ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อนตรีเมฆเป็นเพียงนักศึกษาที่เข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพด้วยความคึกคะนองวันนั้นที่หลงเชื่อคำพูดของเพื่อนทำให้เขาเกือบกลายเป็นคนร้าย
เขาถูกจับข้อหามีย***าไว้ในครอบครองเกือบ 100 เม็ด เขาปฏิเสธจนหัวชนฝาว่าไม่ใช่แต่ตำรวจไม่เชื่อ
เพื่อนรักของเขาเป็นลูกคนรวยจึงรอดไปและเอายามายัดไว้ให้เขารับผิดตรีเมฆที่กลัวว่าทางบ้านจะเสียใจจึงปิดเรื่องนี้ไว้ เขาต้องนอนในห้องขัง 2 คืน วันนี้ที่เขาเจอกับคีรินที่มาประกันตัวหลานชายที่มีเรื่องทะเลาะวิวาท
คีรินหันมาสบตากับเขาที่นั่งร้องไห้อยู่อย่างหวาดกลัวเพราะเขาไม่อยากติดคุก คีรินจึงเดินออกไปถามกับร้อยเวรหน้าห้องขังจึงได้รู้ความจริง
ใกล้ถึงเวลาฝากขังวันนั้นเขาเจอกับคีรินอีกครั้ง จนในที่สุดคีรินก็เอ่ยปากถามว่าเกิดอะไรขึ้นวันนั้นเองที่เขาร้องไห้ออกมาอย่างหมดหนทางยอมเล่าความจริงให้ฟังและสัญญาถ้าออกไปได้เขาจะกลับมาตอบแทนบุญคุณคีริน
ในที่สุดตรีเมฆก็หลุดพ้นจากคดีและเพื่อนก็ถูกจับเข้าคุกแทนตลอดเวลา 10 ปีเขาติดตามชีวิตของคีรินตลอดเมื่อล่าสุดเขาได้รับสายจากคีรินเพื่อขอความช่วยเหลือจากเขา ซึ่งงเขาก็รับปากว่าจะช่วยทุกอย่างแต่เห็นรูปของคีตะวันเขาจึงรีบตอบรับทันทีและได้รู้ว่าคีตะวันเป็นลูกสาวของคีริน
คีตะวันนอนร้องไห้อยู่ในห้องนอนส่วนตัวเพราะคนเป็นแม่เพิ่งประกาศขายคอนโด และยิ่งเสียใจกว่านั้นคือแม่กำลังไล่เธอให้ออกไปจากชีวิตและให้ไปอยู่กับใครก็ไม่รู้ที่เธอไม่รู้จัก
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“คุณหนูขา เปิดประตูให้ป้าหน่อยค่ะ” ป้าเล็กซึ่งเป็นคนที่ดูแลคีตะวันมาตั้งแต่เด็กจนโตและเป็นคนที่คอยอบรมสั่งสอนให้หญิงสาวคีตะวันนั้นเคารพป้าเล็กราวกับเป็นแม่แท้ๆ
“ป้าเล็กขา คุณแม่จะส่งซันนี่ไปอยู่กับใครก็ไม่รู้” คีตะวันโผล่เข้ากอดป้าเล็กเพราะเธอไม่อยากไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัดคนที่ตั้งแต่เล็กจนโตไม่ค่อยลำบากจึงรู้สึกกลัว
“คุณหนูของป้าคุณผู้หญิงเขาหวังดีนะคะไปไม่กี่เดือนเอง” ป้าเล็กปลอบใจคุณหนูของตัวเองเขารู้ดีว่าคีตะวันไม่ได้นิสัยแบบที่ทุกคนเห็น
“ซันนี่ต้องไปตากแดดจนตัวดำแน่เลยค่ะ” คีตะวันแค่คิดก็กลัวขึ้นมาแล้ว
“คุณหนูของป้า”
วันนี้ก็มาถึงเป็นวันที่คีตะวันต้องเดินทางไปจังหวัดหนึ่งในภาคอีสานโดยการนั่งเครื่องบินครั้งแรกคนเป็นแม่จะไปส่งแต่เธอไม่ยอมไปเพราะยังโกรธแม่อยู่คนถือดีจึงลากกระเป๋าขึ้นเครื่องบินไปโดยไม่พูดกับแม่สักคำ
คีตะวันลากกระเป๋าใบใหญ่เดินมารอที่ทางออกเมื่อฝ่ายคนที่มารับบอกว่าจะมารับให้รอ คีตะวันมองไปรอบๆ ในตัวเมืองก็เจริญเหมือนในกรุงไม่มีผิด
“คุณคีตะวันใช่ไหมครับ” เบิ้มหยิบมือถือขึ้นมาดูรูปของหญิงสาวที่เจ้านายเป็นคนให้ไว้และสั่งให้เขามารับคีตะวัน
“ใช่ค่ะ”
“นั้นขึ้นรถมาเลยครับผมเป็นคนของไร่มนต์รักชื่อเบิ้มครับ เดี๋ยวผมยกกระเป๋าให้” เบิ้มอาสาเป็นคนยกกระเป๋าให้และพาหญิงสาวขึ้นรถซึ่งเป็นกระบะคันใหญ่คีตะวันต้องกระโดดขึ้นรถกว่าจะมานั่งในรถได้
รถเลี้ยวเข้ามาในไร่หญิงสาวมองไปวิวรอบๆ ซึ่งมีรีสอร์ตและสวนผลไม้เยอะแยะเต็มไปหมดแถมยังมีคอกม้า ละเห็นมีป้ายชี้ไปว่ามีน้ำตกบรรยากาศในไร่ดูธรรมชาติมากจนคีตะวันต้องตกตะลึงในความสวยงามของไร่และมีนักท่องเที่ยวหนาตาไม่น้อย
“สวยจัง” หญิงสาวพูดเสียงเบาเพราะไม่ค่อยได้มาสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ทุกอย่างดูลงตัวไปหมด รถมาจอดที่หน้าบ้านหลังใหญ่ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าของไร่
“ถึงบ้านนายแล้วครับ”
คีตะวันลงมาจากรถแต่ต้องหยุดชะงักเพราะเจอเข้ากับคนที่ไม่อยากเจอที่สุดเขาเป็นคนขโมยจูบแรกของเธอไปอย่างหน้าตาเฉยแถมตอนนี้ยังมายืนต่อหน้าเธอ ชายหนุ่มสวมชุดสบายๆ และมีหมวกสวมอยู่บนศีรษะ
“นาย!”
“ไอ้เบิ้มไม่ต้องยกกระเป๋า ให้คุณหนูเขายกเอง”
“ไอ้คนบ้า”
ตรีเมฆจ้องใบหน้างามอย่างเอาเรื่องและสั่งให้หญิงสาวยกกระเป๋าขึ้นไปในบ้านเองจะได้รู้ถึงความลำบากว่าเป็นยังไง ไม่ใช่รักความสบายจนเคยตัว
“อย่าบอกนะว่านาย...”
