จากนั้นรอบตัวเธอเปลี่ยนไปจากยามย่ำค่ำกลายเป็นเวลาย่ำรุ่ง หญิงสาวรู้สึกตัวตื่นบนบรรจถรณ์สีทองมีชายผ้าคลุมโอบรอบแท่นบรรทมเป็นผ้าโปร่งสีขาวนวล พิมพิกากะพริบตาว่าดวงตาเธอฝ้าฟางไปแล้วกระนั้นหรือ ทำไมห้องนอนของเธอมันดูแปลกไป
"เจ้านอนต่อเถอะ พี่ว่าจะไปอ่านหนังสือที่ม้าเร็วมาส่ง" เจ้าอินทรหมายถึงหนังสือราชการที่ถูกส่งมาอย่างเร่งด่วน เจ้าหลวงหนุ่มหันมามองหญิงที่ตนรักอย่างเอ็นดูเมื่อเห็นท่าทีงัวเงียของเธอ ชายแพรเพลาะที่ห่มร่างงามนั้นเลื่อนลงไปจนเห็นเนินอกรำไรที่เขารู้ดีว่าภายใต้ผ้าผืนนั้นไม่มีสิ่งใดกีดขวางอีก ชายหนุ่มตัดใจลุกขึ้นเมื่อมือเล็กของเธอรวบผ้าขึ้นมาห่มกายไว้มิดชิด
"ม้าเร็วหรือเจ้าคะ" เธอพึมพำ รู้สึกสังหรณ์ใจอย่างประหลาด
"ใช่ พี่ฟังจากสัญญาณแล้วคิดว่าน่าจะมาจากบ้านเมืองของเจ้า"
เจ้าหลวงอินทรเดินกลับมากดไหล่นวลมิให้ลุกจากที่นอน
"พี่ออกไปดูให้เอง น้องแต่งตัวเถิด"
อึดใจใหญ่ต่อมา เจ้าหลวงอินทรกลับเข้ามาในห้องบรรทมด้วยสีหน้าไม่ดีนัก ในมือของเขาถือหนังสือบอกข่าวมาด้วย
"มีอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ"
พิมพิกาเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดเธอจึงพูดคำพูดเหล่านั้นออกไป รวมถึงการผลัดผ้าและสวมเครื่องนุ่งห่มที่ไม่เคยคุ้นอีก แต่มือของเธอก็จัดการแต่งตัวให้ตนเองอย่างรวดเร็วเหมือนทำจนเคยมือ
"น้องทำใจดีๆ ไว้ ม้าเร็วมาบอกข่าวว่าท่านพ่อของน้องสิ้นแล้ว" ดวงตาคมมองเธออย่างเห็นใจ เขามองดวงหน้างดงามที่นิ่งขึงมีเพียงแววตาที่ไหววูบชั่วครู่ กิริยาที่ถูกขัดเกลามาอย่างดีตามแบบของเจ้าหญิงของอาณาจักรสำคัญนั้นย่อมต้องเก็บความรู้สึกภายในใจไว้ไม่แสดงออกมา
หญิงสาวนั่งลงบนที่นอนแววตาเหม่อลอย เจ้าหลวงอินทรตามมานั่งโอบกอดเธอไว้อย่างปลอบประโลมใจ
"พี่จะไปกับน้องด้วย น้องไม่ต้องกังวล" ชายหนุ่มรู้ดีว่าคำว่าบ้านเกิดเมืองนอนไม่ใช่สถานที่ที่อบอุ่น เธอถูกเลี้ยงดูมาจากมารดาที่เป็นมหาเทวีฝ่ายซ้าย ถูกอบรมให้เติบโตมาเพื่อเป็นเมียเอกของเขาอย่างเต็มตัว คำว่าหน้าที่มาก่อนความรู้สึกส่วนตัวเสมอ
เจ้านางจันทร์แรมและพระสวามีเดินทางมาถึงเมืองโพสพในสองวันต่อมา หนุ่มสาวถูกจับจ้องพิเศษจากชาวเมืองเพราะคำมั่นสัญญาที่โพสพและเมืองอินมีต่อกัน
"อะไรนะเจ้าคะท่านแม่" นางย้อนถามมารดาหลังจากที่ฟังคำบอกเล่าจากเจ้านางสุริยาหลังจากมาถึงบ้านเกิด
