“ตะวัน...”
เสียงทุ้มของอีกฝ่ายไม่ต่างจากนวมหนักๆ ฟาดลงกลางศีรษะ เพลงตะวันหันกลับไปมองคนเรียกช้าๆ ด้วยความรู้สึกหลากหลาย และพบว่าปรัชญายืนอยู่หน้าเธอพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม
เป็นรอยยิ้มที่ชวนคิดถึงจนเธอเองก็เผลอยิ้มตอบ แต่เมื่อได้สติจึงเอ่ยทักอีกฝ่ายคืนอย่างไม่ให้เป็นการเสียมารยาท
“สะ สวัสดีปรัชญ์” เขียนนิยายมาก็เยอะ แต่ประโยคแรกที่ทักออกไปกลับดูทื่อมีพิรุธจนอยากตบปากตนเอง
เพลงตะวันจับเอื้อมมือไปจับมือของเทียนหอมที่ฟุบหลับอยู่ด้านหลังแน่น ทั้งแอบกระตุก ทั้งแอบเขย่า แต่ไม่มีทีท่าว่าอีกฝ่ายจะฟื้นขึ้นมาช่วยเธอแม้แต่น้อย นักเขียนสาวจึงจำต้องกลับไปมองหน้าคู่สนทนาอีกครั้ง
“ปรัชญ์...มารับว่านเหรอ”
“อื้ม เมียมันโทรหาไม่ติดเลยโทรหาเราให้ช่วยตาม แต่พอโทรติดดันเมาจนพูดไม่รู้เรื่องเลยมารับมันกลับ” คำตอบของเขาเป็นธรรมชาติจนเธอได้แต่พยักหน้าฟัง
แปดปีผ่านมา มันอาจนานมากพอที่จะทำให้ความรู้สึกทุกอย่างเปลี่ยนไปจริงๆ นั่นล่ะ
“งั้นตามสบายนะ เราก็จะพาเทียนกลับแล้วเหมือนกัน” คนตัวเล็กตัดสินใจตัดบท และตั้งใจจะพาเพื่อนไปนอนที่คอนโดตนเองจนกว่าอีกฝ่ายจะสร่างเมาจึงให้กลับบ้าน
แต่ปรัชญากลับชะโงกหน้าเข้ามาใกล้จนเธอผงะหนี แม้จะค่อยๆ เอี้ยวศีรษะมองไปยังคนที่ฟุบอยู่ด้านหลังเธอก็ตาม
“เทียน? ใช่เทียนที่จะต่อยกับวิศวะไหม?” คนตัวสูงทำหน้านึกอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพยายามยื่นหน้าเข้ามาใกล้เพื่อนมองคนเมาอีก
กลิ่นหอมอ่อนๆ จากน้ำหอมบนกายหนุ่ม ทำให้เพลงตะวันใบหน้าเห่อร้อน เมื่อครู่ปลายจมูกเขาเกือบชนเส้นผมของเธอเข้าหากหญิงสาวไม่เป็นฝ่ายเอียงตัวหลบ
“อ้อ~ คนนี้จริงๆ ด้วย ^^” ร่างสูงถอยกลับมายืนตัวตรงหลังจากมองเทียนหอมจนหนำใจ “เราจำหน้าไม่ค่อยได้แล้ว รู้สึกช่วงนี้จะสายตาสั้นขึ้นด้วย”
เธอพยักหน้ารับคำของอีกฝ่ายและยิ้มเจื่อนให้ เมื่อกี้ที่ใกล้ชิดกันทำเอารู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ทั่วท้อง และไม่รู้ทำไมคนคุยเก่งไม่เดินจากไปเสียที
ยืนจ้องหน้ากันอยู่ได้...
