‘➢Sydney : ซิดนีย์กลับไปเล่นเกมที่บ้านก่อนนะ’
มิรินอ่านข้อความของเพื่อนสนิทที่ส่งทิ้งไว้จบก็ไหวไหล่อย่างช่วยไม่ได้ คนตัวเล็กเพิ่งออกมาจากห้องสอบวิชาคนสุดท้ายเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าสะพายและเดินลงจากตึกเรียนลำพัง
ซิดนีย์ถึงแม้จะติดเกมแต่ก็เรียนเก่งมาก การที่ออกจากห้องสอบไวไม่ใช่เพราะทำข้อสอบส่งเดชออกไปแน่นอน
หลังจากนี้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยคงสนุกขึ้น มิรินตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเรียนคณะเดียวกันกับซิดนีย์ ซึ่งมันเป็นมหาวิทยาลัยเดียวกับที่ออสโลและกันภัยเรียนอยู่ด้วย
บางทีความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาอาจจะดีขึ้นหลังจากนี้ก็ได้
“มิริน”
เสียงทุ้มคุ้นหูของใครบางคนเรียกเธอให้หันไปมอง ออสโลในชุดนักศึกษาสวมแว่นกันแดดหล่อเท่ขยี้ใจสาวยืนอยู่ข้างรถลัมโบร์กินีสีแดงพร้อมกับโบกมือมายังเธอเล็กน้อย
คนตัวเล็กเดินกระชับกระเป๋านักเรียนบนบ่าเดินเข้าไปหาช้าๆ มองซ้ายมองขวาเห็นว่านักเรียนคนอื่นกำลังให้ความสนใจกับลัมโบร์สีเพลิงจนทำให้เธอและเขาพลอยเป็นจุดสนใจไปด้วย
“...ซิดนีย์กลับไปแล้วค่ะ” พูดจบก็ชะงักไปทั้งคนพูดและคนฟัง
เธอไม่ได้ตั้งใจประชดเขาด้วยซ้ำ มันเป็นความเจียมเนื้อเจียมตัวที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบมากกว่า เธอเลิกความหวังตนเองว่าเขามาหาน่าจะเป็นอะไรที่ปลอดภัยกับหัวใจมากที่สุด
“พี่มารับมิริน”
“อ้อค่ะ แต่มิรินเรียกลุงบูรณ์มารับแล้ว”
ดวงตาสีเข้มของแฟนหนุ่มมองลอดผ่านแว่นมายังคนตัวเล็กทันที แต่เธอไม่ได้ประชด ลากไปสาบานวัดไหนก็ได้...
“ไปกันเถอะ” คนตัวสูงเมินคำพูดเธอราวกับเป็นธาตุอากาศ ออกแรงจูงแขนเธอให้เดินตามและเปิดประตูให้เข้าไปนั่งข้างคนขับอย่างเอาแต่ใจ
เสียงเครื่องยนต์หนึ่งพันแรงม้าดังกระหึ่ม แฟนหนุ่มของเธอออกรถทันทีที่คาดเข็มขัดนิรภัยให้เธอเรียบร้อย
“เราจะไปไหนกันคะ?”
“...”
“พี่โล” มิรินเรียกชื่อเขา เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน
แต่มาเฟียหนุ่มยังเอาแต่มองไปที่ถนนด้านหน้า ปาดซ้ายปาดขวาชนิดที่ว่าไม่กลัวว่ารถตนเองจะถลอกปอกเปิกแม้แต่น้อย
โอเค เธออาจจะเป็นอากาศสำหรับเขาจริงๆ นั่นแหละ!
×××
ลัมโบร์กินี เรเวลโต สีรอซโซมาร์จอดนิ่งสงบอยู่ภายในลานจอดรถของคอนโดมิเนียมในเครือรูซโซ ทว่าเจ้าของรถยังไม่ได้ปลดล็อกให้เธอลง มิรินจึงลงไม่ได้
ใบหน้าหล่อเหลาใต้แว่นกันแดดสีดำมองตรงไปข้างหน้าราวกับมีเรื่องในใจ แต่เธอที่เป็นแฟนสาวกลับไม่ได้รับอนุญาตให้รับรู้ปัญหาของอีกฝ่าย
ออสโลไม่เคยแชร์เรื่องส่วนตัวให้เธอฟัง มีแต่เธอที่พิมพ์ส่งในแชตให้เขาอ่านทุกวันว่าวันนี้ไปไหน เมื่อไหร่ และกับใคร
หรือต่อไปเธอเองก็ควรจะเก็บมันเป็นความลับอย่างที่เขาทำบ้าง?
“เรามาทำอะไรที่...”
“ไปกันเถอะครับ”
กึก!
เสียงปลดล็อกประตูรถยนต์ดังหลังจากคำพูดของอีกฝ่ายไม่กี่วินาที ออสโลเดินอ้อมมาเปิดประตูแล้วดึงเธอลงจากรถไปที่ลิฟต์โดยสารด้วยกันโดยไร้คำพูดหลังจากนั้น
“พี่โลจะไม่บอกอะไรมิรินเลยเหรอคะ?”
เงียบ...
คนตัวเล็กถอนหายใจด้วยความอึดอัดปนหงุดหงิด ได้ยินมาจากซิดนีย์มาบ้างเรื่องที่เขากับกันภัยมีท่าทีเปลี่ยนไปในระยะหลัง
แต่เธอเป็นแฟน! แฟนที่คบกันมาตั้งแต่มัธยมต้น เขาควรจะเก็บเธอไว้เป็นข้อยกเว้นหรือเปล่า?
ติ๊ง!
ลิฟต์เปิดออกบนชั้นบนสุดของตึก แต่แทนที่ออสโลจะเป็นฝ่ายเดินนำเธอออกไปนอกลิฟต์ มือหนากลับหันมาส่งมือให้เธอจับอย่างที่ไม่ได้ทำมานาน
“จับมือกันไหม?”
คนอายุน้อยกว่าก้มหน้างุด พยักหน้าหงึกหงักแทนคำตอบก่อนจะยื่นมือนิ่มไปจับเอาไว้พร้อมกับส่งยิ้มเล็กน้อยให้เขาพาเดินออกไป
“เราไม่ได้จับมือกันนานแล้วเนอะ” เด็กสาวชวนอีกฝ่ายพูดคุยระหว่างเดินไปตามโถงทางเดิน
“ยังอยากจับมือพี่อีกเหรอ?”
“ทำไมถามแบบนั้น เธอเป็นแฟนเรานะ”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความแง่งอนตามแบบฉบับสาวน้อยทำให้คนตัวโตที่เดินนำหน้าหัวเราะออกมา ทั้งคู่หยุดอยู่ที่หน้าประตูพร้อมกับเสียงติ๊ดส่งสัญญาณเมื่อเจ้าของห้องแตะนิ้วปลดล็อก
“ถ้ายังเป็นแฟนเค้า...ก็เข้ามาสิ”
ประตูเพนท์เฮาส์ถูกเปิดอ้ารอเธอเดินตามเข้าไป ซึ่งคนตัวเล็กเองก็ไม่ได้รู้สึกกระอักกระอ่วนใจแม้แต่น้อยที่ต้องใช้เวลาร่วมกันสองต่อสอง
“ว้าว~! สวยจังเลย เพนท์เฮาส์ของตัวเองเหรอ...ว้าย!!”
มิรินเผลอกรีดร้องด้วยความตกใจ เพราะเธอมัวแต่หมุนตัวสำรวจห้องกว้าง ตื่นตาตื่นใจเมื่อรู้ว่าเพนท์เฮาส์ของเขามีบันไดสามารถขึ้นไปยังชั้นสองได้อีก รู้ตัวอีกทีร่างเล็กก็ถูกแฟนหนุ่มอุ้มขึ้นด้วยมือข้างเดียวจนตัวลอย
“ตัวเองอะ!! อุ้มเค้าเหมือนยักษ์อุ้มเด็กเลย” แฟนสาวตัวน้อยบ่นอุบอิบ
เธอมักจะเผลอแทนตัวเวลาอยู่ด้วยกันลำพังแบบนี้เสมอ แต่ไม่กล้าทำต่อหน้าคนอื่นเพราะเคยเผลอพูดแล้วถูกผู้ใหญ่ล้อเลียนจนออสโลแสดงออกว่าหงุดหงิดให้เห็นหลายครั้ง
“อยากเห็นห้องนอนเค้าหรือเปล่า?” คนตัวโตเหมือนยักษ์ไม่รอฟังคำตอบ
เขาถอดแว่นกันแดดทิ้งแล้วก้าวเท้าขึ้นบันไดไปยังห้องนอนใหญ่ด้วยความรีบร้อน มิรินเองก็ถึงกับหน้าเหวอทำตัวไม่ถูก สองมือเรียวจึงได้จะขยุ้มเสื้อนักศึกษาบนบ่าแกร่งระบายความเขินอาย
หัวใจเธอเต้นไม่เป็นส่ำ ปกติเขามักจะเว้นระยะไม่สัมผัสร่างกายเธอมากกว่าการจับมือ เมื่อประตูห้องนอนเปิดออกจนเห็นเตียงกว้างสีดำ หัวใจของสาวน้อยก็ยิ่งเต้นรัวด้วยความเขินอายกับการเข้าห้องผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นแฟนครั้งแรก
มาเฟียหนุ่มบรรจงวางร่างบอบบางลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม ออสโลคุกเข่านั่งข้างเตียงมองหน้าแฟนสาวก่อนจะลูบแก้มนวลไปมาเบาๆ จนหน้าเล็กเริ่มแดงระเรื่อ
“ตะ ตัวเอง...” มิรินละล่ำละลักพูด เมื่อมือของเขาเอื้อมมาปลดกระเป๋าสะพายของเธอออกจากตัว ตามด้วยการขึ้นทาบทับ
“กลัวหรือเปล่า?” มือแกร่งจับมือของเธอยกขึ้นมาจูบแผ่วเบา ก่อนจะวางมือเล็กลงบนไหล่ตนเอง “เค้าจะเบามือ”
“อ๊ะ!”
เด็กสาวไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกเข้าฉวยเอาริมฝีปากไปครอบครองเป็นครั้งแรก แม้จะไม่ได้จูบที่มีการรุกล้ำเข้ามาในโพรงปาก แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้มิรินสั่นเทิ้มไปทั้งตัว
“ตะ ตัวเองขา~” เสียงเบาหวิวร้องเรียกอีกฝ่ายปากคอสั่นด้วยความเกร็ง
เป็นครั้งแรกที่จูบกัน แถมบรรยากาศยังสุ่มเสี่ยงต่อการมีสัมพันธ์เกินเลยกันอีก
“ตัวเล็กเป็นของเขาได้ไหม?”
“คะ คะ? คะ เค้า...อ๊ะ!”
จูบที่สองเกิดขึ้นโดยที่ยังไม่ทันจะได้ให้คำตอบด้วยซ้ำ คราวนี้ลิ้นนุ่มสอดเข้ามาพัวพันในปากจนมิรินเผลอกลั้นหายใจด้วยความตื่นตระหนก แต่แล้วคนอายุมากกว่าก็ค่อยๆ ละเมียดรสจูบกระทั่งลูกสาวมาเฟียรู้สึกผ่อนคลาย เธอล้มตัวลงนอนหลับตาพริ้มปล่อยใจให้เขาจูบไล้ลงมายังซอกคอหอมกรุ่น
“เค้าจะปกป้องตัวเล็กเอง” ริมฝีปากร้อนจูบลงที่ขมับเล็กหนักแน่น ก่อนจะจับมือน้อยที่กำลังจิกระบายความตื่นเต้นเลื่อนต่ำลงมาสัมผัสกึ่งกลางกาย
เฮือก!
มิรินสะดุ้งเมื่อสัมผัสเป้ากางเกงนักศึกษาที่กำลังขยายใหญ่ ฝ่ามือน้อยจับมันเต็มมือก่อนจะสะบัดมือออกพร้อมกับดันร่างแกร่งออกจากการทาบทับ
“คะ เค้าคิดว่าเค้าไม่พร้อมค่ะ” ไหล่บางไหวสั่นระริกหลังจากปฏิเสธออกไป
กลัวว่าจะทำให้เขาโกรธจนทะเลาะกัน ในใจก็นึกโทษตนเองสารพัดที่ไม่อดทนให้มันผ่านไป เพราะนานๆ ทีเขาจะแสดงออกว่าต้องการเธอแบบวันนี้
แต่แล้วความกลัวทั้งหมดก็ต้องหยุดลง เมื่อคนตัวโตกลับไปนั่งคุกเข่าข้างเตียงแล้วจับสองมือของเธอมาแนบแก้มสากของตนเองไว้
“ไม่เป็นไร...ไม่ต้องกลัว”
นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาแสดงความอ่อนโยนให้เธอเห็นอีกครั้ง แววตาทะนุถนอมที่เคยมีให้กันมาตั้งแต่เด็กปรากฏขึ้นหลังจากที่มันหายไปหลายปีนับตั้งแต่เขาขึ้นชั้นมัธยมปลาย
“ฮึก!”
แฟนสาวตัวน้อยถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ โผเข้าสวมกอดหาความอบอุ่นจากอีกฝ่ายอย่างโหยหาจนตัวสั่นโยน
“คะ เค้าขอโทษนะ” มิรินไม่รู้ว่าทำไมต้องขอโทษ รู้สึกแค่ว่าหากตนเองเป็นฝ่ายขอโทษก่อนทุกอย่างจะดีขึ้น
“ตัวเองจะขอโทษเขาทำไม มิรินไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ”
“ตะ ตัวเองรอเขาอีกสองปีได้ไหม ถึงตอนนั้นเค้าจะไม่งอแงแบบนี้ ฮึกฮือ~”
“ไม่ร้องนะ คนเก่งของพี่ร้องทำไมหื้ม”
“มะ ไม่โกรธเค้าเหรอ?”
“จะโกรธทำไม แค่นี้เอง...”
ร่างสูงลุกขึ้นมานั่งบนเตียงด้วยกัน ตามด้วยการช้อนตัวอุ้มแฟนสาวมานั่งบนตัก ดวงตาสีรัตติกาลหลุบตามองร่างน้อยที่นั่งร้องไห้บนตักด้วยสายตายากคาดเดา ก่อนที่จะใช้สองมือของตนเองลูบศีรษะทุยคอยปลอบประโลมกระทั่งเธอหลับใหลในอ้อมกอด