"ตามสัญญาการอภิเษกของลูกกับเจ้าหลวงอินทรว่าเราจะรวมดินแดนของสองอาณาจักรไว้ด้วยกัน หากเจ้ามีลูกเป็นรัชทายาทอันดับหนึ่งของเมืองอิน แต่พ่อเจ้ามาสิ้นในตอนที่เจ้าเพิ่งออกเรือนไปไม่นาน ทางตำหนักขวาเขาเลยยื่นเงื่อนไขว่าเพ็ญจันทร์จะต้องได้เป็นเมียอีกคนของเจ้าหลวงอินทร เขาจึงจะไม่คัดค้านการรวมแผ่นดิน"
เจ้านางสุริยาบีบมือลูกสาวอย่างปลอบใจ พระนางรู้ดีว่าเพ็ญจันทร์กับจันทร์แรมเป็นพี่น้องต่างพ่อที่ไม่เคยลงรอยกันเอาเสียเลย ลำพังการแต่งงานทางการเมืองนางก็เสียใจแทนลูกอยู่แล้ว แต่ถ้าต้องใช้สามีคนเดียวกันกับพี่สาวแล้วจันทร์แรมจะเป็นอย่างไร"
"แม่ได้แต่ขอให้เจ้าหลวงอินทรไม่ตอบรับข้อเสนอนี้ของตำหนักขวานะลูก"
คำพูดของมารดายิ่งทำให้เธอเงียบงัน การแต่งงานที่เกิดขึ้นโดยเธอเป็นหมากทางการเมืองเกิดขึ้นมาแล้วหนึ่งครั้ง มิไยเล่าที่มันจะเกิดซ้ำสองไม่ได้
“เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ แต่อะไรก็ตามที่ผิดไปจากข้อตกลงเดิม น้องคิดว่าทางเมืองอินคงไม่ตกลงด้วย” เจ้านางดารา น้องสาวร่วมมารดาเดียวกันกับจันทร์แรมเอ่ยขึ้น
“ก็อย่างที่เจ้าพูดนั่นล่ะดารา เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญคงจะต้องผ่านการหารือกับคณะที่ปรึกษาก่อน”
จันทร์แรมรู้ดีว่าแม้ว่าอินทรจะคงสถานะเป็นองค์เจ้าหลวง แต่การตัดสินใจเรื่องที่เกี่ยวกับบ้านเมืองชายหนุ่มมิอาจตัดสินใจเพียงลำพังได้
“แล้วงานอภิเษกของเจ้าล่ะดารา ท่านพ่อมาสิ้นแบบนี้จะทำอย่างไร มิต้องเลื่อนไปอีกหลายปีกระนั้นหรือ” จันทร์แรมเปลี่ยนเรื่องเสีย ไม่อยากคุยอะไรที่ทำให้ไม่สบายใจ
“ก็คงต้องเป็นแบบนั้น พี่นางข้ามีเรื่องอยากถามท่านพอดี” ดาราเปลี่ยนเรื่องคุยตามพี่สาวว่าเช่นกัน
“ข้าได้ยินพวกนางต้นห้องของมหาเทวีฝ่ายขวาพูดเรื่องพี่ชายของท่านพี่เขยน่ะ ว่าเขามีฝาแฝดด้วยเหรอ” ดาราลดเสียงลงหนึ่งระดับเมื่อพูดเรื่องที่นางแอบไปได้ยินเหล่านางในซุบซิบ
จันทร์แรมทำหน้างุนงง อินทรผู้เป็นพระสวามีเขามีพี่ชายด้วยหรือ เหตุใดนางจึงไม่เคยรู้มาก่อนยิ่งเป็นฝาแฝดยิ่งแล้วใหญ่ เพราะจากการที่นางไปอยู่ที่บ้านเมืองนั้นมาสองปี มิเคยได้ยินเรื่องนี้จากปากใครเลย
“บ้านเช่าที่หมอคิงฝากหาได้แล้วนะ เป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียวมีพื้นที่รอบบ้าน ไม่อึดอัด ตัวบ้านไม่เก่าเจ้าของดูแลดี แถมอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลด้วย” นายแพทย์ปรเมศนิวโรศัลย์ประจำโรงพยาบาล เพื่อนนายแพทย์ที่เคยเรียนร่วมรุ่นกับอัครัชในสมัยเรียนแพทย์หกปี
ปรเมศเป็นแพทย์ศัลยกรรมสมองและระบบประสาท สังกัดคณะแพทย์แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่มาตั้งแต่เรียนจบเฉพาะทาง เขาเป็นคนที่นี่โดยกำเนิดเมื่อรู้ว่าเพื่อนเก่าจะย้ายมาประจำที่โรงพยาบาลเดียวกันจึงอาสาหาที่พักให้
“ขอบคุณมากหมอเมศ เดี๋ยวอีกสักครึ่งชั่วโมงผมน่าจะไปถึงโรงพยาบาล ถ้าวันนี้ผมจะไปดูบ้านเลยได้ไหม”
“ได้ๆ ผมจะบอกเจ้าของบ้านให้ เจ้าของเป็นเพื่อนน้องสาวผมเอง คุยง่ายเดี๋ยวผมส่งเบอร์โทรเจ้าของ คุณโทรคุยกับเขาเรื่องสถานที่นัดเจอกันเองแล้วกัน”
อัครัชในตอนนั้นเขาจอดรถในปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ แวะเติมน้ำมันแล้วตั้งใจจะลงไปทำธุระส่วนตัวและหาเครื่องดื่มสักแก้วก็พอดีกับที่ปรเมศโทรมา หลังจากที่วางสายไปนายแพทย์หนุ่มวัยสามสิบห้าก็ได้รับลิงค์บัญชีไลน์แอคเคาท์หนึ่งที่ปรเมศส่งให้ และบอกว่าเขาสามารถแอดไลน์ดังกล่าวไปคุยกับเจ้าของบ้านเช่าได้เลย เขาปิดหน้าจอโทรศัพท์ก้าวลงจากรถยนต์หรูแบรนด์หนึ่งจากยุโรป ล็อกรถแล้วลงไปทำธุระส่วนตัวก่อน
“อุ๊ย” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งอุทาน อัครัชเงยหน้ามองทันเห็นว่าเธอถูกเบียดจากคนด้านหลังและก้าวขึ้นแซงไปโดยที่ไม่ได้ดูว่าจะทำให้ใครล้มหรือไม่ โดยที่ไม่ได้คิดอะไรเขาก้าวยาวๆ ไปประคองหญิงสาวคนนั้นทันที
“เป็นยังไงบ้างครับคุณ” อัครัชคว้าแขนเธอไว้ทันก่อนที่หญิงสาวจะล้มลงไปวัดพื้น เมื่อเห็นว่าเธอทรงตัวได้แล้วจึงปล่อยแขนอย่างสุภาพ
“ขอบคุณมากค่ะ แย่จังคนอะไรเนี่ย” พิมพิกาอดโมโหไม่ได้ หญิงสาวมองตามหลังคนที่ไม่มีมารยาทคนนั้นก่อนจะหันมามองคนที่ช่วยเธอไว้ ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นเขาชัดๆ
“เอ่อ ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ดิฉันขอตัว”
ในจังหวะที่เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา อัครัชเองก็ชะงักไปเช่นกันเหมือนว่ามีอะไรบางอย่างวาบขึ้นในใจ แต่หาคำตอบไม่ได้ว่ามันคืออะไร กว่าจะรู้อีกทีหญิงสาวก็ไปไกลแล้ว ชายหนุ่มส่ายศีรษะไปมาพยายามไม่ใส่ใจอะไร
‘สงสัยจะนอนน้อยรึเปล่าเรา คงต้องหากาแฟสักแก้วเผื่อจะดีขึ้น’ คุณหมอหนุ่มบอกตัวเองก่อนจะเดินไปอีกทางกับที่เธอคนนั้นเดินหายไป