บทนำ
“แบงค์จะลงไปเรียนที่กรุงเทพฯ จริง ๆ ใช่ไหมลูก”
ธิชาถามลูกชายวัยสิบแปด เด็กหนุ่มเพิ่งกลับจากนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกาเพราะว่าช่วงหลังพ่อเลี้ยงไรวินท์ย้ายไปอยู่ที่นั่นเป็นหลัก และออกปากชวนหลานชายไปเรียนที่นั่นในระดับชั้นไฮสคูล ธิติหรือ ‘แบงค์’ ลูกชายเธอจึงได้ทีขอพ่อแม่ไปอยู่กับตาที่นั่นเมื่อสามปีก่อน
“ครับแม่ ไอ้อาร์ต..เอ้ยพี่อาร์ตมันชวน ส่วนไอ้ทิตย์มันก็บอกว่าปีหน้ามันก็จะไปเรียนด้วยเหมือนกัน”
“แล้วลูกจะเรียนคณะอะไรคะ” ธิชาแทบไม่เห็นเลยว่าธิติจะสนใจหรือชอบวิชาไหนเป็นพิเศษ
“บริหารอินเตอร์ครับแม่ คณะเดียวกับไอ้อาร์ตเห็นว่าปีหน้าไอ้ทิตย์ก็จะเรียนคณะนี้เหมือนกัน”
ธิชาพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เวลาเดียวกันนั้นบุรีที่กลับมาถึงพอดีได้เดินเข้ามาในบ้านเจอสองแม่ลูกจึงทักลูกชายว่า
“แบงค์เก็บของรึยัง เราจะไปกันพรุ่งนี้แล้วนะ”
“เรียบร้อยคร้าบ... ว่าแต่ผมไม่เอารถที่บ้านไปใช้นะพ่อ” ธิติรีบดักคอบิดาทำให้บุรีเลิกคิ้วมอง
“ทำไม อย่าบอกว่าคุณตาให้เงินซื้อรถมาแล้ว”
ธิติพยักหน้ายิ้มกริ่ม บุรีมองลูกชายอย่างหมั่นไส้แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เขารู้เรื่องที่ว่าไรวินท์จะแบ่งหุ้นให้หลานชายในตอนที่อายุครบสิบแปดมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยที่ก่อนถึงเวลานั้นหลานทุกคนจะได้เงินปันผลจากกิจการเข้าบัญชีทุกปีจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่ได้รับโอนหุ้นเป็นทางการตามกฎหมาย
“ตอนนี้ผมมีเงินไปซื้อบริษัทโมเดลลิ่งของพ่อแล้วนะ พ่อจะขายให้เท่าไหร่ว่ามา”
“แม่ว่าลูกใช้เงินประหยัดก่อนดีไหมลูก จะลงทุนอะไรก็คิดนานๆ ด้วย” ธิชาอดไม่ได้ที่จะขัด
“อ้าว นี่แม่ว่าบริษัทของพ่อไม่น่าเชื่อถือพอที่จะลงทุนเหรอครับ” ธิติแกล้งทำหน้าเหลอหลาถามมารดา
“ไอ้แบงค์ ไอ้ลูกเวร” ยังไม่ทันที่มารดาจะตอบ เขาก็หัวเราะร่าเมื่อได้ยินคนเป็นพ่อตอบแทน ธิติรีบไปกอดมารดาเป็นเชิงฟ้อง
“เฮียคะอย่าดุลูก แบงค์ก็ด้วยอย่าแหย่พ่อเขา”
การมาเรียนที่มหาวิทยาลัยเจพีของธิตินั้น จะว่าไปก็เป็นการวางแผนไว้ล่วงหน้าของบรรดาคุณพ่อในกลุ่มท่านประธานกันมาแล้ว เพราะว่าที่นี่เป็นธุรกิจของจารวีและภารัณ คู่สามีภรรยาซึ่งเป็น นักธุรกิจชั้นแถวหน้าของเมืองไทย ทั้งคู่มีกิจการหลายอย่างไม่ว่าจะการเป็นเจ้าของสัมปทานช่องโทรทัศน์ดิจิทัล ธุรกิจเกี่ยวกับการสื่อสารโทรคมนาคมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นค่ายสัญญาณโทรศัพท์ สัญญาณอินเทอร์เน็ตและดาวเทียม
และหลังจากที่จารวีและภารัณมีทายาทสองคน คนทั้งคู่ก็ได้คิดก่อตั้งสถาบันการศึกษาครบวงจร โดยที่พวกเขาเลือกเป็นการเปิดสถาบันนานาชาติครอบคลุมทุกระดับตั้งแต่อนุบาลจนถึงปริญญาตรี มีการประสานงานและร่วมจัดทำดูแลหลักสูตรจากสถาบันแม่จากต่างประเทศ เพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกในการไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นยังต่างประเทศของนักเรียนนักศึกษาเมื่อเรียนจบจากที่นี่
ในส่วนของมหาวิทยาลัยเจพีนั้น นอกจากตัวอาคารส่วนต่างๆ ของมหาวิทยาลัยแล้ว ยังมีการก่อสร้างคอนโดมิเนียมสำหรับเป็นที่พักนักศึกษา ซึ่งตั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ขนาดหลายไร่ มีทั้งหมดหลายตึกและมีอยู่สองตึกที่มีเพนต์เฮาส์อยู่ชั้นบนสุด สองตึกพิเศษที่ว่ามีส่วนเชื่อมอาคารเป็นทางเดินระหว่างกันที่ชั้นบน และกลุ่มท่านประธานก็ได้ซื้อกันไว้คนละหนึ่งห้องเพื่อให้บรรดาลูกๆ มาอยู่ในตอนที่เรียนที่นี่
“แล้วห้องของพวกนั้นมันอยู่บนนี้หมดเลยไหมพ่อ”
‘พวกนั้น’ ที่ธิติพูดถึงคือบรรดาทายาทของแต่ละบ้าน ในรุ่นที่สนิทกับพวกเขาและนัดกันไว้ว่าจะมาเรียนที่นี่ด้วยกันก็ประกอบด้วย อาชวิน ลูกชายอรรถพร อคินลูกของอิษวัต กรวิชญ์ลูกของคุณภัทร อาทิตย์ลูกของรวีและตัวเขาเองอีกคนเป็นห้าคน
“อยู่สิ ทุกห้องบนนี้ก็คนรู้จักกันทั้งนั้นแต่จะย้ายมากันกี่ห้องแล้วก็อีกเรื่อง” เพราะทุกคนไม่ได้เกิดปีเดียวกัน ดังนั้นห้าหนุ่มจึงมีอายุลดหลั่นกันไปอยู่ในช่วง 1-3 ปี
“แบงค์โทรบอกเพื่อนด้วย ว่าวันนี้พ่อจะเลี้ยงข้าว”
เย็นนั้นหนึ่งหนุ่มใหญ่และห้าหนุ่มวัยรุ่นต่างตกเป็นเป้าสายตาและอยู่ในจุดที่คนอื่นๆ สนใจ ตั้งแต่พวกเขาก้าวเท้าเข้าไปในร้านอาหารย่านเจพี
บุรีเลือกร้านอาหารที่ไม่จำกัดอายุผู้เข้า ร้านนี้อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยและที่พักของลูกชาย มีดนตรีสดสลับกับการเปิดเพลงและมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำหน่าย
“โห... ลุงบานรู้ได้ไงว่าแถวนี้มีร้านแบบนี้ด้วย” อาทิตย์ถามพลางมองไปรอบร้าน ร้านนี้ไม่ตรวจบัตรเขาก็สบายเลยสิ
“ก่อนให้พวกเอ็งมาอยู่ มาเรียน ลุงก็ต้องมาดูก่อนแล้วสิ” บุรีตอบพลางเอนหลังพิงพนักโซฟา ตามองกลุ่มเด็กหนุ่มเลือกสั่งอาหาร
“เวลาต่อไปที่มาเที่ยวกัน จำไว้ว่าแก้วเหล้าอย่าห่างตัว อย่าวางทิ้งมั่วซั่ว ถ้าเดินไปไหนแล้วไม่ได้หยิบไปด้วยก็ขอใบใหม่” บุรีสอน โลกสมัยนี้ไม่ใช่ว่ามีลูกชายแล้วไม่ต้องห่วงเมื่อไหร่กัน จะผู้ชายหรือผู้หญิงต่างก็มีโอกาสเป็นเหยื่อทั้งนั้น
