Possession 2 | ข่มขู่

1490 คำ
“พี่โล!!!” ร่างบอบบางของน้องสาวที่ยังหลงเหลือพิษไข้วิ่งหน้าตั้งไปหาพี่ชายแท้ๆ ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการสะบัดไม้ล่อแมวในโลกส่วนตัวตนเอง ทันทีที่ซิดนีย์วิ่งตึกตักมาถึง แมวสองตัวก็วิ่งกระเจิงกลับเข้าไปในบ้านด้วยความตกใจจนออสโลแสดงท่าทีหัวเสียออกมา “ซิดนีย์อย่าวิ่ง น้องทำโซลกับลูอาตกใจนะ” คนอายุมากกว่าสองปีตำหนิน้องสาวอย่างไม่ชอบใจ “ช่างแมวมันก่อน หม่ามี้จะเอาเด็กผู้ชายที่ช่วยซิดนีย์ไว้มาเลี้ยงในบ้านนะ!” น้ำเสียงตื่นเต้นของน้องสาวทำให้ออสโลขมวดคิ้ว เด็กชายเดาความคิดของน้องไม่ถูกว่ากำลังตกใจ ตื่นเต้น หรือดีใจกันแน่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่คิดจะถาม เพราะเขาไม่มีทางยอมให้ใครเข้ามาอยู่ในบ้านตนเองง่ายๆ “มาบอกทำไม เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว” “ไม่ได้นะ! หะ ห้ามกีดกันเด็กคนนั้น ซิดนีย์จะเอามาอยู่ด้วย” ปากเล็กๆ เบะคว่ำแสดงความไม่พอใจพี่ชายออกมา “ปะป๊าจะให้หม่ามี้มาถามความเห็นเราสองคน พี่โลต้องเห็นด้วยกับหม่ามี้เข้าใจไหม!?” ไม่ใช่คำถาม แต่คือคำสั่ง ออสโลถอนหายใจทิ้ง เลือกที่จะเงียบสยบความโหวกเหวกโวยวายของอีกฝ่าย เด็กชายย่อตัวนั่งก้มเก็บของเล่นที่นำมาเล่นกับแมวตัวโปรด ก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินประโยคที่น้องสาวพูดเรื่องสำคัญออกมา “ยะ อย่าเงียบนะ! รับปากซิดนีย์เดี๋ยวนี้เลย ไม่งั้นจะฟ้องป๊าเลยว่าพี่โลตั้งใจขูดโรลส์รอยซ์ของป๊า” “ยัยน้องปากไม่ดี!” คนเป็นพี่ออกปากดุเสียงเข้ม กระตุกแขนเล็กให้นั่งลงตามกันมาเพื่อต่อรองความลับนี้ “ตอนนั้นซิดนีย์ก็อยากรู้เหมือนกันไม่ใช่หรือไง!?” เพราะไปแอบรับรู้มาจากบอดีการ์ดในบ้านว่าโรลส์รอยซ์สีดำคันนั้นของบิดาเคยเป็นสีแดงมาก่อน ออสโลจึงอาสาเอามีดมาขูดเพื่อพิสูจน์สีรถ ก่อนจะต้องผิดหวังเมื่อไม่เจอสีแดงด้านในตามความคิดแบบเด็กๆ สุดท้ายจึงเลือกที่จะบอกบิดาว่าขับจักรยานไปโดนรถด้วยความไม่ตั้งใจ ความผิดเรื่องมือซนเป็นเรื่องเล็ก แต่การโกหกบิดาคือเรื่องใหญ่ “ซะ ซิดนีย์จะฟ้องหม่ามี้ด้วย ว่าพี่โลปล่อยในลูอากับโซลฉี่ใส่ชุดโปรดหม่ามี้” ปากเล็กๆ พูดจบก็ยิ้มกริ่มออกมาอย่างเป็นต่อ มันคือรอยยิ้มของคนชนะ คนเป็นพี่ถอนหายใจออกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยใจ เพราะไปเปิดตู้เสื้อผ้าพ่อแม่เล่นซ่อนแอบกับน้องแล้วเผลอเปิดตู้เสื้อผ้าทิ้งไว้ แมวสองตัวจึงแอบเข้าไปนอนด้านในและปัสสาวะใส่เสื้อผ้าราคาแพงของมารดาจนต้องแอบเอาไปทิ้งก็เท่านั้นเอง ออสโลเก็บของเสร็จก็เดินดุ่มๆ ตามแมวสองตัวเข้าบ้าน ยัยตัวเล็กก็วิ่งตามมาติดๆ รอเอาคำตอบ คนตัวโตกว่าจึงหยุดเดิน และหันกลับไปมองน้องสาวตัวแสบที่ยังเดินตามเขาไม่ลดละ “แค่ให้เข้ามาอยู่ในบ้านก็พอใช่ไหม?” “แล้วพี่โลก็ต้องทำดีกับเขาด้วย ห้ามแกล้ง ห้ามเกลียด” “อืม...” สุดท้ายก็ตอบรับออกไปสั้นๆ ให้เรื่องมันจบ “เหยียบเรื่องรถกับชุดของหม่ามี้ไว้เลยนะ” “กรี๊ดดด เย้ๆ ซิดนีย์รักพี่โลที่สุดเยย” เด็กหญิงตัวน้อยโผเข้าสวมกอดพี่ชายตนเองแน่นพร้อมกับส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดแสดงความดีใจไม่หยุด เพียงเท่านี้แผนการเอาเด็กคนนั้นเข้าบ้านก็ไม่มีอะไรต้องห่วง รอแค่บิดากับมารดามาถามความเห็นเท่านั้น ✦✦✦ กระทั่งถึงเวลาอาหารเย็นบรรยากาศในห้องอาหารวันนี้เงียบสงัดกว่าทุกครั้ง เนื่องจากสองหนุ่มประจำบ้านนั่งเงียบก้มหน้าก้มตารับประทานอาหาร แตกต่างจากผู้หญิงในบ้านสองคนที่ยิ้มแย้มมีความสุขกันอย่างออกนอกหน้า “ปะป๊าขา~ วันนี้คุณครูต่างชาติที่โรงเรียนชมว่าซิดนีย์พูดภาษาอังกฤษเก่งด้วย” “ไม่เห็นแปลกอะไรนี่ ก็เราเป็นลูกเสี้ยว” ออสโลเอ่ยขึ้นดักทางก่อนที่บิดาจะออกปากชมน้องสาว พ่อกับแม่หันขวับมองหน้าลูกสาวทันที เพราะรู้นิสัยของลูกสาวคนเล็กดีว่าเอาแต่ใจและวีนเหวี่ยงเก่งขนาดไหน คำพูดช็อตฟีลของอีกฝ่ายอาจจะเกิดวางมวยใส่กันขึ้นมาได้ เจ้าของรอยยิ้มไร้เดียงสาเมื่อได้ฟังคำพูดช็อตฟีลจากคนนั่งข้างกันก็เบนสายตาสีหม่นไปมองพี่ชายตนเองทันที ดวงตากลมโตสวยงามมีประกายความโกรธอยู่ชั่วครู่ แต่ในเวลาต่อมาแววตานั้นกลับหายไปราวกับมีมนตร์วิเศษสะกดเอาไว้ ออสโลในเวลาปกติคงถูกน้องสาวด่าไปแล้ว หากแต่ว่าวันนี้ซิดนีย์เปลี่ยนไป น้องไม่โกรธ... “จริงด้วย! ซิดนีย์ก็ลืมไปเลย คงเพราะซิดนีย์สวยเหมือนหม่ามี้ คุณครูเลยดูไม่ออกว่าเราเป็นลูกเสี้ยว” เด็กหญิงพูดจบก็ยิ้มออกมา “พี่โลกินนี่สิคะ เหมาะกับพี่โลของซิดนีย์สุดๆ” มือเล็กๆ เอื้อมไปตักอาหารตรงหน้า ก่อนจะวางมันลงบนจานของพี่ชาย ส่วนคนที่เพิ่งจะได้รับการดูแลอย่างดีจากน้องก็เงียบลงทันทีเมื่อเห็นอาหารที่น้องตักลงจานให้ เผือก...ทอด “เด็กๆ คะ หม่ามี้มีเรื่องอยากจะถามความเห็น ตอบได้ตามความรู้สึกเลยนะ” และแล้วเวลาที่เด็กหญิงรอคอยก็มาถึง ซิดนีย์เก็บอาการไม่ได้ถึงขั้นวางช้อนส้อมและนั่งตัวตรงรอฟัง ส่วนออสโลก็ยังคงความนิ่งไม่ไหวติงไว้เช่นนั้น “หม่ามี้อยากรับเด็กที่ช่วยซิดนีย์มาอยู่กับเรา เด็กคนนั้นไม่มีญาติที่ไหน พ่อแม่เสียชีวิตแล้ว บ้านที่เคยอยู่ก็ไฟไหม้ ตอนนี้อยู่กับหลวงตาที่วัด ถ้าเราไม่รับเขาเข้าบ้าน เดือนหน้ามูลนิธิของลุงเวย์จะมารับไปอยู่ที่ชลบุรี มีใครไม่เห็นด้วยกับหม่ามี้ไหมคะ?” “ซิดนีย์ตกลงค่ะ!” เด็กน้อยตอบรับคำถามของมารดาเสียงดังฟังชัดพร้อมกับคลี่ยิ้มหวานให้จนผู้เป็นแม่ยิ้มตาม ก่อนที่สองสาวประจำบ้านจะหันไปมองลูกชายคนโตเป็นการขอคำตอบอย่างพร้อมเพรียง “น้องโลคิดว่ายังไงคะ?” พริมโรสถามลูกชายอีกครั้ง “เด็กคนนั้นจะไม่ใช้นามสกุลเรา ไม่ใช่ลูกของปะป๊าหม่ามี้อีกคน ผมจะยังมีพี่น้องแค่สองคนถูกไหมครับ?” ออสโลเลือกที่จะถามความสงสัยของตนเองแทนที่จะตอบรับตามที่รับปากน้องสาวออกไป แม้จะมองเห็นสายตาไม่พอใจของน้องสาวแต่ก็ยังมองหน้ามารดาเพื่อรอคำตอบ ซึ่งพริมโรสที่ได้ฟังก็ยิ้มออกมา ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และเดินไปนั่งยองระหว่างเก้าอี้ของลูกทั้งสอง “ปะป๊ากับหม่ามี้จะมีออสโลกับซิดนีย์เป็นลูกแค่สองคนค่ะ ตอนที่หม่ามี้โทรปรึกษาหลวงตา เด็กคนนั้นเองก็ต้องการใช้นามสกุลของพ่อแม่ตัวเอง น้องกันก็ให้เงื่อนไขกับหม่ามี้ว่าจะไม่เรียกคนอื่นว่าพ่อแม่ และขอทำงานตอบแทนเมื่อโตขึ้น” มือบางวางมือลงบนศีรษะลูกสาวและลูกชายพร้อมกันหลังพูดจบ “แบบนี้ออสโลโอเคไหมคะ?” “เอาแบบนั้นก็ได้ครับ” สิ้นคำตอบจากลูกชายพร้อมรอยยิ้มจางๆ คนเป็นแม่ก็สวมกอดลูกชายตนเองแน่นพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะพึงพอใจออกมา แม้ออสโลจะรู้สึกว่าเหตุการณ์คลับคล้ายคลับคลากับตอนที่ซิดนีย์เข้ามากอดตนเองเมื่อตอนบ่ายก็ไม่ได้ว่าอะไร ขณะเดียวกันลูกสาวตัวน้อยก็รีบลงจากเก้าอี้เดินเข้าไปหาบิดา เซนหลุบตามองลูกสาวเล็กน้อยก่อนจะอุ้มตัวแสบขึ้นมานั่งบนตักแกร่ง ศีรษะน้อยๆ ซบลงบนอกบิดาจากนั้นก็เขย่งตัวหอมแก้มดังฟอด “ปะป๊าอย่าน้อยใจนะ ปะป๊าเป็นผู้ชายที่ซิดนีย์รักที่หนึ่งเสมอ ให้พี่โลเป็นที่สอง” “ไม่เอา รักป๊าไปคนเดียวเลย” ออสโลซึ่งกำลังกอดมารดาตอบสวนคำพูดน้องสาวทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น “ไม่ชอบเป็นที่สอง” “งั้นก็เป็นที่สามไปซะ แบร่ๆ” หน้าเล็กแลบลิ้นใส่พี่ชายหลังพูดจบและหันกลับไปออดอ้อนร่างแกร่งต่อ จนผู้เป็นพ่อหัวเราะออกมากับเสียงถกเถียงของเด็กสองคน บรรยากาศในคฤหาสน์จึงกลับเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง •─✦❅✦─•
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม