PROLOGUE

1152 คำ
กรุงปารีส, ประเทศฝรั่งเศส (นี่แกกำลังจะไปขึ้นเครื่องจริงปะเนี่ย!!) เสียงแว้ดๆ จากปลายสายทำให้ฉันที่กำลังเช็กลิสต์สัมภาระเป็นครั้งสุดท้ายถอนหายใจออกมาด้วยความรำคาญ มันจะอะไรนักหนาฮะ ซิด‍นีย์‍!! กระดาษในมือถูกวางลงบนโต๊ะ จากนั้นจึงหันไปปรับหน้าจอแล็ปท็อปให้เพื่อนสนิทได้เห็นชัดๆ เต็มสองตาว่ากำลังทำอะไรอยู่ “ชัดไหมมึง -_-” (โอเค้~ นึกว่าจะไม่มางานแต่งเพื่อน ฉันอุตส่าห์ไปขโมยบัตรแดดดี๊รูดชุดเพื่อนเจ้าสาวให้แก) แดดดี๊ที่ว่าคงหมายถึงพี่กัน ว่าที่สามีที่นางอยากได้จนตัวสั่นมาหลายปี ไม่ใช่แดดดี๊ที่หมายถึงอาเซนพ่อแท้ๆ ของมัน “ดีใจด้วยอีกครั้งที่สมหวัง อุตส่าห์เก็บความซิงไว้มัดใจ ทั้งๆ ที่ไม่เหมาะกับคนแรดๆ อย่างแก” ฉันได้ทีด่ามันคืนบ้าง ยัยซิด‍นีย์‍มันปากแจ๋ว หลายปีที่ไม่ได้เจอกันคงไม่มีใครเอานางลง หึ! เดี๋ยวแม่จะกลับไปหยุมหัวก่อนลั่นระฆังวิวาห์กันสักแมตช์ (แกพูดถูก ฉันมันอยากได้เขาเป็นผัวจนตัวสั่น ดีกว่าพวกได้คุยแต่ไม่ได้คบแบบแก) มันย้อนฉันค่ะ แถมแรงมากด้วย! “ขืนแกยังด่าฉันอีก ฉันจะฉีกตั๋วทิ้งเดี๋ยวนี้แหละ!” ไม่ต้องกลับกันแล้วเมืองไทย ตายอยู่ที่ฝรั่งเศสเนี่ยแหละ (โอ๊ะๆๆ ยะ อย่านะ ถ้าไม่มีแก ฉันจะแต่งงานอย่างมีความสุขได้ยังไง) น้ำเสียงกระเง้ากระงอดดังออกมาจากอีกฟากเรียกความน่าสงสาร แต่นี่มิ‍รินนะ มิ‍รินที่กอดคอโตมาด้วยกัน ทำไมฉันจะดูมารยาแกไม่ออก “ขนาดคิดถึงฉัน แกยังส่งการ์ดมาก่อนวันงานแค่เดือนเดียวเนอะ” ดีแค่ไหนที่ไม่ใช่ช่วงไฮต์ซีซัน เลยมีตั๋วเหลือกลับบ้าน (อุ๊ปส์!! ซอรี่น้า พอดีว่าช่วงนี้เพิ่งเป็นมัมหมีได้เดือนเศษๆ พอพระอาทิตย์ตกดินปุ๊บก็ง่วงปั๊บ ต้องรีบหนีไปนอนอ้อนผัว) เป็นการขอโทษที่น่าหมั่นไส้ที่สุดในชีวิตที่เคยเจอมาเลย ให้ตาย... “นี่ก็อีกเรื่อง แกทำฉันตกใจนะที่ท้องก่อนแต่ง อาเซนไม่ยิงหัวพี่กันระเบิดไปแล้วหรือไง?” (โน้ว~ ปะป๊าอนุญาตจ้ะ) เสียงที่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงมีจริตจะก้าน ทำเอาภาพของยัยซิด‍นีย์‍กำลังนั่งไขว่ห้างแคะเล็บตอบกลับแบบเริ่ดๆ ลอยเข้ามาให้หัว เพื่อนฉันมันเป็นพวกขยันทำตัวให้คนหมั่นไส้ตัวเองได้เก่งจริงๆ (ว่าแต่คุณวิรัลรดีเถอะค่า~ กลับมาเจอหน้าพี่ชายฉันคงไม่มาร้องไห้กลางงานแต่งฉันเนอะ) “เหอะ! ผ่านไปหลายปีแล้ว แกคิดว่าคนอย่างฉันยังรู้สึกอะไรกับพี่แก?” คำพูดที่เปล่งออกไปบ่งบอกถึงความมั่นใจเต็มเปี่ยม ตัวของฉัน ฉันย่อมรู้ดีว่าตอนนี้เขามีอิทธิพลกับหัวใจของตนเองขนาดไหน (ค่า~ อย่าให้เห็นว่าแอบกลับไปกินกันอีก ไซซ์พี่ชายฉันไม่ได้หาง่ายๆ นะหล่อน) ไซซ์บ้าไซซ์บออะไร “ถ้าแกยังพูดจาทุเรศๆ แบบนี้ฉันจะไม่ไปงานแต่งแก วันงานฉันจะบินไปส่องผู้ชายที่ภูเก็ต ทิ้งให้แกยิ้มเหงือกแห้งในงานและไม่มีคนซับหน้าให้” (ฉันหมายถึงไซซ์ตัว พี่ฉันตัวโตกล้ามแน่นแข่งกับปูบางแสน ไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดก็รู้ว่าแซ่บ) “อ้อ...” (แกหมายถึงไซ์อะไร? แอบไปเห็นจู๋กันตอนไหน?) “โอ๊ย~!! ไอ้บ้า ก็แกพูดให้ฉันคิดไหมล่ะ?” พูดจบก็แอบหลุบตามองพื้นหลบสายตาจับผิดของเพื่อนสนิท (ถ้าแกไม่เคยเห็นจะคิดได้ไง นั่นไง! แกแอบน้ำลายไหล) หลังแขนของฉันยกขึ้นเช็ดมุมปากตนเองอัตโนมัติ ก่อนจะรู้ตัวว่าพลาดถูกซิด‍นีย์‍หลอกหลังจากได้ยินเสียงหัวเราะแหลมเล็กของมันดังออกมา (ฮ่าๆๆ ตลกอะ! แกรีบกลับมาเหอะ ฉันคิดถึง) “เริ่มไม่อยากกลับเพราะแกเนี่ยแหละ!!” เสียทรงหมด ทำไมเพื่อนฉันมันลากไปเรื่องใต้สะดือได้หน้าตายขนาดนี้ (สี่ปีที่ผ่านมา ถึงแกจะไม่เคยบอกเหตุผลว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นระหว่างแกกับพี่โล แต่ฉันจะเข้าข้างแกเสมอนะ) “อือ ถ้าฉันเป็นพี่ชายแก แล้วมาได้ยินแบบนี้ก็คงสบายใจ” (เอ๊า! คนกำลังจะสร้างซีนซึ้ง ให้ตาย...รีบกลับมาเลย อย่าลืมน้ำหอมของว่าที่สามีฉันนะ) ฉันหัวเราะกับท่าทีเหมือนเด็กๆ ของเพื่อน ไม่อยากเชื่อเลยว่านังตัวแสบที่รู้จักกันมาตั้งแต่จำความได้กำลังจะแต่งงาน แถมว่าที่เจ้าบ่าวยังเป็นบอดีการ์ดที่ครอบครัวเลี้ยงดูมาด้วยกันตั้งแต่เด็กอย่างพี่กัน‍ภัย‍ ผิดกับฉันที่ครอบครัวเราทั้งสองฝ่ายมั่นใจว่ายังไงก็ได้แต่งงานกัน ตอนนี้กลับไม่ใช่แบบนั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันจะกลับไปมองหน้าพ่อแม่ของพวกเขายังไง หลังจากซิด‍นีย์‍ยอมวางสายเพื่อให้ฉันได้ตั้งสติเช็กสัมภาระลำพัง โทรศัพท์ซึ่งวางทิ้งไว้ข้างกระเป๋าสะพายบนโต๊ะก็มีเสียงแจ้งเตือนข้อความแบบเฉพาะหมายเลขที่ตนเองเป็นคนตั้งเอาไว้ เราเลิกกันไปเมื่อสี่ปีก่อน แต่สองปีที่แล้ว...เขาเพิ่งติดต่อกลับมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฉันย้ายมาเรียนที่ฝรั่งเศส ‘Have a safe flight and lemme know when you land, sweetie. from Oslo’ (เดินทางปลอดภัย ถึงแล้วบอกพี่ด้วยนะครับที่รัก จาก ออส‍โล) ปึก! ฉันปิดมือถือแล้วโยนมันเข้าไปนอนในกระเป๋าอย่างไม่แยแส มันเป็นแบบนี้มาตลอดสองปี สองปีที่ฉันปล่อยให้เขาส่งข้อความมาหาฝ่ายเดียวโดยที่ไม่เคยตอบกลับ ช่วงแรกๆ ฉันอดแปลกใจไม่ได้ว่าเขาเอาเบอร์ติดต่อของฉันมาจากไหน ทั้งเค้นถามจากซิด‍นีย์‍นางก็ยืนกรานว่าไม่ได้เป็นคนให้แน่นอน แต่ช่างเหอะ ที่ไม่ตอบกลับไม่ใช่เพราะว่าโกรธอย่างเดียว แต่เพราะฉันเลือกแล้วว่าจะไม่กลับไปอยู่ในวังวนความสัมพันธ์แบบเดิมอีก ความสัมพันธ์แบบหมากับเจ้าของ แน่นอนว่าฉันเป็นหมา วิ่งตามเขาไม่เคยหยุดตั้งแต่จำความได้กระทั่งอายุสิบแปด ถ้าวันนั้นฉันไม่ไปเห็นอะไรดีๆ เข้า ก็คงนั่งโง่ให้มา‍เฟียอย่างเขาปั่นหัวเล่นฆ่าเวลาอยู่อย่างนั้น เจอกันอีกครั้งจะแสดงให้มันรู้กันไปเลย ว่าฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาแล้ว!!
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม