บทที่ 2 สอนใช้ชีวิต

1748 คำ
เกือบ 2 เดือนแล้วที่ไป๋หลานใช้ชีวิตอยู่ที่เผ่าเฟิงอวิ๋นตอนนี้ร่างกายของนางกลับมาแข็งแรงเหมือนคนปกติทั่วไป เฟิ่งตามติดชีวิตของนางตลอดเวลาจนได้ยินเสียงเล่าลือว่าเฟิ่งหวงนั้นมีใจให้นาง “เจ้าอยู่นี้เองข้าตามหาตั้งนาน” ซินอี้ไม่พอใจที่นางเข้ามาทำให้เฟิ่งหวงหวั่นไหวซินอี้ชอบเขามาเนิ่นนาน “เจ้ามีธุระอันใดจะคุยกับข้า” “ออกไปจากชีวิตของท่านพี่เฟิ่งหวง” “เจ้ามีสิทธิ์อันใดที่มาสั่งคนอื่น” ไป๋หลานรู้นางแอบรักเฟิ่งหวงแต่ไม่ควรที่จะมาสั่งว่าผู้ใดมีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์ที่จะยืนอยู่ข้างกายเขา “ข้า ข้าเป็นคนสนิท” “ภรรยาก็ไม่ใช่ น้องสาวก็ไม่ใช่เจ้าควรให้เฟิ่งหวงเลือกเองไม่ใช่ไปบังคับใคร” ไป๋หลานเตรียมตัวจะเดินหนีแต่ถูกนางคว้าไว้และใช้มือตบเข้าไปที่แก้มของไป๋หลาน “อย่ามาลองดีกับข้า” เพียะ! “กรี้ด” เสียงกรีดร้องของซินอี้ทำให้เฟิ่งหวงและเจ๋อหรานออกมาดูเห็นซินอี้กำลังกุมแก้มที่โดนตบเมื่อนางเห็นคนทั้งสองจึงแสร้งทำเป็นคนโดนรังแก “ท่านน้านางตบข้าเจ้าค่ะ ข้าเจ็บ” “เจ้าตบนางจริงหรือ” เจ๋อหรานหันมาถามไป๋หลานเพื่อจะสอบถามความจริงนางจะไม่เข้าข้างใครแต่เหมือนว่าเฟิ่งหวงจะไม่เชื่อว่านางเป็นคนตบซินอี้ก่อนเพราะแก้มนั้นเริ่มแดงขึ้นมา “ท่านแม่ท่านถามหาความจริงก่อนเถอะเหม่ยเหม่ยนางก็โดนตบเช่นเดียวกัน” “ตามข้าไปที่กระโจม” ซินอี้นั่งร้องไห้เพื่อให้ทุกคนสงสารโดยเข้าไปอ้อนเจ๋อหรานเพื่อที่จะให้ลงโทษไป๋หลานอย่างสาสมที่ทำร้ายนาง “ข้าแค่เข้าไปถามอาการป่วยของนางแต่โดนนางต่อว่าและตบเจ้าค่ะ” ซินอี้โกหกขึ้นมาแต่ตอนที่ทั้งสองทะเลาะกันมีคนได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด “ตอนเจ้าทำคนอื่นทำไมเจ้าทำได้ พอโดนทำบ้างกลับมาร้องห่มร้องไห้ขอความสงสาร จิตใจเจ้าหยาบกระด้างนักทำไมท่านแม่ของเจ้าถึงใจเย็นนัก” ไป๋หลานโกรธจนพาลต่อว่าซินอี้ทำให้อี้หรานที่นั่งฟังถึงกับจุกในคอ “เจ้ากล้าว่าท่านแม่ไม่สั่งสอนข้าหรือ สามหาว!” “เจ้านั่งลงเถอะซินอี้เรื่องนี้ข้ามีคนรู้เห็น อาเจิง!” เฟิ่งหวงเรียกอาเจิงออกมาเพราะเขาเห็นว่าอาเจิงอยู่บริเวณนั้นก่อนที่เขาจะไปถึง “เจ้าเล่าความจริงมาเถิด” “วินอี้ไปต่อว่าแม่นางเหม่ยเหม่ย ไม่ให้ไปยุ่งกับท่านพี่เฟิ่งหวงขอรับ พอแม่นางพูดไม่เข้าหูจึงลงมือก่อน” อาเจิงพูดตามที่ตัวเองได้ยินมา “โกหกข้าไม่เคยพูดเช่นกัน ท่านแม่เจ้าคะ” ซินอี้หันไปหามารดาเพื่อให้ช่วยเพราะตอนนี้เหมือนทุกคนกำลังปกป้องไป๋หลานและให้นางเป็นคนผิด “ข้าต้องขออภัยแทนลูกด้วยโปรดให้แม่นางอย่าถือสาเลย ข้าเลี้ยงลูกไม่ดีเอง” อี้หรานเอ่ยขออภัยเพราะนางเองที่ตามใจลูกสาวจนเกินไป “ท่านน้าอย่าโทษตัวเองเลยท่านเลี้ยงลูกได้ดีทีเดียว” แต่แค่ซินอี้ไม่เชื่อฟังผู้เป็นมารดาและเอาแต่ใจตัวเองเพราะไม่มีใครดุเวลาทำผิด “เจ้าไปขอโทษเหม่ยเหม่ยซะ” “ท่านแม่! ข้า ข้าขอโทษเจ้าด้วย” ซินอี้เก็บความเกลียดชังไว้ในใจและเดินออกไปจากกระโจมด้วยความไม่พอใจแถมยังโดนท่านแม่ต่อว่าอีก “ขอคุณทั้งน้าทั้งสองที่ไม่ฟังความข้างเดียว” “ข้าแก่แล้วข้าผ่านโลกมาก่อนเจ้าทั้งสอง” เจ๋อหรานส่งยิ้มให้นางและมองดูลูกชายตนเองที่เหมือนจะตกหลุมรักนางมากขึ้นทุกวัน “เจ้าไปพักผ่อนเสียเถอะ หวงเอ๋อร์เจ้ารอแม่ก่อน” “ขอรับท่านแม่” เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้วเจ๋อหรานจึงให้ลูกชายเข้ามานั่งใกล้ๆ ยิ่งโตยิ่งเหมือนกับผู้เป็นบิดายิ่งหนักเจ๋อหรานลูบศีรษะลูกชาย “ลูกรักใครต้องรีบบอกอย่าลังเลเลย” เพราะนางเคยเจอคนที่เลือกใครไม่ได้สักคนเช่นเดียวกับบิดาของลูกชายที่ไม่เลือกนางแต่เขากับเลือกทำเพื่อบ้านเมืองโดยไม่สนว่าใครจะเจ็บปวด “ท่านแม่” “ลูกรักนางก็จงบอกนาง” เจ๋อหรานดูออกว่าลูกชายตกหลุมรักไป๋หลานตั้งแต่แรกเจอนางอยากเห็นลูกมีความสุขไม่อยากให้ลูกทุกทรมานใจเช่นเดียวกับผู้เป็นแม่ “เหม่ยเหม่ยนางเป็นเด็กดียิ่งนักไม่ยอมคนแม่ชอบนาง” “ลูกขอบใจท่านแม่ที่เข้าใจลูกขอรับ ลูก ลูกรักนางลูกอยู่ใกล้นางแล้วตรงนี้ของลูกเหมือนจะไม่ปกติ” เฟิ่งหวงไปที่หัวใจของตัวเองและกุมไว้ “ลูกตามไปดูนางเสียเถิด” เฟิ่งหวงไม่รอช้าที่จะออกไปตามไป๋หลานพร้อมกับรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าบ่งบอกว่าเขากำลังมีความสุขอย่างมาก “เจ้ามาอยู่นี้เองตามข้ามา” “ข้าปล่อยมือข้า” เฟิ่งหวงจับมือของนางและพาเดินเข้าป่าไปพร้อมกับธนูที่อยู่บนหลัง และมาหยุดที่ลานกว้างในป่าใหญ่และให้นางจับคันธนู “เจ้าลองยิงดูข้าจะสอน” เฟิ่งหวงมายืนช้อนหลังนางยกมือขึ้นมาและจับคันธนูทำให้มือของทั้งสองสัมผัสกัน เฟิ่งหวงและนางอยู่ใกล้กันไป๋หลานได้ยินเสียงลมหายใจของเขา “มีสติหน่อย” เฟิ่งหวงกระซิบที่ใบหูของนางเพื่อเรียกสติของนางและง้างธนูออกกว้างและเล็งไปที่เป้าหมายก่อนจะปล่อยลูกดอกให้ออกไปที่กลางเป้า “เย้ๆ เจ้าเก่งมาก” ไป๋หลานดีใจออกมาตั้งแต่นางเป็นเด็กจนโตท่านพ่อก็ไม่เคยให้นางได้จับอาวุธเพราะมัวแต่ส่งไปร่ำเรียนในสมกับเป็นองค์หญิงเพียงองค์เดียวของตระกูลเพราะท่านพ่อมีลูกชายถึง 3 คน “เจ้ายิงให้เข้าเป้า ข้าจะนั่งดู” “แล้วถ้าข้ายิงไม่โดน” “เจ้าก็ไม่ต้องกลับกระโจม” เฟิ่งหวงที่นั่งไปขอนไม้ไปนั่งดูนางที่ตั้งใจฝึกฝนเรียนรู้จนเขาเอ็นดูไม่น้อยแต่จนผ่านไปหนึ่งก้านธูปนางก็ยิ่งไม่เข้าเป้า “ข้าปวดมือแล้ว” “เจ้าไม่ตั้งใจเองข้าจะทำให้ดูแค่ครั้งเดียว” เฟิ่งหวงเดินเข้ามาใกล้และหยิบลูกธนูขึ้นมาตอนที่เขายังเด็กเขาฝึกฝนมากกว่าเด็กทั่วไปเพราะในวันข้างหน้าเขาต้องขึ้นมาดูแลชนเผาในฐานะทายาทคนโตและต้องปกป้องมารดา ลูกธนูปักเข้าที่กลางเป้าอย่างง่ายดายจนไป๋หลานรู้สึกชอบใจจึงให้เฟิ่งหวงยิ่งให้ดูอีกและนางจึงเดินไปนั่งรอที่ขอนไม้และนั่งดูชายหนุ่มอย่างสบายใจ “เจ้าแกล้งข้าหรือ ถ้ายิ่งไม่เข้าเป้าคืนนี้ข้าจะให้เจ้านอนที่นี่กับเสือไปเลย” เฟิ่งหวงเมื่อรู้ว่าโดนแกล้งจึงโมโหกลบเกลื่อนอาการเขาโดนนางหลอก “ใจร้ายจังข้าปวดมือแล้วเจ้าพาข้าไปทำอย่างอื่นเถิดนะเจ้าดูมือข้าสิ” นางยกมือขึ้นมาเพื่อให้เฟิ่งหวงดูตอนนี้มือนางแดงเพราะกำคันธนูแน่นเกินไป “ก็ได้” แค่เห็นนางเจ็บก็ละเลิกที่จะแกล้งนางทันทีและพาเดินเข้าป่าไปไกลมากโขจนมาหยุดที่หน้าผาและให้ไป๋หลานมองลงไปยังเบื้องล่าง “เจ้าดูชนเผ่าข้าสิมันสวยงามยิ่งนัก” ไป๋หลานมองไปที่เบื้องล่างจึงเห็นทัศนียภาพทั้งหมดของชนเผ่าละเมฆหมอยที่อยู่ปกคลุมเต็มไปหมด ชนเผ่าเฟิงอวิ๋นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติมากมายและห่วงไกลจากผู้คน “ข้าไม่เคยเห็นที่ไหนสวยงามเช่นนี้มาก่อน” ไป๋หลานยืนมองไปที่เบื้องหน้า เฟิ่งหวงคงใช้ชีวิตได้อิสรเสรีเพราะไม่มีกฎเกณฑ์อะไรไม่เหมือนกับนางที่ต้องคอยอยู่ในโอวาทของบิดารวมถึงงานแต่งงานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้น “ไหนว่าเจ้าจำอะไรไม่ได้” “เอ่อ ความรู้สึกข้ามันบ่งบอก” นางรีบหาเหตุผลมาแก้ตัวตอนนี้จะให้ใครรู้ตัวตนนางไม่ได้ “เจ้ารู้ไหมว่าข้าเกลียดอะไรมากที่สุด ข้าเกลียดคนโกหกหลอกลวงเหมือนคนที่ทำให้ข้าเกิดมาที่โกหกท่านแม่ของข้า” เฟิ่งหวงจ้องไปที่ใบหน้าของนางการที่ถูกมันเจ็บปวดที่สุดจนต้องทำให้มารดาเจ็บช้ำจนถึงทุกวันนี้ “ขะ ข้าจะไปโกหกเจ้าของอันใดกัน” นางหลบตาเขาเพียงเพราะว่าไม่อยากรู้สึกผิด “เจ้าไม่โกหกข้าก็ดีไป” “เจ้าจะทำอะไรข้า เฟิ่งหวง” เฟิ่งหวงเชยคางนางขึ้นมาสบตากันทำให้เห็นเงาของกันและกันในแววตาของทั้งสอง พระอาทิตย์กำลังตกดินพร้อมกับจูบแรกที่นางยกให้เฟิ่งหวง “อื้อออ” เฟิ่งหวงถอนจูบออกมาและสบตากับนางจูบแรกของเขาได้ยกให้นางไปครอบครองแต่เพียงผู้เดียว “ข้าชอบเจ้าเหม่ยเหม่ย” “ขะ ข้า ไม่ใช่เหมันตฤดูทำไมฝนถึงตก” “รีบหลบเร็ว” เฟิ่งหวงคว้าข้อมือของนางและพาวิ่งหลบฝนเข้าไปในถ้ำที่เขาเข้ามาหลบฝนเป็นประจำ ยิ่งดึกฝนยิ่งกระหน่ำเทลงมาตอนนี้เนื้อตัวของทั้งเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ “ข้าจะก่อไฟ” เพราะอากาศเริ่มหนาวทำให้เฟิ่งหวงก่อไฟเพื่อคลายหนาวและกันสัตว์มีพิษในตอนกลางคืน “เจ้าจะทำอะไร” “ข้าจะถอดเสื้อเจ้าไม่เห็นหรือว่าเปียกไปหมด” “เจ้าถอยไปห่างๆ” ไป๋หลานไปนั่งบนขอนไม้ที่เหมือนกับเตียงไม่มีผิดความหนาวทำให้นางตัวสั่นขึ้นมา จนเฟิ่งหวงต้องเดินเข้ามาใกล้ทำให้นางเห็นแผงอกของเขาอย่างเต็มตา “เจ้าหันหลังไป” “ข้าชอบเจ้าเหม่ยเหม่ย เจ้าสบตาข้าสิ”
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม