“จะพาเราไปไหนนะคะ” ขอจันทร์กำลังไม่เข้าใจเจ้าของห้องที่จู่ ๆ วันนี้ก็กลับมาเร็วกว่าปกติ ทั้งยังบอกให้เธอเตรียมตัวเก็บเสื้อผ้าเอาไว้ก่อนออกเดินทาง จำได้ว่าเรื่องเรือนหอคราวก่อนเราก็คุยกันรู้เรื่องไปแล้ว ไหนวันนี้เพลิงกัลป์ยังต้องให้เก็บกระเป๋าอีก คงไม่ได้จะไล่ให้ขอจันทร์ไปอยู่ที่อื่นแบบคนที่บ้านไล่เธอให้ออกมาแต่งงานกับชายหนุ่มใช่หรือไม่ เพราะแบบนั้นคงจะไม่มีที่ให้ไปแล้วจริง ๆ “คะ...คุณจะไล่เราออกไปจากที่นี่หรือเปล่าคะ แบบนั้นเราขอเวลาหน่อยได้ไหม อย่างน้อยก็ขอปรึกษาอิงดาวก่อนค่ะ”
“เธอคิดไปถึงไหนขอจันทร์ อย่าลืมว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไร ทำแบบนั้นฉันคงได้โดนสังคมประณามพอดี ถ้ามันเกี่ยวกับฉันคนเดียวคงจะได้ไล่เธอไปอยู่ที่อื่นตั้งแต่จดทะเบียนกันแล้ว แต่ฉันมีภาพลักษณ์องค์กรที่ต้องตระหนักอยู่อีก”
“ค่ะ ฉันไม่ได้ลืมเลย แล้วตกลงว่า...” มือขาวที่วางอยู่บนหน้าตักบีบเข้าหากันด้วยความเจ็บปวด และอึดอัดที่ต้องอยู่แต่ในพื้นที่คับแคบแห่งนี้ มันอาจจะกว้างและสุขสบายในความคิดของใครหลายคน ทว่าเนื่องจากเป็นตึกสูง เท้าของขอจันทร์ในแต่ละวันไม่มีโอกาสที่จะได้สัมผัสพื้นดินแบบแต่ก่อนด้วยซ้ำ ตอนอยู่กับพี่เลี้ยงหล่อนยังสามารถพาเธอออกไปเดินเล่นในสวนหลังบ้านได้ แต่มาอยู่ที่นี่แค่ต้องรบกวนเวลางานของเลขาอีกฝ่ายขอจันทร์ก็เกรงใจจะแย่แล้ว ไหนจะวันก่อนที่มารดาของสามีเข้ามาเยี่ยมเป็นการส่วนตัวอีก
“ทำไม เกิดน้อยใจขึ้นมาเหรอ หรือว่าอยากจะเป็นเมียฉันจริง ๆ”
“พูดทุเรศอะไรของคุณคะ”
“ฉันไม่มีทางเอาเธอหรอกขอจันทร์ รีบจำให้ได้สักทีว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น ยอมรับความผิดของตัวเอง ว่าที่ทำแบบนั้นไปเพราะอะไรกันแน่ พาจันทร์รักน้องแบบเธอขนาดไหนก็คงจะรู้ดี ยังจะกล้าทำแบบนั้นกับเขาได้ลงคอ”
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ ถ้าจำได้แล้วว่าตัวเองเป็นคนตั้งใจทำจริง เราจะสารภาพกับทุกคนเองค่ะ” สุดท้ายแล้วเราก็มาทะเลาะกันเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ทั้งอีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมปล่อยให้ขอจันทร์ไปเยี่ยมพี่สาวของตัวเองเสียที หรือเธอจะใช้โอกาสนี้ร้องขอกับเพลิงกัลป์อีกสักครั้ง
“อะไร เลิกทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แบบนั้นสักที แล้วนั่นจะลุกไปไหน”
“เราอยากเข้าห้องน้ำค่ะ”
“ปวดหนักหรือเบา”
“จะล้างหน้าค่ะ ช่วยหลบหน่อย” เธอกลัวว่าจะได้ร้องไห้ต่อหน้าเขาอีก ทั้งอยากจะทุบคนที่เดินมาขวางทางให้เจ็บสักครั้ง ทว่าเรื่องการเข้าห้องน้ำในตอนแรก ๆ นั้นก็เป็นปัญหาของขอจันทร์อยู่มาก เนื่องจากไม่คุ้นชินจนต้องให้เพลิงกัลป์ช่วยพยุงอยู่หลายครั้ง คิดว่าอีกฝ่ายคงจะรังเกียจตัวภาระแบบเธอเป็นอย่างมาก หากแต่กลับรู้สึกได้ว่าเขาคนนั้นไม่ได้ปิดบานประตูให้สนิท และคอยยืนอยู่ใกล้ ๆ บริเวณจนขอจันทร์เสร็จธุระรบกวนให้ช่วยมาพาเดินออกไป ครั้งนี้เองก็ด้วยเช่นกัน
“ปีกกล้าขาแข็งแล้วนี่”
“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ เราแค่เกรงใจคุณเพลิงกัลป์ อีกอย่างการเฝ้าคนแบบเราตอนเข้าห้องน้ำมันก็ไม่ได้สนุกหรอกใช่ไหมคะ”
“ก็จริงอย่างที่เธอว่า ฉันกำลังให้คณินตามหาพี่เลี้ยงคนเก่าของเธอให้อยู่ จะได้ไม่ต้องเป็นภาระคนอื่นเขาอีก”
“จะ...จริงเหรอคะ! ขอบคุณในความกรุณาครั้งนี้เป็นอย่างมากเลยค่ะ ทั้งที่คุณเสียมากกว่าได้ด้วยซ้ำ...”
“อย่าเอาความคิดตัวเองมาตัดสิน เพราะฉันไม่ได้ทำมันให้เธอ ทั้งหมดแค่หน้าที่ซึ่งพาจันทร์ฝากไว้” ถ้าให้มองตามความจริงมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่อีกฝ่ายพูด แต่ตอนนี้เพลิงกัลป์ก็ไม่มีอะไรที่จะให้เสียแล้วเช่นกัน เขาเองก็ไม่ต่างกับขอจันทร์ที่ดวงตามืดบอดในวันที่เสียคนรักไปเลยสักนิด
“งั้นถ้าคุณจะเมตตาอีกเรื่อง ช่วยพาเราไปหาพี่ได้ไหมคะ ช่วงนี้อิงโดนตามตัวไปทำข่าวต่างพื้นที่อีกแล้ว ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาตอนไหน ถ้าไม่ได้ ต้องขอโทษด้วยนะคะ”
“...ได้สิ เดี๋ยวฉันจะพาเธอไปสัมผัสกับสิ่งที่ตัวเองทำไว้”
เสียงการพูดคุยของผู้คนดังเข้ามาในโสตประสาทเป็นอย่างแรกหลังจากก้าวเข้ามาในร้านอาหารตามที่เพลิงกัลป์บอก และนี่คงจะนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่จดทะเบียนสมรสกันมาที่เราจะได้ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน ทำเอาขอจันทร์มีความกังวลอยู่ไม่น้อยเพราะเธอต้องแสดงให้เหมือนกับเป็นพี่สาวฝาแฝดของตัวเองเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น
“คุณเพลิงกัลป์...”
“ไม่ต้องห่วงหรอก เพราะฉันก็กลัวเธอจะทำเสียเรื่องเหมือนกัน เลยจองโซนส่วนตัวไว้”
“อ๋า ค่ะ แล้วต้องขึ้นบันไดไหมคะ”
“เธอมันตัวภาระจริง ๆ” เพลิงกัลป์คว้าเรียวแขนเล็กของภรรยาให้มาคล้องกับตัวเองไว้ ก่อนจะค่อย ๆ เดินพาหญิงสาวขึ้นไปยังชั้นบนด้วยความระมัดระวัง ส่งผลให้ภาพดังกล่าวนั้นคล้ายกับคู่รักที่หวานชื่นจนน่าอิจฉาในสายตาของผู้คนที่พบเห็นไปโดยปริยาย
มื้อกลางวันของเราไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ คงเป็นเพราะขอจันทร์มองไม่เห็นว่าร้านดังกล่าวนั่นออกแบบมาอย่างไร มีความตื่นตาตื่นใจมากแค่ไหน แต่ก็ยังสามารถรับรู้รสชาติชั้นเลิศของมันได้เป็นอย่างดี และดีใจไม่หายที่ในที่สุดเพลิงกัลป์ก็ยอมพาตัวเองออกมาเพื่อเจอพาจันทร์เสียที การแวะทานข้าวระหว่างไปเยี่ยมฝาแฝดเลยจบลงด้วยความเงียบเชียบ และชายหนุ่มก็พาเธอเดินออกมาเพื่อที่จะไปขึ้นรถยนต์ที่จอดอยู่ไม่ไกล ทว่าเสียงโทรศัพท์ก็เรียกความสนใจไปก่อน
“ตามสบายเลยค่ะ เดี๋ยวเราจะยืนรอนิ่ง ๆ”
“อือ งั้นขอคุยธุระแป๊บเดียว”
ขอจันทร์ที่ยืนอยู่บริเวณหน้าร้านพยักใบหน้าให้อย่างตั้งใจว่าจะไม่ขยับหรือดื้อซนเป็นอันขาด พร้อมเสียงรองเท้าของชายหนุ่มนั้นหายไปจากการได้ยิน ก่อนจะต้องคิ้วขมวดเป็นปมเมื่อได้ยินเสียงตะโกนร้องบอกให้ทำอะไรสักอย่างแว่วเข้ามาในหูจนมันชัดเจนขึ้นมาเรื่อย ๆ
“ขอโทษค่ะพี่สาว แต่ว่าช่วยจับแมวให้หนูหน่อยค่ะ!”
“คะ?” เธอตกใจอยู่ไม่น้อยเมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งเมื่อสักครู่ยังรู้สึกได้ว่าเหมือนมีอะไรวิ่งผ่านขาไป นั่นหมายความว่าน้องแมวของเด็กที่ร้องให้เธอช่วยนั้นหลุดมือหรือ ด้วยความที่เป็นคนรักสัตว์ตั้งแต่ยังเด็กจึงพยายามหนุมตัวเพื่อฟังเสียงกระดิ่งคอแมวที่ดูเหมือนว่าจะอยู่ไม่ไกลไปจากเธอเท่าไหร่
เสียงเด็กร้องขอความช่วยเหลือดังมาถึงคนที่ยังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ไม่ไกล ทำเอาเพลิงกัลป์ต้องหันกลับไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ภาพที่เร็วในความเป็นจริงกำลังเชื่องช้าในความรู้สึกของเขาจนเจ้าตัวนั้นรู้สึกว่าตัวเองกำลังยกยิ้มขึ้นที่มุมปากราวกับมัจจุราชซึ่งรอคอยเรื่องเช่นนี้มานาน
นั่นคือภาพที่เด็กสาวตะโกนร้องห้ามบุคคลที่มีจิตใจช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่ได้ไตร่ตรองสังขารของตัวเองซึ่งกำลังจะเดินออกถนนไปให้รถชนเพียงแค่อยากที่จะช่วยสัตว์
TBC.