ตอนที่ 1 - รูมเมตตัวแสบ
เที่ยงคืนกว่าๆ เวลาที่ชาวบ้านร้านช่องต่างพากันปิดไฟใส่กลอนนอนเอาแรง แต่ฟ้าใส นักศึกษาปีสี่จากมหา'ลัยชื่อดังกลับนั่งหน้ามุ่ยอยู่กับชีตเรียนกองโต ค่อยๆ เรียบเรียงสรุปสิ่งที่เรียนจดลงไปในสมุดเลคเชอร์ พร้อมกับท่องจำสูตรคำนวณที่จะต้องใช้สอบในอีกไม่กี่สัปดาห์ที่จะถึง
ทว่าจู่ๆ ความสงบสุขและสมาธิกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงตึงตังคล้ายคนกำลังเล่นโบว์ลิ่งกับผนังห้อง ตามมาด้วยเสียงซี้ดซ้าดเหมือนมีคนกำลังซัดชาบูหม่าล่าเผ็ดระดับสิบ แถมยังมีเสียงแทรกเป็นระยะคล้ายเสียงคนกำลังจกส้มตำปูปลาร้าพริกร้อยเม็ดอย่างเอร็ดอร่อย
“ไอ้บ้านี่เอาอีกแล้ว!!” ฟ้าใสสบถพึมพำพลางคิดถึงไอ้คนที่อยู่ห้องข้างๆ ไอ้ตะวัน ไอ้ตัวแสบที่ชอบทำลายความสงบสุขยามวิกาลของเธอเป็นประจำ!
มือเล็กของหญิงสาวกำปากกาแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ใบหน้าหวานบูดเบี้ยวราวกับกำลังกินมะนาวทั้งลูก ไม่ใช่เพราะกำลังปั่นงานส่งอาจารย์ แต่เป็นเพราะเสียงรบกวนอันน่าสะพรึงกลัวที่ดังแว่วมาจากห้องข้างๆ แหม...ผนังก็ไม่ได้บางเท่ากระดาษสา แต่ทำไมเสียงมันลอดมาได้ทุกทีเลยนะ
“อีตาบ้านั่นมันลืมไปแล้วรึไงว่ามีฉันอยู่ที่นี่ด้วย!” เธอสบถพึมพำเบาๆ ก่อนจะคว้าหูฟังคู่ใจขึ้นมาสวมแล้วเปิดเพลงป๊อปจังหวะสบายๆ หวังว่าเสียงเพลงจะจรรโลงใจ ช่วยกลบเสียงนรกแตกจากห้องข้างๆ ได้บ้าง ไม่งั้นเธอได้เป็นบ้าตายเพราะเสียงพวกนี้แน่ๆ
“อ๊ะ อ๊ะ อ๊าาาา”
แต่ดูเหมือนว่าแม้หญิงสาวจะพยายามตั้งสมาธิจดจ่อกับเพลงที่ฟัง ทว่าเสียงร้องของศิลปินคนโปรดกลับกลายเป็นเสียงกระซิบกระซาบ เมื่อเทียบกับเสียงร้องโหยหวนของหญิงสาวปริศนากับรูมเมตตัวดี เส้นเลือดที่ขมับของเธอเต้นตุบๆ ราวกับกลองชุดที่รัวเร็วขึ้นจนใกล้จะถึงท่อนฮุค
ฟ้าใสเริ่มตั้งคำถามกับชีวิต นี่เธอต้องทนกับสภาพนี้ไปอีกนานแค่ไหนกัน เมื่อก่อนตอนที่ตะวันยังอยู่กับแฟน เธอก็พอทำใจได้บ้างเพราะอย่างน้อยแฟนเขาก็ไม่ทำเสียงดังลั่นเหมือนหมาเดือนเก้าแบบนี้ แต่พอขึ้นปีสี่ปุ๊บ แฟนของอีตาบ้านั่นก็เรียนจบแล้วต้องย้ายไปทำงานไกลถึงภูเก็ต
เท่านั้นแหละ! อีตาหมาป่าก็เริ่มออกลาย ปาร์ตี้ทุกคืน แถมยังพาสาวๆ มาสนุกที่บ้านไม่มีความเกรงใจเธอเลย
อีตาบ้านั่นมันเปลี่ยนสาวไม่ซ้ำหน้า เปลี่ยนบ่อยยิ่งกว่าเปลี่ยนกางเกงในซะอีก! แถมแต่ละคนที่พามาไม่เคยมีใครจบลงด้วยการนั่งกินข้าว ดูเน็ตฟลิกซ์ แล้วก็กลับบ้านดีๆ สักคน เกือบทุกคนจบลงด้วยเสียงร้องโหยหวนราวกับโดนปีศาจเข้าสิงอยู่ในห้องนอนข้างๆ สร้างความหงุดหงิดใจให้เธอไม่เว้นแต่ละวัน
“โอ๊ยยยย เบาๆ หน่อยได้มั้ยวะ นี่มันห้องนอนนะเว้ย ไม่ใช่โรงถ่ายหนังโป๊!” ฟ้าใสร้องตะโกนลั่นห้อง อีกไม่กี่วันก็จะสอบเก็บคะแนนแล้ว เธอต้องท่องจำสูตรคำนวณให้ได้ แต่เสียงครวญครางจากห้องข้างๆ ที่ดังไม่หยุดหย่อน จากสูตรที่จำไปได้แล้วครึ่งหนึ่งนั้น ทว่าตอนนี้กลับลืมไปซะหมด เหลือเพียงสูตรคูณแม่สองเท่านั้นแหละมั้งที่ท่องจำได้ขึ้นใจ จ
สำหรับฟ้าใส การเรียนให้จบด้วยคะแนนดีๆ คือภารกิจระดับชาติ! ด้วยฐานะทางบ้านที่เรียกได้ว่า 'พอมีพอกิน' เธอจึงต้องการอนาคตที่สดใสยิ่งกว่าหลอดไฟนีออน ต้องการหน้าที่การงานที่มั่นคงยิ่งกว่าหินผา และเงินเดือนที่มากพอจะเลี้ยงดูพ่อแม่ได้อย่างสุขสบายไปจนแก่เฒ่า ไม่ใช่แค่พออยู่พอกินแบบตอนนี้!
ถ้าไม่ติดว่าที่บ้านมีปัญหาเรื่องการเงิน เธอคงย้ายออกจากทาวน์เฮาส์นี้ไปนานแล้ว ไม่มาทนอยู่เป็นรูมเมตกับหมอนั่นนานถึงสามปีแบบนี้หรอก
คนอะไร แฟนย้ายไปภูเก็ตได้ไม่ถึงเดือน ก็เอาผู้หญิงอื่นเข้ามานอนเปิดคอนเสิร์ตบรรเลงเพลงรักแทบจะทุกวัน นอกจากจะไม่เกรงใจเธอที่เป็นรูมเมตแล้ว ยังไม่คิดเกรงใจแฟนตัวเองอีก ช่างเป็นผู้ชายที่น่าเข็ดขยาดจนไม่อยากอยู่ใกล้
ย้อนกลับไปคิดก็แปลกใจตัวเองเหมือนกัน สมัยประถมเธอยอมเป็นเพื่อนกับไอ้หมอนี่ไปได้ยังไง แถมยังสนิทกันชนิดที่ว่าตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋เลยด้วยซ้ำ จนกระทั่งขึ้นชั้นประถมปลาย ตะวันต้องย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดตามพ่อทำให้ทั้งสองไม่ได้เจอกันอีกเลย มีเพียงนานๆ ครั้งที่ครอบครัวของเขามาเที่ยวแล้วแวะมาหา ความทรงจำที่มีต่อกันมันจึงเลือนรางมากเสียจนความสัมพันธ์ฉันเพื่อนจางหายไปด้วย
ตึง!
ความอดทนของฟ้าใสขาดสะบั้นลงราวกับเส้นก๋วยเตี๋ยวที่โดนตัด! เพลงที่เปิดเสียงระดับดังจนสุดก็ไม่อาจต้านทานเสียงครวญครางของสาวปริศนาในห้องข้างๆ ได้ มือบางของเธอถอดหูฟังออกแล้วกระแทกมันลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนจะลุกพรวดพราดออกจากห้องด้วยอารมณ์ที่ปะทุแรงยิ่งกว่าน้ำเดือดในหม้อชาบู
ใบหน้าหวานๆ ของฟ้าใสตอนนี้บึ้งตึงยิ่งกว่ามะม่วงเปรี้ยวที่โดนเหยียบซ้ำ เธอพุ่งตัวไปยังห้องต้นตอของเสียงรบกวน กำปั้นน้อยๆ ทุบประตูรัวๆ อย่างกับมือกลองวงร็อคกำลังโซโล่เดี่ยวแบบไม่แคร์โลก
ตึงๆๆ ตึงๆๆๆๆ!!!!
เสียงเคาะดังสนั่นหวั่นไหวราวกับมีฝูงม้าวิ่งชนประตูห้อง ปกติแล้วฟ้าใสจะพยายามไม่เข้าไปยุ่งกับชีวิตส่วนตัวของตะวัน แต่ครั้งนี้มันเกินจะทน! จะพาสาวๆ มากินตับทุกวันไม่พักไม่ผ่อนบ้างหรือไง
ให้ตายเหอะ อีตาบ้านี่มันจะหื่นอะไรนักหนา!
“ไอ้ตะวัน! เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ ไอ้บ้าตะวัน ได้ยินมั้ย ฉันบอกให้แกเปิดไง!” เธอทั้งทุบทั้งถีบประตูพร้อมทั้งตะโกนเรียกชื่อเพื่อนร่วมบ้านด้วยความโมโห เที่ยงคืนเข้าไปแล้วเธอยังอ่านหนังสือได้ไม่ถึงไหน ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะคนในห้องนี้ที่เอาแต่บรรเลงเพลงรักกันไม่หยุดนั่นแหละ
ไม่หยุดที่ว่าคือตั้งแต่สี่ทุ่มจนถึงตอนนี้
“อะไรของเธอยะยัยเพี้ยน! ไปนอนไป๊! รู้มั้ยเนี่ยว่ากำลังขัดจังหวะอะไรอยู่!” ตะวันโผล่หน้าออกมาจากห้องด้วยสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับรังนกกระจอก ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวพันรอบเอวอย่างหมิ่นเหม่ แถมยังเปิดประตูให้เห็นเตียงนอนที่มีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งนอนเปลือยเปล่าอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบาง
“ไอ้ตะวัน แกช่วยเบาเสียงหน่อยได้ปะ หรือไม่ก็ไปเอากันที่อื่น ไอ้เสียงร้องโหยหวนของผู้หญิงแกมันดังทะลุมาถึงห้องฉัน” ฟ้าใสตอกกลับเสียงดังฟังชัด แถมยังตวัดสายตาไปมองหญิงสาวบนเตียงเป็นระยะๆ
“เสียงอะไรของเธอ ฉันไม่ได้ยินอะไรซักแอะ!” เจ้าของห้องแหวใส่ ทำหน้าซื่อตาใสเหมือนลูกหมาเพิ่งตื่นนอน
ความสัมพันธ์ของฟ้าใสกับตะวันก็เหมือนเส้นขนาน ที่ไม่เคยบรรจบกันได้ซะที อาจเป็นเพราะนิสัยที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว ตอนเด็กๆ ยังพอเล่นขายของ เล่นดินเล่นทราย เล่นวิ่งไล่จับด้วยกันได้ แต่พอโตขึ้นมาต่างคนต่างก็มีจุดยืนเป็นของตัวเอง
จุดยืนของฟ้าใส คือการเรียนดี มีอนาคตสดใส ส่วนจุดยืนของตะวัน คือการใช้ชีวิตให้สนุก เซ็กส์คือยาอายุวัฒนะ
เอิ่ม...เห็นไหมล่ะว่าต่างกันสุดขั้ว!
หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ฟ้าใสเป็นผู้หญิงที่ตื่นเช้ามาใส่บาตร ส่วนตะวันเป็นผู้ชายจำพวกที่กลับมาบ้านในเวลาพระออกบิณฑบาตเพื่อนอนเอาแรง
เหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยวกับเส้นมาม่า ที่ดูยังไงก็ไม่มีทางเข้ากันได้ แต่ดันต้องมาอยู่ในชามเดียวกันเพราะความซวยล้วนๆ!
ถ้าไม่ใช่เพราะพรหมลิขิตบันดาลชักพา หรือไม่ก็คงเป็นเพราะกรรมเก่าที่ยังตามมาหลอกหลอน ทั้งสองคนดันสอบติดมหาลัยเดียวกัน แถมยังติดคณะเดียวกันอีกต่างหาก! พอพ่อแม่ของทั้งคู่รู้เข้า ก็เลยจัดแจงจับคู่ให้มาอยู่ด้วยกันซะเลย จะได้ช่วยกันประหยัดค่าใช้จ่าย ช่วยฝากผีฝากไข้ ดูแลกันและกันอีกต่างหาก
แต่คงลืมไปว่า ‘ดูแล’ ในความหมายของฟ้าใสนั้นต่างกับ ‘ดูแล’ ในความหมายของตะวันอย่างสิ้นเชิง!
บ้านหลังนี้เป็นสมบัติตกทอดมาจากบรรพบุรุษของตะวัน ฟ้าใสเลยได้อาศัยแบบฟรีๆ ไม่ต้องเสียค่าเช่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการเป็นรูมเมตกับผู้ชายที่วันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากพาสาวๆ มาเปิดคอนเสิร์ตในห้องนอน
ชีวิตดี๊ดีของฟ้าใสเลยกลายเป็นฝันร้ายในพริบตา! เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอะไรเบอร์นี้! พ่อแม่ก็ดันฝากฝังให้อีตานี่มาดูแลอีก แต่ที่ไหนได้ กลายเป็นว่าอีตานี่แหละตัวดี คอยปั่นประสาท ทำลายความสงบสุขในชีวิตเธอไม่เว้นแต่ละวัน
“ไอ้ตะวัน อย่ากวนตีน”
“ก็ใครใช้ให้เธอฟังล่ะ ปิดหูไปสิ”
“ไม่ได้อยากฟังโว้ย แต่เสียงมันดังเข้ามาในหูเอง คิดว่าฉันอยากได้ยินเสียงอัปมงคลอย่างนั้นเหรอ? ฉันไม่ได้โรคจิตเหมือนแกนะ วันๆ ในหัวเอาแต่คิดเรื่องบนเตียง ใช้สมองคิดเรื่องดีๆ บ้างเถอะย่ะ!” หญิงสาวเหน็บแนมเขา คนถูกด่าถึงกับถลึงตาใส่เธอด้วยความไม่พอใจ
“เธอคงไม่มีคนให้คิดเรื่องบนเตียงด้วยมากกว่า สภาพอย่างเธอ…เก็บเอาไว้บูชาเป็นวัตถุโบราณอยู่บ้านน่าจะเข้าท่าซะกว่า”
“ไอ้ตะวัน ไอ้ราหู แกว่าฉันเหรอ ทั้งที่แกเป็นฝ่ายผิดปล่อยให้ผู้หญิงของแกส่งเสียงดังจนฉันอ่านหนังสือไม่ได้เนี่ยนะ!” ฟ้าใสเถียงกลับเสียงสูง มือเล็กๆ กำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะความสูงของเธอแค่ระดับอกของอีตาบ้านั่น เวลาจะเถียงกันทีต้องแหงนหน้าจนคอแทบเคล็ด!
“ก็อุดหูไปดิ”
“ฉันอุดแล้ว เปิดเสียงเพลงดังจนหูจะแตกด้วยซ้ำ แต่ก็ยังสู้เสียงผู้หญิงของแกไม่ได้ เอางี้นะเว้ย ถ้าเบาเสียงไม่เป็น ก็เอากางเกงในอุดปากไปเลยไป!” ฟ้าใสผลักอกตะวันสุดแรงเกิดด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะกระทืบเท้าปึงปังเข้าห้องตัวเองไปด้วยความโมโหสุดขีด
“หมดกันเวลาอ่านหนังสือของฉัน!” ฟ้าใสโอดครวญพลางทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างหมดแรง ทำไมชีวิตเธอต้องมาเจอเรื่องบ้าๆ บอๆ แบบนี้ด้วยนะ
เมื่อไรจะหลุดพ้นจากชีวิตของไอ้ผู้ชายคนนี้เสียที คนอะไร ชื่อตะวันแท้ๆ แต่ทำตัวเหมือนราหู อยู่ใกล้แล้วมีแต่จะหม่นหมอง อับโชค!
“เฮ้ยๆ ผลักแล้วเผ่นแบบนี้มันไม่แฟร์นะยัยเตี้ย! เฮ้! ยัยหนอนหนังสือ! จะอ่านหนังสือจนฝังตัวเองอยู่ในนั้นเลยรึไง!” ตะวันตะโกนไล่หลังด้วยความหัวเสียไม่แพ้กัน แผนการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ของเขาดันต้องมาสะดุดกลางคันเพราะเสียงเคาะประตูเป็นบ้าเป็นหลังของยัยนี่
น่าหงุดหงิดชะมัด!
เดือดร้อนเขาต้องเริ่มทุกอย่างใหม่ตั้งแต่ต้น!!
คอยดูเถอะ หนังสือในห้องของเธอ สักวันเขาจะเอาไปเผาทิ้งให้หมด!!!