ความอยากรู้อยากลองชั่วขณะ
พันธนาการหัวใจเธอและเขาเอาไว้ตลอดหลายปี
_____________________
‘Noirnear09 : รองานเรื่องถัดไปนะคะ หายไปนานมากเลย จะสามเดือนแล้ว
↳ สาลี่7471 : เราว่าคุณไรต์พล็อตตัน เรื่องหลังๆ เดาทางได้หมดแล้ว อย่างเรื่องล่าสุดมันก็คล้ายเรื่องก่อนหน้านี้ แค่เปลี่ยนเหตุการณ์นิดหน่อย
↳ malila : เราว่าเรื่องล่าสุดมันเหมือนเรื่องกลลวงบ่วงร้ายมากกว่า แค่เปลี่ยนจากฉากซินดี้เอาน้ำสาดใส่ตัวเองเป็นกระโดดลงน้ำให้พระเอกเข้าใจว่านางเอกผลัก’
แกร๊กๆ แกร๊กๆ
เสียงนิ้วกระทบคีย์บอร์ดบ่งบอกอารมณ์หลังได้อ่านความคิดเห็นในหน้านิยายของตนเอง ‘เพลงตะวัน’ ไม่ได้กำลังโกรธ แต่เพราะกำลังเห็นด้วยกับความคิดเห็นของนักอ่านต่างหาก
เธอเพิ่งรู้สึกตัวหลังจากได้อ่านความคิดเห็นในนิยายเรื่องล่าสุดที่เปิดขายไปเมื่อสามเดือนที่แล้ว และเมื่อลองกลับไปอ่านเรื่องเก่าๆ ตามที่คนอ่านบอกก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ
คนตัวเล็กหัวเราะออกมาเบาๆ กับปัญหาที่กำลังประสบตรงหน้า วางมือจากสมุดจดพล็อตเนื่องจากไม่รู้ว่าต้องเขียนอะไรต่อ ก่อนจะกดปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์พักสมอง
‘รู้สึกเหมือนกำลังถูกบอกว่าก๊อปนิยายตัวเองเลย’
ชีวิตเข้าปีที่สองของการเป็นนักเขียนเริ่มมีอุปสรรคเสียแล้ว หากเป็นเมื่อก่อนเพลงตะวันคงไม่คิดมากเพราะเขียนนิยายเป็นงานอดิเรก แต่เมื่อครึ่งปีก่อนเธอเพิ่งจากลาออกจากงานประจำเพราะทนนิสัยเพื่อนร่วมงานไม่ไหว
มาสายกลับก่อน กั๊กงานเอาไว้ทำเอง พอทำไม่ทันก็โยนมาให้เธอช่วยตอนใกล้เดดไลน์ แถมเจ้านายยังชอบแสดงอาการคุกคามเธอทางสายตา
อีกทั้งในช่วงนั้นงานเขียนของเธอกำลังรุ่งเรือง แม้ไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในฐานะนักเขียนขายดี แต่ก็ขายได้เรื่อยๆ บางเดือนโชคดีก็ถึงแสน
ทั้งความกดดันในที่ทำงานและสภาพคล่องทางการเงินในช่วงนั้นเอื้อต่อการไม่ต้องอดทนอีกต่อไป เพลงตะวันจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพราะไม่อยากเอาเงินที่ทำงานได้ไปพบจิตแพทย์
ตอนนั้นคิดเอาไว้ว่า อย่างแย่ที่สุดหากงานเขียนไม่รุ่งแล้ว การกลับไปขอข้าวแม่ที่ต่างจังหวัดกินก็ไม่แย่เท่ากับต้องกลับมานอนร้องไห้ในห้องคนเดียวทุกวัน
แม้ตอนนี้ปัญหาจะไม่ใช่เรื่องยอดขาย แต่เพลงตะวันรู้ดีว่าหากปล่อยเอาไว้แบบนี้ อีกไม่นานอนาคตการเป็นนักเขียนของเธอต้องเจอวิกฤตใหญ่แน่ๆ
‘Rrrrr~!!’
จู่ๆ โทรศัพท์ส่วนตัววางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าแผดเสียงเรียกร้องความสนใจ เมื่อหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นเพื่อนสนิทซึ่งช่วงนี้ไม่ค่อยได้ติดต่อกัน
นักเขียนสาวลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อย รู้ดีว่าเพื่อนโทรมาด้วยสาเหตุอะไร เมื่ออาทิตย์ก่อนเธอเพิ่งตกปากรับคำไปงานเลี้ยงรุ่นเพราะอยากออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกหลังจากจำศีลในห้องเพื่อปั่นนิยายตลอดหนึ่งเดือนครึ่ง
แต่วันนี้เพลงตะวันไม่ได้อยู่ในอารมณ์อยากออกไปไหน
เธอเซ็ง...และอยากนอนคุดคู้อยู่บนเตียงใช้ความคิดไปกับเรื่องงานมากกว่า
“อื้อ เทียน” คำทักทายห้วนสั้นเปล่งออกไปบ่งบอกอารมณ์ของผู้รับจนได้ยินปลายสายถอนหายใจ
แต่นอกจากเสียงของเพื่อน ยังได้ยินเสียงดังแทรกเข้ามาทั้งเสียงการสนทนาของคนจำนวนมาก และเสียงดนตรีคลอเบาๆ กระทบใบหู
“เทียนหอม นี่เธออยู่ที่งานแล้วเหรอ?”
(ก็ใช่น่ะสิ ฉันรีบมาจองโต๊ะ ไม่อยากไปนั่งกับคนไม่รู้จัก)
น้ำเสียงของเพื่อนตอบกลับด้วยความสดใส เพลงตะวันมองเห็นใบหน้าประดับลักยิ้มของปลายสายปรากฏขึ้นในหัว
คิดถึงเหมือนกันแฮะ...
(แกอยู่ไหนแล้วตะวัน เงียบแบบนี้...อย่าบอกนะว่ายังไม่ออกจากห้อง!?)
“อืม เพิ่งอาบน้ำเสร็จ โรงแรมที่จัดงานอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ไม่เกินชั่วโมงถึง”
(ชั่วโมง? แกจะทำอะไรนานขนาดนั้น คอนโดแกอยู่ห่างจากโรงแรมสองไฟแดง)
“ก็ให้โอกาสเพื่อนแต่งหน้าได้ไหมล่ะ เผื่อจะเจอผู้หล่อๆ โสดๆ เราจะได้ฝากชีวิตไว้ให้เขาเลี้ยงดู” เพลงตะวันตอบติดตลกปรับอารมณ์ตนเองระหว่างที่เริ่มลงเบสบำรุงผิวก่อนแต่งหน้าไปด้วย นิ้วก้อยแต่ลงบนปุ่มลำโพงก่อนจะวางโทรศัพท์ตนเองลงหน้ากระจก
(ค่ะ! ได้โปรดรีบสวย และย้ายตูดมาที่งานโดยด่วนเพราะเพื่อนหิวข้าวมาก)
เสียงหวานหัวเราะออกมาเบาๆ กับคำพูดเพื่อน เทียนหอมตัดสายไปแล้ว ส่วนเธอก็รีบแต่งหน้าแต่งตัวไปตามนัดอย่างรวดเร็ว
At White Roses Hotel
ชีวิตของคนวัยสามสิบที่กลับมาเจอกันอีกครั้งไม่มีอะไรมากนอกจากการถามสารทุกข์สุกดิบ หน้าที่การงาน ชีวิตแต่งงาน และการคุยเรื่องลูก
ส่วนพวกคนโสดไม่มีผัวไม่มีเมีย ก็พากันจับกลุ่มแยกออกไป สนใจแต่อาหารในโรงแรมและถ่ายรูปลงโซเชียล กระทั่งเวลาผ่านไปถึงช่วงกลางดึก บรรยากาศจึงเริ่มคึกคักขึ้นหลังจากแอลกอฮอล์ได้ซึมเข้ากระแสเลือด
“ตะวัน~ แกอย่าทำหน้าเหมือนหมาถูกงดอาหารได้ม้ายยย~” เทียนหอมกระเซ้าเพื่อนด้วยน้ำเสียงยานคาง ยกศอกขึ้นมากระแทกแขนคนที่กำลังสนทนาด้วยไม่แรงนัก
เจ้าของชื่อมองแก้มของเพื่อนที่กำลังแดงระเรื่อจากเลือดลมสูบฉีดได้ที่ บ่งบอกว่าระดับความเมาเพิ่มขึ้นจากเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนชัดเจน
“กลับไหมเทียนเดี๋ยวเรานั่งรถไปส่ง” เธอเองก็นั่งแท็กซี่มาเพราะรู้ว่าในงานมีแอลกอฮอล์ “พรุ่งนี้ทำงานไหวหรือเปล่า”
“สบายมากกก~ พรุ่งนี้ฉันทำงานที่บ้าน ว่าแต่แกเถอะ อย่าบอกนะว่าเครียดเรื่องรีวิวนิยายใหม่อีกแล้ว” คนตัวเล็กยกนิ้วจิ้มแก้มเพื่อนก่อนจะมุ่ยหน้าลุกขึ้นยืน เมื่อได้ยินเสียงดังโหวกเหวกมาจากโต๊ะของผู้ชายร่วมคณะซึ่งอยู่ข้างกัน “เสียงดังจังวะ!!”