“ตาวานนน~”
เสียงเรียกของเทียนหอมไม่ต่างจากระฆังช่วยชีวิต เจ้าของชื่อรีบหันไปสนใจคนเรียกราวกับเพื่อนใกล้ตาย และนั่นก็ทำให้ปรัชญายอมเดินจากไปได้ในที่สุด
เขาพยุงว่านพาเดินออกจากงาน โดยระหว่างนั้นก็หยุดแวะถ่ายรูปกับคนในงานที่เรียกตัวเอาไว้ตลอดทาง
คนดังสมัยเรียน ใครๆ ก็รู้จักแม้จะอยู่คนละคณะ
คนตัวเล็กขอให้ผู้ชายในงานช่วยพยุงเทียนหอมลงมาหน้าโรงแรมเช่นกัน ตอนนี้เกือบเที่ยงคืนแล้ว และดูเหมือนแท็กซีที่เลี้ยวเข้ามาในโรงแรมก็น้อยมาก แถมก่อนหน้านี้มีคนมารอก่อนพวกเธอสองคิว เพลงตะวันจึงยืนบนส้นสูงและปล่อยเพื่อนนั่งบนเก้าอี้พลาสติกที่ขอยืมจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาชั่วคราว
กระทั่งเมอร์เซเดสเบนซ์ เอเอ็มจีสีขาวขับออกจากลานจอดรถมาจอดเทียบตรงหน้า กระจกไฟฟ้าฝั่งที่นั่งข้างคนขับถูกเปิดออกครึ่งหนึ่ง พร้อมกับสายตาคมของคนเมื่อครู่มองลอดผ่านช่องหน้าต่างมาสบตากัน
เพลงตะวันเกลียดตัวเอง แค่หน้าครึ่งบนของอีกฝ่ายเธอยังจดจำได้ ทั้งที่ไม่ได้พบกันมาแปดปีเต็ม
“ตะวัน”
อีกแล้ว...
เพลงตะวันจำได้ดีว่าปรัชญาเป็นสุภาพบุรุษและใจดีมาก จึงไม่แปลกที่เขาจะเข้ามาถามเมื่อเห็นว่ามีผู้หญิงสองคนยืนอยู่หน้าโรงแรม แถมอีกคนยังเมาหมดสภาพ
รู้งี้เธอน่าจะเมาด้วยอีกคนแล้วเปิดห้องนอนในโรงแรมให้มันจบๆ ไม่น่าอยากกลับไปวางพล็อตนิยายต่อเลย
“ขึ้นมาสิ เราไปส่ง”
“มะ ไม่เป็นไร คอนโดเราอยู่ใกล้แค่นี้เอง” พูดจบมือบางก็รีบยกมืออุดปากตนเองอย่างนึกขึ้นมาได้
เอาอีกแล้ว...เผลอพูดอะไรที่ไม่จำเป็นอีกแล้ว
“ใกล้ๆ ก็ดีสิ กลับทางนี้ใช่ไหม ทางผ่านพอดี”
ปรัชญาเปิดประตูลงจากรถ ถือวิสาสะเดินผ่านคนตัวเล็กไปอุ้มเพื่อนสนิทของเธอขึ้นจากเก้าอี้
“เปิดประตูให้เราหน่อย...”
สถานการณ์ฉุกละหุกทำเอาหญิงสาวแสดงท่าทีเลิ่กลั่ก สุดท้ายจึงยอมเปิดประตูข้างคนขับตามที่เจ้าของรถบอก
“ไม่ใช่สิตะวัน... “ ปรัชญาถอนหายใจ มองหน้าเธอเอือมเล็กน้อยเหมือนมองเด็กโง่ “เราหมายถึงประตูด้านหลังที่นั่งข้างคนขับ ขืนให้เทียนนั่งข้างคนขับหัวก็โขกกับคอนโซลรถพอดี”
“อะ อื้อ” มือบางปิดประตูที่เพิ่งเปิด แล้วรีบเปิดประตูด้านหลังตามที่เจ้าของรถบอกก่อนจะนิ่งงัน เมื่อเห็นว่ามีว่านนอนหลับอยู่ก่อนหน้านั้นในสภาพเดียวกับเพื่อนตนเอง
ลืมไปเลยว่าว่านอยู่ในรถด้วย นั่นหมายถึงเธอต้องนั่งข้างหน้าคู่กับเขา
ปึง!
สติของเพลงตะวันกลับมาหลังจากได้ยินเสียงปิดประตูรถยนต์ ปรัชญาเปิดประตูข้างคนขับรอพร้อมกับรอยยิ้ม
“ถ้าตะวันช้าจนทำให้เราโดนค่าปรับตามหลัง เราจะทักไปเก็บเงินนะ” สายตาคมกริบก้มมองพื้นฟุตบาทอย่างมีนัย
เมื่อใบหน้าสวยกดสายตามองตาม จึงเห็นว่าเส้นขอบฟุตบาทเป็นสีขาวเหลือง
เจ้าของร่างบางจึงก้าวเข้าไปนั่งในรถอย่างรวดเร็ว เมื่อประตูฝั่งตนเองถูกปิดก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ เธอรู้สึกโง่ทุกครั้งเวลาที่อยู่ต่อหน้าเขา
ปรัชญากลับเข้ามานั่งในรถ แต่ร่างสูงโปร่งกลับไปขยับมือขับรถออกจากตรงนี้อย่างที่เคยเร่งเร้าเธอให้เข้ามานั่งอย่างในตอนแรก
“ตะวัน...” เสียงทุ้มเรียกชื่อเธอเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่ทราบ สายตาของเพื่อนสมัยเรียนมองมาที่เธออย่างอ่อนใจ
ร่างสูงกำยำโน้มตัวเข้ามาหาจนปลายจมูกแทบชนกัน ชั่วพริบตาแถบสีดำก็ถูกนำมาคาดบนร่างเล็กพร้อมกับเสียงดัง ‘แกร๊ก’
“ต้องคอยคาดเข็มขัดให้เหมือนเมื่อก่อนเลยนะ” น้ำเสียงและสายตาของชายหนุ่มติดดุเล็กน้อย แม้จะเป็นการดุที่ไม่ได้จริงจังนักก็ตาม
คนที่พูดคำว่า ‘เมื่อก่อน’ ออกมาก่อนก็คือเขา แต่กลับทำให้หญิงสาวตกใจขึ้นมาและรีบแก้ตัว
“มะ ไม่ใช่นะ เราแค่รู้สึกมึนๆ” ไม่ได้อยากทำตัวเหมือนอ่อยเขา หรือเรียกร้องความสนใจจากคนในอดีต
“เราก็ไม่ได้ว่าอะไร”
ปรัชญาระบายยิ้มอีกครั้งและไม่ได้พูดอะไรต่อ จัดการพารถกลับเข้าสู่เส้นทางหลักทันทีโดยมีคนนั่งข้างๆ คอยบอกทางเสียงเบา
รถยนต์เลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณลานจอดรถด้านหน้าคอนโด เพลงตะวันแสดงอาการเลิ่กลั่กอีกครั้งเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดับเครื่องยนต์และกำลังปลดเข็มขัดนิรภัย
“ปะ ปรัชญ์กลับไปส่งว่านเลยก็ได้ เดี๋ยวเราพาเทียนขึ้นห้องเอง”
“เธอตัวเล็กกว่าเทียนอีกจะอุ้มใครเขาไหว เมื่อก่อนหิ้วหนังสือการ์ตูนแค่สิบเล่มมือยังแดงเลย”
เขาพูดคำว่า ‘เมื่อก่อน’ ขึ้นมาอีกแล้ว หญิงสาวไม่เข้าใจเลยว่าทำถึงพูดเรื่องในอดีตได้หน้าตาเฉย
คนตัวเล็กนั่งนิ่งด้วยความอึดอัด ทำไมเขาไม่เข้าใจอะไรเลยว่าเธอกับเขาไม่ควรเข้าไปรุกล้ำในพื้นที่ส่วนตัวกันและกันอีก
“ตะวันอึดอัดที่เรามาส่งเหรอ?”
นักเขียนสาวเงยหน้าสบตากับคนถามทันทีเมื่อได้ยินประโยคนั้น ใบหน้าของปรัชญายังคงประดับด้วยรอยยิ้ม จะว่าไป...ตั้งแต่ที่โรงแรมเขาเอายิ้มมาตลอดจนเธอไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่
“เราก็ควรจะอึดอัดไม่ใช่เหรอ?”
“ทำไมต้องอึดอัด เพราะเราเคยเป็นพาร์ตเนอร์กัน?” คำถามตรงไปตรงมาครั้งที่สองออกมาจากปากคนไม่เจอหน้ากันนาน
อย่างน้อยเขาก็เลือกใช้คำว่า ‘พาร์ตเนอร์’ แทนคำว่าคู่นอนหรือคนเคยเอากัน ฟังดูไม่ใช่คำหยาบอะไร
“ก็ประมาณนั้น...”
“ทั้งที่ตะวันเป็นฝ่ายขอเลิกกับเราก่อนน่ะนะ” ชั่ววูบหนึ่งแอบเห็นว่าประกายในดวงตาของอีกฝ่ายสั่นไหว
แต่ก็แค่พริบตาเดียวเท่านั้น
“ยะ อย่าใช้คำว่าเลิก เลิกมันเอาไว้ใช้กับคนคบกันแต่เราสองคนไม่ใช่”
“แต่นอกจากนอนด้วยกัน เรายังทำอย่างอื่นที่คนอื่นไม่ทำไม่ใช่เหรอ?”
“แต่มันก็ไม่ใช่การคบกันอยู่ดี”
ในตอนที่ทั้งคู่อยู่ปีสาม ความสัมพันธ์พวกนั้นมันเกิดจากการหาที่ระบายความเครียดและความอยากรู้อยากลอง
เธอเคยอ่านแต่ในนิยายว่าครั้งแรกมันเจ็บ จึงอยากรู้ว่ามันจะเจ็บขนาดไหน ส่วนปรัชญาก็เครียดเรื่องเรียน เขาแค่หากิจกรรมทำเพื่อผ่อนคลายก่อนอ่านหนังสือเท่านั้น
“เราได้ข่าวมาว่า ตะวันลาออกจากงานเก่ามาเขียนนิยาย”
เพลงตะวันขมวดคิ้ว เขาไปรู้เรื่องนี้มาจากไหน ในเมื่อเธอไม่เคยโพสต์เรื่องออกจากงานประจำและเรื่องเขียนนิยายในโซเชียลเลย
“ใช่”
“เขียนแนวไหน ตอนเรียนปรัชญ์เคยเห็นตะวันอ่านเรื่องผี ลึกลับ โรแมนติก”
คำถามของคนนั่งหน้าพวงมาลัยทำให้คนตัวเล็กหันไปมองเขาเล็กน้อย
“แล้วเคยเอาเรื่องของเราไปเขียนบ้างไหม?” รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา สร้างความหงุดหงิดให้เธออย่างไร้เหตุผล
พูดแต่เรื่องอดีตอยู่ได้...
“แล้วปรัชญ์คิดว่าเรื่องของเรามันอยู่ในหมวดไหนล่ะ” น้ำเสียงของเธอเปล่งออกไป บ่งบอกว่ากำลังไม่ชอบใจคำถามของเขาเท่าไรนัก
“...”
“เรื่องผี โรแมนติกคอมเมดี้ หรือแค่เรื่องเสียว”
คนตัวสูงจ้องหน้าหวานอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายก็เป็นเขาเองที่ยอมสงบสติอารมณ์ตนเองก่อนด้วยการผ่อนปรนลมหายใจออกมาแผ่วเบา
“ให้เราพาเทียนขึ้นไปส่งที่ห้องเถอะ เราสัญญาว่าจะอยู่ไม่นาน เพราะยังไงเราก็ต้องกลับมาพาไอ้ว่านไปส่งบ้านต่ออยู่ดี”
✦——☀——✦