ต่อจากนั้นไม่นานรถยนต์สีดำของอัครัชเคลื่อนตัวออกไปจนพ้นประตูโรงพยาบาล โดยที่ไม่คนทั้งสองในรถไม่รู้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งที่มองตามไปจนลับตา
“วันนี้หมอเลิกงานเย็นเหรอคะ”
พิมพิกาอึดอัดจนต้องเป็นฝ่ายชวนเจ้าของรถคุย เท่าที่เธอรู้มามารดาเคยเล่าให้ฟังว่าลูกบ้านคนนี้กลับบ้านราวๆ หกโมงเย็นทุกวันไม่ขาดไม่เกิน จนคุณนภดาราให้แม่ครัวที่บ้านจัดอาหารมื้อเย็นไปส่งให้เขาทุกวันทำงานจันทร์ถึงศุกร์ โดยที่แพทย์หนุ่มเคยเสนอการจ่ายค่าอาหารเป็นรายเดือนแต่นางไม่ยอมรับ
“ครับ พอดีวันนี้มีเคสผ่าตัดฉุกเฉินเลยเลิกเย็น แต่ผมโทรไปบอกคุณแม่พิมแล้ววันนี้กลับเย็นคงจะหาอะไรทานจากข้างนอกเลย”
“อ้าว... งั้นพิมก็ทำให้หมอเสียเวลาสิคะ ตอนนี้ก็ค่ำแล้วด้วย” พิมพิกาอุทาน
“ก็นิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรหรอกเห็นท่าทางคุณทำไรไม่ถูกเลยอยู่เป็นเพื่อน”
“ก็...” เธอทำอะไรไม่ถูกเพราะเขาไม่ยอมไปสักทีมากกว่าไหม หญิงสาวคิดแต่สิ่งที่พูดได้คือ “ขอบคุณค่ะ”
“ไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ผมหิวพิมแนะนำร้านอาหารง่ายๆ เร็วๆ ไม่ไกลให้ผมได้หรือเปล่า”
พิมพิกามองไปรอบๆ ตอนนี้ในตัวเมืองเชียงใหม่รถยังติดอยู่มาก เธอจะหาร้านไหนเร็วๆ ให้เขาได้ล่ะ
“ง่ายๆ เร็วๆ ไม่ไกลเหรอคะ” เธอทวนคำช้าๆ ก่อนจะขมวดคิ้วเมื่ออยู่ๆ เขาก็เลี้ยวรถเข้าไปที่หน้าร้านอาหารหรูหราแห่งหนึ่ง
“ไปกันครับ ผมหิวแล้ว” ชายหนุ่มดับเครื่อง ชวนเธอลงหน้าตาเฉย
“เดี๋ยวนะคะคุณหมอ ไหนบอกว่าอยากได้ร้านง่ายๆ เร็วๆ ไงคะ” ร้านอาหารแนว Fine dining มันห่างไกลกับสิ่งที่เขาบอกแบบล้านปีแสง ไม่ง่ายและไม่เร็วอะไรเลย ที่สำคัญที่สุดคือร้านแนวนี้เท่าที่เธอรู้มาต้องจองคิวล่วงหน้านานมาก
“ที่นี่ล่ะเร็วสุดแล้ว เจ้าของร้านนี้เป็นรุ่นพี่ผมเอง”
เธอเดินตามเขาไปอย่างงงนิดหน่อยแต่สงสัยมากๆ ทั้งคู่เดินผ่านประตูเข้าไปโดยที่มีพนักงานต้อนรับเปิดประตูให้และโค้งตัวจนเกือบติดพื้น อัครัชเบี่ยงตัวไปยืนซ้อนหลังเธอนิดหน่อยเพื่อให้รู้มาว่าด้วยกัน เขาสอบถามพนักงาน
“ผมจองโต๊ะไว้กับเชฟทักษ์ครับ”
“คุณหมออัครัชใช่ไหมคะ เชฟแจ้งไว้ว่าคุณหมอจองไว้สองที่เชิญทางนี้เลยค่ะ” พนักงานสาวในชุดพื้นเมืองล้านนาออกมาต้อนรับ เธอสวมผ้าซิ่น มีผ้ารัดอกสีสดและผ้าคลุมไหล่ ผมเกล้ามวยสูงแบบล้านนาทัดดอกปีบสดดูบอบบางน่าทะนุถนอม
“คุณหมอกับคุณผู้หญิงรับเครื่องดื่มอะไรดีคะ” พนักงานถามขณะที่พิมพิกาทรุดตัวลงนั่งบนเบาะหนา โต๊ะรับประทานอาหารเป็นโต๊ะตัวเตี้ยวางบนพื้นที่ถูกยกสูงมาสามขั้นบันได ลักษณะเป็นห้องส่วนตัวคือมีเพียงโต๊ะเดียว
ที่นี่แม้จะอยู่ใกล้บ้านแต่หญิงสาวยังไม่เคยมีโอกาสเข้ามา ความที่ต้องจองคิวล่วงหน้า ทำให้คนที่มีธุระปะปังในแต่ละวันค่อนข้างมากแบบเธอไม่มีเวลามา หญิงสาวมองไปรอบๆ ห้องที่ถูกตกแต่งอย่างดี มีกลิ่นหอมของน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นดอกไม้ไทยให้รู้สึกสดชื่น
“ขอเป็นชาดำอัสสัมก็ได้ค่ะ”
อัครัชพยักหน้าแล้วบอกพนักงาน “ผมขอเหมือนกันครับ”
คืนนั้นพิมพิกากลับถึงบ้านเกือบสี่ทุ่ม อัครัชจะวนรถมาส่งที่หน้าบ้านแต่หญิงสาวบอกว่าไม่ต้อง เธอเลือกเดินผ่านรั้วเล็กๆ ที่เพิ่งทำไม่นานเข้าบ้านเอง ขณะนั้นนภดารายังไม่นอนนางดูละครที่ห้องนั่งเล่นกับเหล่าสาวๆ ลูกจ้างในบ้าน
“แม่ยังไม่นอนเหรอคะ ทุกทีพิมไม่เห็นแม่ดูละคร”
“เรื่องนี้แม่อยากดูลูก นานๆ ทีจะมีละครพีเรียดล้านนาให้ดู” นภดาราตอบ นางละสายตาจากจอโทรทัศน์หันมามองบุตรสาวที่เดินมานั่งข้างๆ
“เป็นไงบ้างลูก ไปเดตมาเหรอ”
พิมพิกากะพริบตาก่อนจะรีบปฏิเสธ “ไม่ใช่ค่ะแม่ แม่เอามาจากไหนดงเดต พิมแค่รถเสียเลยกลับช้า”
“รถเสียตอนหกโมงครึ่ง ประกันมาตอนเกือบทุ่มแต่ถึงบ้านสี่ทุ่มบ้านก็อยู่ห่างกับโรงพยาบาลแค่นั้นเองนะ ไม่ต้องเขินหรอกแม่ไม่ได้ว่าอะไร” มารดาหัวเราะขณะที่บุตรสาวหน้าแดงก่ำ ส่วนบรรดาสาวๆ คนอื่นก้มหน้าทำเป็นไม่ได้ยิน
“ไม่ใช่เดตจริงๆ ค่ะแม่” เธอยังปฏิเสธ “หมอคิงเขาแค่ช่วยอยู่เป็นเพื่อนตอนรอประกันมาค่ะ แล้วก็หิวเลยแวะกินข้าวกันแค่นั้นเองพิมกับเขาเพิ่งรู้จักกัน จะไปเดตอะไรกันได้ยังไงคะ” ท้ายประโยคเธอพูดอุบอิบ
“ก็ไม่เห็นเป็นไร มีโอกาสศึกษาดูใจก็ไม่ได้เสียหาย แม่อยากให้หนูได้ลองคบใครสักคนบ้าง หนูไม่เคยมีแฟนจนแม่กับพ่อเริ่มกังวลแล้วนะรู้ไหม” คนเป็นแม่พูดตรงๆ จนลูกสาวหน้าเหวอ นี่มารดาไม่คิดจะหวงลูกสาวหน่อยเลยหรือ
“แม่ไม่คิดจะหวงลูกหน่อยเลยเหรอคะ”
ในตอนนั้นละครจบแล้ว บรรดาสาวๆ คนอื่นต่างถอยออกจากห้อง นภดาราเองก็ลุกขึ้นดึงมือพิมพิกาให้ลุกตาม
“หนูเคยได้ยินไหมคำว่าอกหักดีกว่ารักไม่เป็น การอยู่เป็นโสดมันก็อาจจะมีความสุขดี แต่ถ้าเราเคยมีความรักเข้ามาบ้างในช่วงชีวิตหนึ่งหนูอาจจะได้เข้าใจโลกมากขึ้น”
“แม่กลัวพิมขึ้นคานเหรอคะ” พิมพิกาเอียงคอถามมารดาขณะเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน
“เปล่าเลยลูก ต่อให้ลูกสาวแม่เป็นสาวโสดไม่ได้แต่งงานไปทั้งชาติ ทรัพย์สมบัติที่พ่อแม่มีก็ไม่ได้ทำให้ลูกลำบากอะไร ลูกจะเป็นยังไงก็ได้แม่แค่อยากให้พิมมีความสุขก็พอ”
นางมองหน้าลูกสาวคนเล็กที่จะเรียกว่าลูกหลงก็ไม่ผิด พิมพิกาอายุห่างกับนภธีป์ลูกชายคนโตถึงสิบสองปีเต็ม ดังนั้นคนทั้งบ้านจึงเอาอกเอาใจพิมพิกามาตั้งแต่เล็กจนโต จนนางเกรงว่าลูกสาวจะอยู่กับใครไม่ได้
“พิมจะมีชีวิตอย่างมีความสุขค่ะแม่ กู๊ดไนท์นะคะ” หญิงสาวส่งมารดาที่หน้าห้องของท่าน ชะโงกหน้าไปหอมแก้มท่านซ้ายขวาแบบที่เคยทำ รอจนท่านเข้าห้องปิดประตูเรียบร้อยจึงเดินไปยังห้องส่วนตัวที่อยู่ริมด้านในสุดของชั้นสอง
พิมพิกาเปิดประตูห้องนอน เธอขมวดคิ้วเมื่อเห็นหน้าต่างเปิดแง้มออกจึงเดินตรงไปตั้งใจจะปิดหากแต่ต้องชะงักเมื่อมองตรงไปเป็นบ้านหลังเล็กที่อัครัชเช่าอยู่ ห้องนอนที่ชั้นสองของบ้านหลังนั้นเปิดไฟสว่างจนมองเห็นภายใน เธอจึงเพิ่งรู้ว่าห้องนอนของนายแพทย์หนุ่มอยู่ตรงกับห้องของเธอ
ระยะที่ห่างกันเพียงสิบกว่าเมตรทำให้อัครัชที่ออกจากห้องน้ำชะงักมือที่กำลังเช็ดผมเพราะมองเห็นเธอเข้าเสียก่อน พิมพิกามองตอบและสะดุ้งเมื่อมีบางสิ่งปลิวมากระทบหน้าจนต้องเงยหน้ามองใช้มือจับไว้ตามสัญชาตญาณ
“ดอกจำปา”
หญิงสาวขนลุกขึ้นมาเฉยๆ เธอปาดอกจำปานั้นทิ้งให้ร่วงลงสู่พื้นดินและปิดหน้าต่างแน่นหนาตามด้วยดึงผ้าม่านปิดทั้งสองชั้น
อัครัชมองหน้าต่างที่ถูกปิดลงอย่างกะทันหันเมื่อเธอเห็นหน้าเขา เขาเองก็เพิ่งรู้ว่าห้องที่ตรงกันนั้นเป็นของพิมพิกา ชายหนุ่มนิ่วหน้าเมื่อนึกถึงกิริยาของเธอเมื่อครู่
‘จะยิ้มให้กันสักนิดก็ไม่ได้ แม่หญิงหวงยิ้มเสียจริง’ เขาคิดในใจแต่ก็ไม่คิดอะไรต่อ ไปแต่งตัวตั้งใจว่าจะอ่านงานวิจัยต่อสักครู่แล้วค่อยเข้านอน