“ฉันนี่แหละเจ้าของไร่”
“ฉันจะกลับกรุงเทพ” คีตะวันเตรียมตัวที่จะหันหลังกลับทำไมแม่ถึงไม่บอกว่าใครเป็นเจ้าของไร่ หรือผิดที่เธอเองที่มัวแต่โกรธแม่จนไม่ได้พูดคุยด้วย
“กลับสิแต่ต้องเดินกลับนะลูกน้องฉันมีการมีงานต้องทำ ยืนบื้ออะไรอยู่เอารถไปเก็บ” ตรีเมฆหันมาตะคอกลูกน้องตัวเองที่ยืนมองคีตะวันราวกับไม่เคยเห็นคนสวย
“กรี๊ดดดด ไอ้บ้าฉันเกลียดนาย” เมื่อไม่พอใจจึงร้องออกมาและชี้หน้าตรีเมฆอย่างเหลืออด
“ถ้าร้องอีกฉันจะให้ไปนอนที่เรือนคนงาน”
“ฉันจะฟ้องแม่ว่านายมันไม่ใช่สุภาพบุรุษ นายจะไปไหนรอฉันด้วย” คีตะวันรีบยกกระเป๋าขึ้นตามชายหนุ่มไปตรีเมฆให้คนงานพาหญิงสาวขึ้นไปดูห้องและไม่ให้ใครมาช่วยจัดห้อง
“นี่ก็บ่ายถ้าคุณหนูอยากกินอะไรก็ไปกินเองนะ”
“ยังไม่ทันได้ถามอะไรเลยไปซะแล้ว” คีตะวันอยู่แต่ในห้องจนเย็นท้องเริ่มร้องจึงเดินมาหาอะไรทานซึ่งเห็นแม่บ้านกำลังทำกับข้าวอยู่
“คุณหนูหิวแล้วเหรอคะ” ป้าอิ่มถามหญิงสาวตรงหน้าตรีเมฆสั่งให้มาดูแลหญิงสาว
“เราชื่ออ้อมนะอายุน่าจะเท่ากันมีอะไรเรียกได้” อ้อมส่งยิ้มที่จริงใจให้คีตะวันเธอเข้าใจและรู้ด้วยว่าหญิงสาวตรงหน้าเป็นใครแต่ไม่อยากคิดเพราะตอนนี้เป็นเวลาส่วนตัว
“ชื่อซันนี่” คีตะวันจึงเดินไปนั่งรอที่โต๊ะอาหารและกินข้าวมื้อแรกซึ่งอาหารก็ดูแปลกตาและรสชาติกับอร่อยจนมื้อนี้เธอเจริญอาหารไม่น้อย
“ทำอะไรกันอยู่” ตรีเมฆเดินเข้ามาในบ้านจนเกือบสองทุ่มและเห็นทั้งสามกำลังคุยกันอย่างออกรส ที่อยู่กับเขาทำเหมือนจะเป็นจะตาย
“ซักผ้านะนายตาบอดเหรอ”
“คีตะวัน”
“ก็เห็นอยู่ว่าทำอะไร” คีตะวันรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นใบหน้าหล่อๆ ของเขาหน้าก็ดีทำไมปากถึงมอมขนาดนี้
“ป้ากับอ้อมกลับไปได้แล้วส่วนถ้วยจานเดี๋ยวผมให้คนแถวนี้ล้างเอง” ตรีเมฆหันมาจ้องหน้าคีตะวันและสั่งให้หญิงสาวนำจานไปล้างให้หมด
“นายหมายความว่าอะไร”
“หูไม่ได้หนวก เอาไปล้าง!”
“ดูปากฉัน ไปล้าง!” ตรีเมฆสั่งเสียงเข้มและยืนกอดอกมองหญิงสาวตรงหน้า
“ตั้งแต่เล็กจนโตฉันไม่เคยทำอะไรแบบนี้หรอก”
“ไม่งั้นก็ไม่ต้องขึ้นบ้าน เธอรู้ไหมที่นี่กลางคืนเขาว่ามีผีออกอาละวาด” ตรีเมฆยิ้มอย่างพอใจที่เห็นหญิงสาวหยิบจานเข้าไปล้างในห้องครัว แต่ไม่กี่นาทีต่อต้องหุบยิ้มเมื่อได้ยินเสียงเหมือนอะไรแตก
“ซันนี่เกิดอะไรขึ้น”
“โอ๊ยยยย นายเบาๆ สิ” ครั้งแรกเธอก็ล้างจานไปดีๆ แต่ด้วยเป็นจานกระเบื้องจึงหลุดมือและตกแตกจึงพยายามที่จะเก็บเศษจานจนบาดมือ
“ไม่ระวัง มานี่” ตรีเมฆพาหญิงสาวมาทำแผลซึ่งไม่เป็นอะไรมากเหมือนกับแผลไม่ลึกหลังจากนั้นจึงยอมให้หญิงสาวขึ้นไปพักผ่อนและเขาเองที่ต้องลุกมาล้างจานแทนหญิงสาว
