เกือบสองชั่วโมงบนโต๊ะอาหารหมดไปกับการพูดคุยเรื่องเก่าๆ หลังจากไม่ได้รวมตัวกันแบบนี้หลายปี คนพูดมากที่สุดบนโต๊ะคงเป็นว่านกับเทียนหอม ทั้งคู่พูดเรื่องเก่าๆ ตั้งแต่สมัยเข้าเรียนปีหนึ่ง งานรับน้อง จนถึงวิชาเลือกเสริมที่ทำให้มาเจอกับปรัชญา
“เออ ตอนนั้นมึงบอกกูว่าอะไรนะที่ตัดสินใจไปเรียนวิชาหนังโป๊” ว่านพูดคำหยาบอย่างคล่องปากด้วยความเมา
ความสนิทที่มีมาหลายปีทำให้เป็นกันเองจนเผลอหยาบคายตามประสาผู้ชายออกมา
“ไอ้เวร วิชาการวางแผนครอบครัว เรียกดีๆ” จิตแพทย์หนุ่มรีบพูดออกไป พร้อมสงสายตาถึงความไม่เหมาะสมของคำพูดเพื่อน
“เออ โทษๆ นั่นแหละทำไมมึงมาวิชานั้นนะ”
“ก็เก็บเอง่ายไง ส่งงานครบก็ได้เอแล้ว”
“เพื่อเอตัวเดียวมึงถ่อจากอีกวิทยาเขตมาเรียนเลยเหรอ?”
ตั้งแต่ปีสามเป็นต้นไปนักศึกษาสายแพทย์และพยาบาลต้องย้ายไปเรียนอีกวิทยาเขต ซึ่งมีเครื่องมือทางการแพทย์และห้องปฏิบัติการพร้อมกว่า ต่างจากคณะอื่นๆ ที่สามารถอยู่ในวิทยาเขตหลักได้ครบสี่ปี
“กูทำเพื่อเอตัวเดียวที่ไหน...” คนตัวสูงเว้นจังหวะการพูดและน้อยและเหล่มองเธอที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ “กูทำเพื่อเอสองตัว เพราะเทอมนั้นกูลงตัวฟรีไปสองวิชา”
“คุ้มกับค่าน้ำมันมากมั้ง”
“คุ้มดิ โคตรคุ้ม” เขาเน้นคำว่า ‘โคตรคุ้ม’ ให้หญิงสาวได้ยิน
เพลงตะวันเบือนหน้าหนี เบียร์สดแก้วที่เท่าไหร่ไม่ทราบถูกกระดกเข้าปากอึกๆ ไม่อยากรับรู้สายตาคมที่ส่งมาหา ส่วนคุณหมอหนุ่มก็ไม่มีความคิดจะห้ามปรามการดื่มของคนตัวเล็กแม้แต่น้อย
ปกติแอลกอฮอล์มันไม่ดี แต่สำหรับวันนี้มันอาจจะดีก็ได้
✦☀✦
กว่าสายฝนด้านนอกจะหยุดโปรยปราย เบียร์สองทาวเวอร์ก็ไม่เพียงพอสำหรับคนสี่คน จากสองกลายเป็นสามและสี่ แก้มนวลเนียนของเพลงตะวันแดงระเรื่อไม่ต่างจากคนอื่นๆ กระทั่งเทียนหอมเป็นคนแรกที่เอ่ยทักท้วงเรื่องเวลาขึ้นมา
“ว้าย! จะห้าทุ่มแล้ว พรุ่งนี้ฉันทำงาน”
“ฮะ!?” ว่านเองที่นั่งกินผักแต่งจานอยู่ก็รีบยกนาฬิกาข้อมือตนเองขึ้นมาดู “ฉิบหายแล้วครับ ทำไมเมียไม่ตามกูเลยวะ?”
“เมียไม่ตาม ไม่ดี?”
“ดีก็เหี้ยแล้วจารย์ เมียไม่ตามแปลว่ากลับไปโดนตีหัวแตกอย่างเดียวครับ ป่ะแยกย้ายกันกลับบ้าน ใครไม่กลับเรื่องมึงนะกูจะกลับ” คนเคารพเมียหยิบธนบัตรขึ้นมาเตรียมช่วยค่าใช้จ่าย แต่ถูกคนเกิดวันนี้ดักทางเอาไว้
“กูเลี้ยง นี่มึงลืม?”
“อ้าว! ก็นึกว่าพูดเล่น”
ปรัชญาส่ายหน้ากับความซื่อบื้อของเพื่อน เพราะแบบนี้จึงคบกันได้นาน เพราะแม้ว่านจะเป็นพวกปากสุนัข แต่ไม่มีนิสัยเอาเปรียบใครหรือเอาใครไปด่าลับหลัง
“ว่าน แกผ่านบีทีเอสอโศกหรือเปล่า”
“ผ่านนะ บ้านอยู่แถวนั้นเหรอจะได้แวะไปส่งถึงบ้าน”
ทั้งคู่คุยกันในระหว่างที่เก็บสัมภาระตนเองใส่กระเป๋าและสำรวจว่าไม่ลืมอะไรทิ้งไว้ด้วยความเร่งรีบ
“เปล่า ฉันจะรีบไปต่อใต้ดิน ไปเหอะเดี๋ยวไม่ทันเที่ยวสุดท้าย”
“ดะ ได้ๆ แล้วตะวันจะกลับยังไง” ว่านหันมาถามคนที่ยังนั่งเหม่อไม่รู้เรื่อง
เพลงตะวันในตอนนี้เมาหนักกว่าใคร อาจเพราะไม่พูดไม่จาเอาแต่ดื่มอึกๆ ไม่ยั้งมือตนเองนั่นแหละ
“ตาวานจะดื่มอีกนิดค่อยกาบ~”
น้ำเสียงอ้อแอ้ตอบกลับมาทำเอาคนถามส่ายหน้า เพลงตะวันฟุบหน้าลงไปนอนกับโต๊ะสภาพเดียวกันเทียนหอมวันเลี้ยงรุ่น ปกติเพื่อนก็เป็นคนพูดช้าทำอะไรช้า พอเมายิ่งช้าเข้าไปใหญ่
แต่ตอนนี้เขาต้องรีบกลับนี่สิ
“งั้นให้จารย์ปรัชญ์อยู่เป็นเพื่อนละกัน มึงห้ามทิ้งตะวันไว้คนเดียวนะเว้ย”
“รู้น่า~”
คุณหมอหนุ่มโบกมือไล่เพื่อนสองคนกระทั่งทั้งคู่เดินหายออกจากร้าน ฝ่ามือกว้างจึงวกกลับมาลูบศีรษะทุยของเพื่อนสมัยเรียนเนิบนาบ นอกจากจะไม่ปัดป้อง ดวงตาหวานหยาดเยิ้มของคนกำลังฟุบหน้าเอียงศีรษะยังมองกลับมากลับทำให้เขาใจสั่น
“มองปรัชญ์แบบนี้โดนปล้ำขึ้นมาห้ามร้องไห้นะ”
“คิก~” เธอหัวเราะออกมาจนเกือบสำลัก บ่งบอกว่าตอนนี้ยัยตัวเล็กเมาจนประคองสติไม่ได้
“ป่ะ! กลับ ปรัชญ์จะไปส่ง”
เขายกมือสั่งสัญญาณเรียกพยายามมาคิดเงิน จากนั้นจึงพยุงร่างบอบบางออกมานอกร้าน
ฝนที่เคยตกหนักตอนมาถึงร้านตอนนี้หยุดตกแล้ว แต่ก็ยังมีปรอยๆ พอให้อากาศหนาวเย็น บรรยากาศปลายฝนต้นหนาวทำให้มีไอหมอกลอยจางๆ ในอากาศยามค่ำคืนของกรุงเทพ
“ปรัชญ์อุ้มนะ” ประโยคบอกเล่าเปล่งออกมาพร้อมกับร่างเล็กที่ถูกช้อนอุ้มขึ้นจนลอยเหนือพื้น
เพลงตะวันซบหน้าเข้าหาไออุ่นบนอกแกร่ง ทำปากแจ๊บๆ เหมือนเด็กกินน้ำลายตนเองเวลานอน จิตแพทย์หนุ่มวางเธอลงอีกครั้งบนเบาะนั่งข้างคนขับ คาดเข็มขัดนิรภัยแน่นหนาไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย
ระหว่างขับรถพามาส่งที่คอนโดซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้าน ดวงตาคู่สวยก็เอาแต่จับจ้องคนขับรถไม่วางตา แม้ปรัชญาจะลองยกมือลูบศีรษะทดสอบอารมณ์ของคนข้างๆ หญิงสาวก็ไม่ได้ขัดขืนและปล่อยให้เขาทำแต่โดยดี
“ตอนนี้เมาเต็มสิบให้เท่าไหร่?”