“แล้วก็อย่าเมากันหมด เวลาจะมาให้ตกลงกันก่อนว่าใครจะดื่ม ใครไม่ดื่ม” เขาพูดต่อซึ่งพวกเด็กๆ ก็พยักหน้าเข้าใจกันอย่างพร้อมเพรียง
“แล้วถ้าจะไปกับใครต่อ ก็ให้ป้องกันให้ดีแต่เรื่องนี้คิดว่า พวกนายคงรู้กันดี”
“แหม... พ่อ พวกหนูออกจะใสๆ” ธิติแย้ง ทำให้อาชวินเอื้อมมือมาตบหัว
“มึงอะนะ ใสๆ อย่าให้กูพูดว่าในงานพรอม...” อาชวินพูดแค่นั้นแล้วก็เงียบ
“มึงก็พอกันไหมว้า” คนถูกตบหัวตอบ
“มีอะไรกันเหรอในงานพรอม” กรวิชญ์น้องเล็กสุดแทรกหน้ามาตรงกลาง ทำให้สองหนุ่มผละจากกัน
“ไอ้วิช มึงไปนั่งที่มึงดีๆ เลย” ธิติตอบ
“แหม... ก็ผมไม่ได้ไปด้วย แต่จำได้ว่าตอนงานพรอมของ ไอ้เฮียแบงค์ พี่ๆ ก็ไปโน่นกันด้วยนี่” กรวิชญ์หรี่ตา
“มันไม่มีอะไรหรอก มึงกลับมานี่” อาทิตย์ลุกไปหิ้วคอ น้องเล็กกลับมานั่งที่
“งานพรอมก็คืองานพรอมไหมวะ มึงคิดว่ามีอะไร” อคินพูดขึ้นบ้าง พลางทำหน้านิ่ง
“แหม ทำหน้านิ่งเชียวนะมึง ถ้าไม่รู้สันดานกันกูคงคิดว่า..” อาทิตย์หันมาแหย่เพื่อนบ้างแต่อคินทำหน้าเฉยตามเดิม
“อีกเรื่องที่สำคัญมาก หัดซื้อรองพื้นหรือคอนซีลเลอร์ติดห้องไว้บ้างนะ” บุรีพูดต่อหลังจากที่เขาเงียบฟังหนุ่มรุ่นลูกคุยกันมา พักหนึ่ง ทำให้ทุกคนเงยหน้ามองอย่างแปลกใจ
“เอาไว้ทำไมเหรอลุงบาน” อาทิตย์ทนไม่ไหวต่อความสงสัย ถ้ามันจำเป็นทำไมแม่เขาไม่บอกล่ะ ว่าผู้ชายต้องมีรองพื้นหรือ คอนซีลเลอร์ติดไว้ด้วย
บุรีไม่ได้ตอบ เขาปรายตาหันไปที่อาชวินก่อนที่ทุกคนจะมองตามและมีเสียงร้องลั่น
“ไอ้พี่อาร์ต มึงไปให้สาวที่ไหนดูดคอมาวะ” กรวิชญ์ตะโกน
“ตะโกนหาพ่อมึงเหรอ” อาชวินตอบกลับด้วยท่าทางเซ็งๆ ส่วนอคินและธิติมองรอยแดงที่เห็นจางๆ ที่คอของอาชวินแล้วหันไปซุบซิบกัน
คืนนั้นทั้งหมดกลับมานอนที่ห้องเพนต์เฮาส์ ถึงแม้ว่าอาทิตย์ อคินและกรวิชญ์จะยังไม่ได้ย้ายเข้ามาเพราะยังเรียนไม่จบชั้นมัธยมปลาย แต่ทุกคนก็มีคีย์การ์ดและรหัสเข้าห้องของตัวเองที่พ่อแม่ซื้อทิ้งไว้
ทุกคนมาถึงห้องหลังเที่ยงคืนและเข้านอนด้วยความมึนเมาที่บุรีให้แต่ละคนลองชิมกันแบบที่ถ้าบรรดาแม่ๆ มาเห็น เขาจะต้องถูกด่าแน่นอน ในตอนเช้าวันต่อมาหนุ่มใหญ่ตื่นตามเวลาปกติ เขาลุกมาทำอาหารเช้าไว้ในปริมาณที่มากพอสำหรับทุกคน
สองชั่วโมงหลังจากนั้นเด็กหนุ่มทุกคนมาที่ห้องของบุรีเพราะความหิว และตื่นมาพบข้อความที่ธิติส่งไปบอกเพื่อนว่า
‘ถ้าพวกมึงตื่นมาแล้วหิวก็มาที่ห้อง พ่อกูทำอาหารไว้เพียบ’
บุรีอยู่ที่โต๊ะอาหารกำลังจิบกาแฟในตอนที่แต่ละคนต่างเปิดประตูเข้ามา
“ลุงทำไมตื่นได้ปกติเลย ไม่ง่วงเหรอครับ” อาทิตย์ถาม เขาไม่ดื่มกาแฟจึงขอนมแทน
“เที่ยวได้ก็ต้องตื่นมาทำงานได้ตามปกติ ถ้าจะเที่ยวก็อย่าให้เสียการเรียน” บุรีตอบเขามองเด็กๆ ที่ก้มหน้าก้มตาจัดการอาหารเช้าอย่างหิวโหย เพราะเย็นวานที่เขาบอกจะเลี้ยงข้าวเย็นพอไปถึงร้านก็ไม่ได้สั่งอาหารหนักสักเท่าไหร่ เน้นเครื่องดื่มมากกว่า
“อร่อยครับลุง กินตอนหิวนี่มันเหมือนอาหารจากสวรรค์” กรวิชญ์ชม
“ตลกบริโภคละมึง พ่อกูทำให้วันนี้วันเดียวล่ะไม่ต้องยอ” ธิติขัดคอ
“เดี๋ยวลุงจะไปดูงานที่โมเดลลิ่ง พวกเด็กๆ กลับบ้านเลยไหมลุงจะไปส่ง” เขาหันไปถามอคิน อาทิตย์และกรวิชญ์ที่ทุกคนส่ายหน้าทันที นานๆ ทีจะออกมานอนนอกบ้านเรื่องอะไรจะกลับง่ายๆ
“แต่ผมต้องไปดูรถก่อนนะพ่อ” ธิติแย้ง
“มึงจะไปดูที่ไหน กูไปส่ง” อาชวินถามบ้าง
“เออนั่นสิ จะไปคนเดียวได้ไง รถเฮียแบงค์พวกเราก็ต้องมีส่วนช่วยตัดสินใจด้วย” กรวิชญ์พูดขึ้นกลางวง
“มึงช่วยออกเงินไหมล่ะไอ้วิช กูจะเอาบีเอ็มเจ็ดซีรีส์ซีดาน” ธิติย้อนถาม
“โห มึงจะออกซูเปอร์คาร์เลยเหรอ” อาทิตย์หูผึ่ง
“เออ ชอบ” ธิติตอบสั้นๆ
“ต้องไปเช็กก่อนว่ามีรถเลยไหม” อคินว่า
“กูเช็กแล้ว ที่ศูนย์ใหญ่มีพร้อมขายคันหนึ่ง” ธิติตอบด้วยท่าทางปกติ
“ก็ได้ มึงโทรนัดเซลยัง” อาชวินถาม
“นัดแล้ว สิบโมง”
“คันนี้เท่าไหร่นะ” อคินถาม
“สิบสามล้านกว่าๆ” อาทิตย์ตอบแทน
“สิบสามล้านแล้วผมต้องช่วยพี่ออกเท่าไหร่นะ จะเอากี่เปอร์เซ็นต์”
กรวิชญ์ทำหน้าเคร่งเครียด หยิบโทรศัพท์ออกมาเตรียมกดเครื่องคิดเลข พลางพึมพำ ‘สิบสามล้าน กูออกศูนย์จุดห้าเปอร์เซ็นต์พอไหมวะ’
“ถุย... ศูนย์จุดห้าเปอร์เซ็นต์ทำเป็นมาคิด กูไม่เอาเงินมึงหรอกครับไอ้น้องเล็ก” ธิติว่าเมื่อได้ยินถนัด
หลังจากที่บุรีดูงานเสร็จแล้ว หนุ่มใหญ่จึงกลับเชียงใหม่ไป คืนนั้นพวกหนุ่มๆ ต่างมารวมตัวกันเล่นเกมอยู่ที่ห้องของธิติ
“เออ พ่อกูฝากของไว้ให้พวกมึงเอาไปแบ่งกัน เห็นแกเขียนชื่อไว้แล้วหน้าถุง”
ธิติโยนถุงกระดาษลงกลางวงจำนวนสี่อัน อคินละสายตามาดูด้วยความสงสัย
“อะไรวะมึง อาร์ตห้าสิบสองถุงนั้นอาทิตย์ห้าสิบเอ็ดส่วน อันโน้นวิชสี่สิบเก้า” อคินหยิบแต่ละถุงมาดูด้านหน้าด้วยความสงสัยว่าลุงบานเขียนตัวเลขเหล่านี้ไว้ทำไม
ทุกคนต่างหยิบไปดูด้วยความสงสัย และพบว่าข้างในเป็น ซองฟอยล์ อาทิตย์หัวเราะลั่นในขณะที่กรวิชญ์โวยวาย
“เฮ้ย อะไรเนี่ย ทำไมลุงบานให้เขาสี่สิบเก้าล่ะ”
“มึงละได้เท่าไหร่ไอ้คิน” อาชวินถาม
“ห้าสิบสี่ว่ะ” อคินหยิบมาโชว์แล้วถามธิติบ้าง
“กูห้าสิบสาม”
“ไม่ยุติธรรมชัดๆ คอยดูจะไปฟ้องพ่อ” กรวิชญ์ยังคงโวยวายไม่หยุดในขณะที่พวกพี่หัวเราะลั่น