“เทียน~” หญิงสาวรีบยกมือปิดปากบางของอีกฝ่ายพร้อมกระตุกแขนเล็กให้นั่งลงที่เดิม
เทียนหอมเป็นพวกเมาแล้วแกว่งหน้าหาหมัด สมัยเรียนเคยเมาแล้วเกือบจะวิ่งไปหนึ่งรุมสิบกับพวกเด็กวิศวะก็ทำมาแล้ว
“เมาแล้วยังวอนโดนยำตีนคนเหมือนเมื่อก่อนเลยนะ”
“เมื่อก่อน? อ้อ~ พูดแล้วอยากใส่เดี่ยวว่ะ แล้วเมื่อกี้ใครเสียงดัง” มือเล็กถลกแขนเสื้อตนเองขึ้นบนไหล่ หรี่ตาชะเง้อมองต้นเสียงเมื่อครู่อีกครั้งก็ยิ้มมุมปาก “ไอ้แว่นนี่นา ทำไมไม่รู้จักมาทักเพื่อนทักฝูง”
“เขาชื่อว่าน ไม่ได้ชื่อแว่น แล้วก็นั่งลง...ไม่ต้องเดินไปเลย” เพลงตะวันดึงแขนเพื่อนอีกรอบ เมื่อเห็นว่าเทียนหอมลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
“ทำไมจะไม่ใช่ นั่นแว่นหนึ่ง นี่แว่นสองไง ฮิๆ” นิ้วชี้เรียวชี้หน้าเธอพร้อมกับหัวเราะร่า
เพลงตะวันส่ายหน้ากับสติสัมปชัญญะที่เหลือน้อยของอีกฝ่าย ไม่ใส่ใจกับคำพูดกวนประสาทนั่น อีกทั้งเมื่อก่อนเธอสวมแว่นจริงๆ เพราะติดอ่านนิยายกับการ์ตูนมาตั้งแต่มัธยม แม้จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็ยังคงอ่านอยู่เรื่อยๆ
“แต่ตอนนี้เราใส่คอนแทกต์เลนส์แล้ว”
“ไอ้แว่นมันไม่มาทักเราสงสัยกลัวถูกถ่ายรูปไปฟ้องเมียแหง ตอนสมัยเรียนยังชวนเราไปเก็บเกรดวิชาเลือกเสรีกันอยู่เลย จนไปสนิทกับเพื่อนต่างคณะชื่ออะไรนะ...ที่แกเองก็เคยไปไหนมาไหนด้วยบ่อยๆ” คนเมาพูดด้วยความคะนองปากไปตามประสา
แต่คนได้ฟังกลับเงียบลงเล็กน้อย
ไม่ใช่ว่าจำไม่ได้ แต่เพราะจำได้ดีต่างหาก...
“ไอ้ว่าน!! เพื่อนมึงมารับกลับบ้านแล้ว”
ยังไม่ทันจะได้ตอบออกไป เสียงใครบางคนก็ตะโกนผ่านไมโครโฟนท่ามกลางเสียงดนตรี ซึ่งเสียงที่ดังมากพอนั้นทำให้ทุกคนหันไปมองยังหน้าประตูห้องโถงเป็นตาเดียว ยกเว้นคนที่นั่งเมาข้างกายเพลงตะวันที่สติใกล้ดับวูบเต็มที
ผู้มาใหม่ทำหน้าตาเลิ่กลั่กกับสายตานับสิบคู่ที่จับจ้องมายังตนเอง เขากวาดสายตาหาเพื่อนที่โทรเรียกให้มารับ ก่อนที่ทั้งเธอและเขาจะสบตากันด้วยความบังเอิญ
“ปรัชญ์...”
“ช่ายๆ ชื่อปาด~”
คนกำลังเมาพยักหน้าหงึกหงักรับด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ ไม่รับรู้ว่าตอนนี้เจ้าของชื่อได้ปรากฏตัวในงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับคณะที่ตนเองจบมาด้วยซ้ำ แต่เมื่อเพลงตะวันหันมาอีกครั้ง เทียนหอมก็ฟุบหน้าลงกับโต๊ะตามแรงโน้มถ่วงของโลกหลับไปแล้ว
ทิ้งเพื่อนให้เผชิญชะตากรรมตรงหน้าลำพัง!
เธอตัดสินใจเบือนหน้าหลบสายตาของอดีตคนเคยรู้จัก หมุนตัวนั่งหันหลังให้เป็นการส่งสัญญาณว่าไม่อยากให้เขาเดินเข้ามาทัก
หากจะมารับเพื่อนก็ควรรีบรับและรีบออกไป...
ทว่าคนตัวเล็กก็รับรู้ ว่าคำภาวนาของตนไม่สัมฤทธิผล เมื่อเสียงทุ้มของใครคนนั้นดังขึ้นจากด้านหลัง จนเธอรีบหมุนตัวกลับไปมองอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
“ตะวัน...”
ฉิบหาย...
✦——☀——✦