“ห้า”
“ถ้าห้าแปลว่าเดินตรงนะ”
“เดินไหว~”
“เดินไหวกับเดินตรงมันคนละความหมาย”
“เดินหวาย~” เสียงหวานยังตอบคำถามด้วยประโยคเดิมเป๊ะๆ
ปรัชญาถอนหายใจออกมา สภาพแบบนี้ถ้าเธอบอกว่าห้า เขาขออนุญาตบวกเพิ่มให้อีกสองเป็นเจ็ด คุณหมอหนุ่มเลิกสนใจคนเมา ตั้งหน้าตั้งตาขับรถจนมาจอดที่หน้าคอนโดมิเนียมจุดเดียวกับคืนวันเลี้ยงรุ่น และอุ้มเธอขึ้นไปยังห้องพัก
ทันทีที่แผ่นหลังเนียนสัมผัสกับความนุ่มของเตียง เจ้าของห้องก็คว้าผ้าห่มขึ้นมากอดตามนิสัยเดิมที่มักจะทำ ปรัชญายืนเท้าเอวมองร่างบอบบางกำลังนอนอยู่ตรงหน้า คนตัวสูงเดินไปเปิดเครื่องปรับอากาศและเดินไปยังห้องครัวเพื่อหยิบน้ำมาวางไว้ข้างเตียงคนเมาเท่านั้น
ตื่นมาคงคอแห้ง หรืออาจจะแฮงก์ก็ได้
ตั้งแต่สมัยเรียน คนตัวเล็กไม่ใช่นักดื่ม เหล้าอึกแรกที่เข้ามาปากก็มาจากการถูกเขาชวนดื่ม เพลงตะวันเป็นพวกเมาแล้วพูดง่าย เป็นเด็กดี เซ็กซี และขี้อ้อน
เมื่อก่อนถึงชอบทำให้เธอเมาแล้วค่อยเอากัน...
“มาเมาต่อหน้าทั้งที่รู้ว่าปรัชญ์จ้องจะกิน ตะวันทดสอบความอดทนเราอยู่หรือเปล่า หื้ม?” มือหนายีผมสวยด้วยความเอ็นดูจนมันยุ่งเหยิง ก่อนจะใช้นิ้วทำเป็นหวีสางผมกลับเข้าทีตามเดิม “คิดถึงปรัชญ์บ้างหรือเปล่า...”
เขาถามออกมาลอยๆ ไม่ได้คาดหวังจะได้ฟังคำตอบตอนเมาของอีกคน เขาแค่มาส่งไม่ได้คาดหวังเกินเลยกับเธอที่ไร้สติสัมปชัญญะ แต่เพียงแค่ดึงผ้าห่มที่คนตัวเล็กนอนกอดมาห่มคลุมตัวให้ มือเรียวก็คว้าจับข้อมือแกร่งเอาไว้แน่น
“ปาด~” เสียงหวานยานคางกับดวงตาฉ่ำเยิ้มมองมายังคนตรงหน้า เจ้าของห้องเอียงใบหน้าอวดลำคอขาวยั่วยวนจนคนพยายามรักษาความเป็นสุภาพบุรุษน้อยนิดของตนเองใจสั่น
“อย่าทำเสียงแบบนี้...”
เขายอมรับอยากน่าไม่อายว่าอยาก...เธอมาก
วัวเคยขาม้าเคยขี่ คิดถึงเสียงหวานๆ เนื้อนุ่มๆ เวลาอยู่ใต้ร่างเขาใจจะขาด
“กลับมาทำมาย~”
“กลับมา?” เขาทวนคำพูดเธอและหัวเราะ ใช้ฝ่ามือเล่นผมยาวสลวยจนดวงตากลมหลับตาพริ้มครางในลำคอเบาๆ ออกมาอย่างรู้สึกดี “ปรัชญ์ไม่เคยไปจากตะวันเลยนะ มีแต่ตะวันที่หนีปรัชญ์ไป”
“ฮึก มะ ไม่จริง...” มือบางผลักเขาออกห่างก่อนจะยกผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงเป็นเด็กๆ “ปรัชญ์จะทิ้งเรา”
“เอามาจากไหนว่าปรัชญ์จะทิ้ง”
“...”
“ไม่เคยคิดจะทิ้ง”
คนตัวเล็กเงียบไปแล้ว คนตัวโตจึงค่อยๆ เปิดผ้าห่มออกและพบว่าเพลงตะวันหลับไปด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์
“ตะวัน...”
“ฮื่อ~”
ลองเรียกชื่อทดสอบว่าหลับในระดับใด ก็ถือว่ายังรู้สึกตัวในระดับหนึ่ง
“ปรัชญ์ค้างที่นี่ได้ไหม”
“อือ...”
“ปรัชญ์นอนข้างๆ ได้ไหม”
“...อือ”
เพียงเท่านี้คนตัวโตก็ยิ้มกริ่ม ถือวิสาสะใช้ห้องน้ำของอีกฝ่ายอาบน้ำ ก่อนจะสวมเสื้อคลุมมานอนข้างกันโดยทำแค่วางมือลงบนหน้าท้องบางแทนการสวมกอด
ถ้าพรุ่งนี้ตื่นมาโดนด่า ก็ขอให้เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้
✦——☀——✦