“จะอยู่ได้สักกี่วันเชียวนิสัยแม่กับลูกต่างกันยังกับฟ้ากับเหว”
ตรีเมฆคิดไปถึงวันแรกที่ได้เจอกับคีตะวันซึ่งเขาได้ยินเรื่องราวทั้งหมดและแกล้งทำว่ากำลังคุยโทรศัพท์ที่แรกว่าจะเดินผ่านเฉยๆ พอเห็นใบหน้าของหญิงสาวเขาปฏิเสธไม่ลง
“คิดถึงเตียงนุ่มๆ” คีตะวันล้มตัวลงนอนอย่างน้อยตรีเมฆก็ไม่ได้ให้เธอนอนเตียงแคบๆ ที่นอนแข็งคีตะวันหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาและเห็นข้อความจากแฟนเก่าส่งเข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับข่าววันนี้ที่พูดถึงหญิงสาว
‘ตอนนี้ความสัมพันธ์กับคุณซันนี่เป็นยังไงบ้างคะ ได้พูดคุยกันบ้างหรือเปล่า’
“ไม่ได้ติดต่อกันเลยครับช่วงนี้ผมยุ่งๆ”
คีตะวันจึงปิดหนีเพราะไม่อยากฟังคนตอแหลเจตนิพนธ์ทักไลน์มาหาเธอตลอดเวลาเธอเคยหลงรักคนแบบนี้ได้ยังไงแถมยังพูดหน้าไม่อาย
“ตอแหลเก่งกว่าผู้หญิงอีก” มือจึงเลื่อนๆ ไปเรื่อยๆ และเห็นข่าวเศรษฐกิจจึงกดเข้าไปดูซึ่งเห็นรูปของตรีเมฆโชว์เด่นหราอยู่บนหน้าจอ
“ตรีเมฆ วรวงศ์คุณากร” หญิงสาวไม่รอช้าที่จะกดเข้าไปดูในเนื้อหาข่าว
ตรีเมฆ วรวงศ์คุณาการ ลูกชายคนโตของคุณธนิน วรวงศ์คุณากร วัย 30 ปี ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อย นิสัยเป็นคนอบอุ่นและรักธรรมชาติรักในการทำสวน สถานะตอนนี้คือยังโสดสนิทแถมยังมีสาวๆ ต่อคิวกันเพื่อหวังจะครอบครองหัวใจของชายหนุ่ม
“ชิ หล่อแต่ปากไม่ดีนิสัยก็ไม่ดี” คีตะวันเอามือแตะที่ริมฝีปากตัวเองรอยจูบที่เธอลืมไม่ลง
คีตะวันยังเลื่อนดูข่าวของตรีเมฆจนไปสะดุดที่ข่าวหนึ่งเป็นรูปของเขาและหญิงสาวหน้าตาดีคนหนึ่งซึ่งในข่าวระบุว่าเป็นลูกสาวท่าน ส.ส. ที่สังคมกำลังจับตามองทั้งคู่ รสิริน ที่ทั้งสวยและรวยและเป็นลูกคนใหญ่คนโต
“หมดเท่าไร” คีตะวันปิดข่าวนั้นทิ้งและเห็นอีกข่าวเมื่อปีที่แล้ว ดลณดา แม่หม้ายสาวที่เพิ่งหย่ากับสามีในวัยเพียง 29 ปี ก็มาติดพันกับชายหนุ่ม
“สันดานผู้ชายเจ้าชู้ไม่มีใครดีเท่าคุณพ่อหรอก” เพราะพ่อของเธอนั้นไม่เคยมีข่าวเรื่องผู้หญิงเลยสักนิด
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“มีอะไร” คีตะวันเดินมาเปิดประตูด้วยชุดนอนที่แสนวาบหวิวด้วยความลืมตัวจึงลืมคิดไปว่าไม่ใช่บ้านตัวเอง
“วันหลังห้ามใส่เสื้อผ้าแบบนี้อีก และก็ห้ามนอนดึกพรุ่งนี้ต้องออกไปสวนแต่เช้า” ตรีเมฆทำเสียงเข้ามากลบเกลื่อนอาการบางอย่างเพราะชุดนอนสายเดี่ยวของหญิงสาวทำให้เนินอกโผล่ออกมา
“ไปสวน? ไปทำอะไร”
“ไปเก็บส้มไงคุณมาอยู่บ้านเขาก็ต้องทำงานแลกเงิน”
“ฉันไม่ไป!”