อนออกจากโรงพยาบาลเธอได้เล่าให้เพื่อนที่มาด้วยกันได้รู้ หลังจากนั้นทั้งสามคนจึงช่วยกันหาข้อมูล และข้อมูลในเว็บไซต์ก็ไม่ได้ทำให้ยัยเด็กอ้วนผิดหวัง เพราะรายชื่อโรคร้ายแรงโผล่ขึ้นมาบนหน้าจอเรียงกันเป็นแถวราวเกือบสิบโรค นั่นจึงทำให้ฟางเหม่ยฉีมีสีหน้าไม่สู้ดีเท่าใดนัก “นี่! ยัยเด็กอ้วน ฉันรู้ว่าเธอกังวลใจ แต่นี่มันเลยเวลาอาหารเช้าแล้ว ถ้ายังไม่กินเธอจะมีแรงไปลุ้นผลเลือดในตอนบ่ายเอานะ”เพื่อนรักอย่างเฉิงเฟยเมี่ยวกล่าวขึ้นเมื่อดูแล้วอาการของเพื่อนรักดูจะน่าเป็นห่วงกว่าที่คิดเอาไว้ หลังจากที่ได้ฟังเรื่องเล่าในห้องเจาะเลือดของฟางเหม่ยฉี เธอก็รู้สึกอยากจะกลอกกลิ้งดวงตามองบนเป็นร้อยเป็นพันครั้ง เรื่องสุขภาพเธอพร่ำบ่นมาตั้งแต่เริ่มสนิทกัน นี่ผ่านไปไม่รู้กี่ปียัยเด็กอ้วนนี่ก็ไม่คิดจะใส่ใจ จนวันนี้พยาบาลทักเพียงไม่กี่คำ ถึงกับนั่งเหม่อลอยไม่ยอมคีบอาหารเข้าปากสักคำ มันน่าหยิบไม้เรียวมาฟาดเสียให้เข็ด… ฟางเหม่ยฉีไม่ได้รู้สึกหิวโหยอย่างที่ควรจะเป็น ฉะนั้นอาหารจานโปรดตรงหน้าจึงเป็นหน้าที่ของเพื่อนทั้งสองคนที่ช่วยกันกินแทนจนหมดด้วยความเสียดาย ตลอดช่วงสายขณะที่เพื่อนกำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ ฟางเหม่ยฉีเอาแต่นั่งเหม่อลอยอยู่ริมหน้าต่างอย่างเป็นกังวล ทอดมองไปยังผู้คนด้านล่างที่มีไม่มากนัก แสงแดดที่สาดเข้ามากระทบผิวกายไม่ได้ทำให้รู้สึกร้อน เท่ากับอารมณ์และความคิดในตอนนี้ แม้จะเป็นเด็กกำพร้าที่พ่อแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตตั้งแต่ช่วงมัธยมปลาย เธอใช้ชีวิตเพียงลำพังโดยปราศจากผู้ปกครอง โดยมีเพื่อนอย่างเฉิงเฟยเมี่ยวอยู่เคียงข้างมาตลอด จนกระทั่งตอนนี้ราวกับได้ฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ หญิงร่างอวบอ้วนลุกขึ้นจากบริเวณที่นั่งอยู่ในทันที ก่อนจะตรงมาที่โต๊ะเขียนหนังสือแล้วหยิบกระดาษเปล่าขึ้นมาเขียนบางอย่างเอาไว้ คล้ายกับมีลางสังหรณ์บางอย่างทำให้เธอรู้สึกว่าการเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าย่อมไม่เสียหาย เมื่อความปรารถนาทั้งหมดถูกเขียนลงจนเต็มหน้ากระดาษ มืออวบขาวสอดมันเอาไว้ในลิ้นชัก ก่อนจะนำสมุดเล่มเล็กกว่าฝ่ามือวางทับไว้อีกที แล้วลุกเดินออกจากห้องไป ตั้งแต่เช้ายังไม่มีอาหารตกถึงท้อง สิ่งที่เพื่อนทั้งสองบังคับให้เธอกินคือนมจืดขวดใหญ่และน้ำเปล่า นั่นจึงทำให้กระเพาะฉี่ของเธอกำลังประท้วงอยู่ในตอนนี้นั่นเอง ฟางเหม่ยฉีเร่งฝีเท้าเดินไปยังฝั่งขวาของชั้นอย่างรีบร้อน ภายในห้องน้ำรวมที่ถูกแบ่งสัดส่วนการใช้งานไว้เป็นอย่างดี ทำให้บริเวณที่ฟางเหม่ยฉีเดินเข้าไปค่อนข้างเงียบสงบพอสมควร ไม่รอช้าเธอเร่งก้าวเข้าไปยังห้องขวาสุด ก่อนจะปลดกางเกงออกอย่างยากลำบาก ไม่รู้ว่าตัวเธอใหญ่เกินไปหรือมหาวิทยาลัยทำห้องน้ำแคบเกินไปกันแน่ กว่าทุกอย่างจะผ่านไปก็ทำเอายัยเด็กอ้วนถึงกับยกมือขึ้นปาดเหงื่อเลยทีเดียว ฟางเหม่ยฉีสำรวจตนเองผ่านกระจกเงาบานใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกอธิบายยาก ใบหน้าแม้จะนวลเนียนสดใสดูสุขภาพดี ทว่ากลับอ้วนกลมจนแทบไม่เห็นลำคอ เมื่อหันด้านข้างเข้าหากระจกก็พบกับช่วงเอวที่หนาจนแทบจะมีขนาดเท่าก้นอยู่รอมร่อ “ทำไมเมื่อก่อนฉันไม่เคยรู้สึกว่าไขมันพวกนี้เป็นปัญหานะ” ฟางเหม่ยฉีกล่าวพึมพำกับตนเองในกระจก ในหัวพยายามครุ่นคิดว่าที่ผ่านมาเธอปล่อยให้ตนเองมาไกลขนาดนี้ได้อย่างไรกัน ทว่ายังไม่ทันที่เท้าอวบใหญ่จะก้าวออกมาจากตรงนั้น ในหูของเธอราวกับได้ยินเสียงแปลกประหลาดบางอย่าง ก่อนที่ดวงตาจะค่อย ๆ พร่าเลือน ร่างใหญ่ไม่อาจทรงตัวอยู่ได้ด้วยตนเองจึงต้องยกมือขึ้นค้ำยันขอบอ่างล้างหน้าเอาไว้เพื่อไม่ให้ตนเองล้มลง “ชะ-ช่วย…อึก!” เสียงที่เคยกล่าวพึมพำกับกระจกเมื่อครู่ พอถึงตอนนี้เมื่ออยากจะร้องขอความช่วยเหลือกลับรู้สึกว่ายากลำบากเหลือเกิน ราวกับมีก้อนบางอย่างจุกอยู่บริเวณลำคอและหน้าอก เพียงเสี้ยวนาทีฟางเหม่ยฉีก็ล้มลงนอนกองกับพื้นห้องน้ำเสียงดังด้วยลมหายใจรวยริน ดวงตาพร่าเลือนพยายามมองหาผู้คนที่อยู่ใกล้ตัวเธอที่สุด แต่กลับไม่พบแม้สักคน ทั้งที่พยายามสูดลมหายใจเข้าออกให้ลึกที่สุด ทว่ามันกลับทำได้ยากลำบากเหลือเกิน ความรู้สึกง่วงงุนที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทำให้ฟางเหม่ยฉีไม่อาจฝืนลืมตาได้อีกต่อไป เปลือกตาสีใข่ค่อย ๆ ปิดลงอย่างเชื่องช้า เป็นเวลาเดียวกับที่ลมหายใจของเธอค่อย ๆ อ่อนลงทุกขณะจนกระทั่งหยุดลงโดยสมบูรณ์… แต่นี่เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ นักศึกษาส่วนใหญ่มักจะกลับไปนอนที่บ้านของครอบครัว แน่นอนว่ากว่าจะมีคนผ่านมาพบฟางเหม่ยฉีก็สายไปเสียแล้ว เธอเสียชีวิตหลังจากล้มตัวลงไปนอนบนพื้นเพียงแค่ไม่กี่นาทีโดยไม่มีโอกาสร้องขอความช่วยเหลือแม้สักคำ… นักศึกษาแพทย์รุ่นพี่ที่พบร่างของฟางเหม่ยฉีนั้น ด้วยความรู้ที่ร่ำเรียนมาถึงสามปีเธอพยายามยื้อชีวิตของรุ่นน้องอย่างเต็มที่แต่ก็ไร้ผล จึงได้โทรศัพท์ลงไปยังคนดูแลตึกที่อยู่ด้านล่างเพื่อให้มาช่วยเหลือร่างไร้ลมหายใจ และแน่นอนว่าทันทีที่เฉิงเฟยเมี่ยวรับรู้ถึงการจากไปของเพื่อนรักตัวอ้วน ร่างผอมบางพลันทรุดฮวบลงราวกับแข้งขาไร้เรี่ยวแรง แม้อยากจะร้องไห้ก็ไม่อาจจะร้องออกมาได้ กลายเป็นความรู้สึกอัดอั้นที่สุมอยู่ในอก “มะ ไม่ใช่ ต้องไม่ใช่เหม่ยฉี ไม่ใช่นะ!”เสียงสั่นเครือกล่าวซ้ำไปซ้ำมา ราวกับกำลังหลอกให้ตัวเองเชื่ออย่างนั้น ทั้งที่ไม่อยากให้ร่างไร้ลมหายใจนั้นเป็นเพื่อนรักของตนเอง ทว่าเมื่อไปยังที่เกิดเหตุ เพียงแค่เห็นสร้อยข้อมือที่โผล่ออกมาจากผ้าดิบสีขาวก็ทำเอาเฉิงเฟยเมี่ยวถึงกับเป็นลมล้มพับไปในทันที สร้อยข้อมือดอกทานตะวันที่มีเพียงสองเส้นเท่านั้นบนโลกใบนี้ เราสองคนสั่งทำมันขึ้นมาเมื่อสามปีก่อนเพื่อใช้เป็นสร้อยข้อมือไว้ใส่คู่กัน อีกเส้นหนึ่งอยู่ที่ข้อมือเธอ ส่วนอีกเส้นก็อยู่ที่…ข้อมือของเหม่ยฉี ในเช้าวันต่อมาข่าวใหญ่ที่สุดของหอพักนักศึกษาหญิงคงไม่พ้นเรื่องที่นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่หนึ่งเสียชีวิตกะทันหันภายในห้องน้ำชั้นสามของตึก เพราะไม่มีญาติเหลืออีกแล้วเฉิงเฟยเมี่ยวและฉินฟางเซียนจึงทำหน้าที่จัดการทุกอย่างให้กับ ‘ยัยเด็กอ้วน’ เป็นครั้งสุดท้าย “เราพาเธอมาอยู่กับพ่อแม่แล้วนะ อยู่บนนั้นก็กินให้น้อยลงหน่อยล่ะ”เฉิงเฟยเมี่ยวกล่าวทั้งน้ำตาหลังจากพิธีสุดท้ายเสร็จสิ้นลง ยังดีที่ที่ผ่านมาเธอมาเคารพหลุมศพของคุณน้าทั้งสองเป็นเพื่อนฟางเหม่ยฉีเสมอ ตลอดมาเพื่อนรักมักจะพูดถึงภาพความสุขในตอนที่ครอบครัวยังอยู่พร้อมหน้าเสมอ พอถึงตอนที่ยัยเด็กอ้วนของเราจากไป เธอจึงคิดว่าควรพาเหม่ยฉีกลับมาหาพ่อกับแม่ที่นี่จึงจะดีที่สุด “ไม่ต้องห่วงพวกเรานะ ลาก่อน…” ฉินฟางเซียนเหม่อมองรูปหน้าหลุมศพด้วยความรู้สึกยากจะยอมรับไม่ต่างจากเพื่อนสาวที่อยู่ข้างกัน ก่อนหน้านี้เรายังไปตรวจสุขภาพด้วยกันอยู่ ใครจะคิดว่าสิ่งที่เหม่ยฉีกังวลมาตลอดช่วงเช้าวันนั้นจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และเกิดขึ้นอย่างกะทันหันจนพวกเราแทบจะตั้งตัวไม่ทันด้วยซ้ำ ผลชันสูตรที่ออกมาเมื่อสองวันก่อนทำเอาเธอกับเมี่ยวเมี่ยวรู้สึกจุกในอกอย่างบอกไม่ถูก ความจริงหากเราสามคนไปตรวจร่างกายกันตั้งแต่ครึ่งปีก่อน เหม่ยฉีอาจจะยังรักษาทันได้ทันเวลา วันนั้นก็คงไม่เส้นเลือดในสมองแตกจนเสียชีวิตเช่นนี้…ไม่น่าเลยจริง ๆ
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม