ทิพย์ธาราทานอาหารกลางวันร่วมกับอิงควัตและคิรินทร์ ดูเหมือนว่าสองหนุ่มจะเป็นฝ่ายผูกขาดการสนทนากันแค่สองคน โดยที่หญิงสาวเป็นผู้ฟังเงียบๆ
“คุณอิงมาเที่ยวโฮมสเตย์ของทิพย์เหรอครับ” คิรินทร์ชวนคุย
“ครับ อยากมาเปลี่ยนบรรยากาศ แต่วันนี้เจ้าของสถานที่เขาไม่ว่างเข้าไปที่นั่นผมเลยมาที่นี่ก่อน” อิงควัตตอบ คู่สนทนามองเขาอย่างยิ้มๆ แต่ไม่ว่าอะไร
“ดีครับ แถบนั้นเป็นชุมชนวัฒนธรรม มีการสาธิตทำเรือหัวโพง ทำผ้าบาติก มีสินค้าโอทอปอีกหลายอย่าง” คิรินทร์พูดความจริงแล้วเขาคิดว่าอิงควัตก็คงไม่ได้สนใจเรื่องวัฒนธรรมพวกนั้นหรอก แต่เขาจะสนใจอะไรคงต้องดูกันอีกที
“น่าสนใจครับ เห็นว่ามีเรือคายัคล่องคลองน้ำจืดด้วย” แขกพิเศษกล่าวเสริม
“มีครับไม่ไกลกันมากจากจุดนั้นไปเกาะกลาง น้ำใสมากพายเรือทางไกลหน่อยประมาณหนึ่งกิโล พายไปกลับสองกิโลได้เหงื่อกำลังดี” คิรินทร์พูดเขาถามต่อว่า
“ตกลงทางฉัตรอรุณจะลงมาทำธุรกิจทางนี้แน่นอนแล้วใช่ไหมครับ” คิรินทร์ถาม
“ครับ น่าจะแบบนั้นถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” อิงควัตพูด เขาชำเลืองมองทิพย์ธาราแต่เธอไม่ได้มองมาทางเขาและคิรินทร์
เมื่อทานอิ่มแล้ว คิรินทร์และอิงควัตยังไม่มีทีท่าจะเลิกคุยกัน หญิงสาวจึงขอตัวไปหาแพรพิไล
“ผมได้ยินว่าคุณชวนออกับพิณมาเที่ยวที่นี่” อิงควัตเริ่ม
“ครับ แค่อยากให้คุณพิณคลายเครียด” คิรินทร์พูดตามตรง อิงควัตเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เขามองนายหัวหนุ่มและยิงคำถามแบบตรงๆ
“คุณคิดอะไรกับน้องสาวผมกันแน่”
“ผมชอบคุณพิณมานานแล้ว ถ้าเธอยังไม่มีใครก็อยากจะขอทำความรู้จักเรียนรู้กัน ก็แล้วแต่เธอด้วยว่าจะให้โอกาสผมแค่ไหน”
คิรินทร์พูดตรงยิ่งกว่าตรง จนอิงควัตสงสัยว่าเขาเคยอ้อมค้อมอะไรบ้างไหม แต่นั่นก็ทำให้เขาค่อนข้างพอใจ
“น้องสาวผมเพิ่งผิดหวังมา ผมไม่อยากให้พิณต้องเจอความสัมพันธ์ที่ไม่มีเป้าหมายถึงอนาคต” อิงควัตติง ในฐานะพี่ชายฝ่ายหญิงจะให้เห็นดีเห็นงามทุกสิ่งคงไม่ใช่
“ผมมีเป้าหมายชัดเจนครับ ไม่ชอบคบใครไปวันๆ เหมือนกัน” คิรินทร์แสดงเจตนารมณ์ชัดเจน
“แล้วทิพย์ธารา คุณสนิทสนมกับเธอพอสมควรนะเท่าที่ผมเห็น” อิงควัตถามในสิ่งที่เขามองเห็น
“ทิพย์กับผมรู้จักกันมานานแล้วครับ ครอบครัวเรารู้จักกันตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ผมเองก็เคยคบกับน้องสาวทิพย์พักนึงแถมตอนนี้เพื่อนทิพย์ก็ยังมาแต่งงานกับเพื่อนผม ไม่สนิทคงไม่ไหว” คิรินทร์เล่า
“ผมอยากรู้เรื่องของทิพย์ธารา” คิรินทร์ยิ้มเมื่อเขารู้คำตอบแล้วว่าอิงควัตสนใจอะไรที่นี่ ชายหนุ่มเริ่มเล่าเรื่องของหญิงสาวที่เขารู้และปัญหาของเธอให้แขกพิเศษทราบ
ทั้งสองคุยกันอยู่นาน ก่อนที่หญิงสาวต้นเรื่องจะออกมาถามว่าอิงควัตจะไปต่อรึยัง
“ไปกันได้เลย” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน เขาหันไปคุยคิรินทร์เมื่อเธอเดินนำไปแล้ว
“ปัญหาของทิพย์ธาราผมจะจัดการเอง ส่วนเรื่องของพิณกับคุณผมจะคอยมองอยู่ห่างๆ แล้วกัน”
เมื่อกลับมาถึงตัวเมืองกระบี่แล้ว ทิพย์ธารามาส่งชายหนุ่มที่ภูริดาแล้วเธอจึงแยกไปคุยกับทนาย
“นี่ค่ะคุณอา” เธอส่งเอกสารที่ได้มาให้ทนาย และคุยกันเรื่องงานต่อ
“หนูทิพย์รู้เรื่องตัวเลขหนี้สินของภูริดาแน่นอนแล้วใช่ไหมครับ” ประจักษ์ถาม เขาเห็นใจเธออยู่มากหุ้นในส่วนของธเนศขายไปแล้วหักหนี้สินออกจะเหลือถึงครึ่งรึเปล่าเขายังไม่แน่ใจ
“ค่ะ คุณอา” ทิพย์ธาราพยักหน้า มันไม่ใช่แค่หนี้สินในส่วนของภูริดารีสอร์ท หากแต่มารดาของเธอยังเอาที่ดินที่ทำโฮมสเตย์และบ้านในตัวเมืองไปจำนองเพื่อเอาเงินให้บิดาอีกต่างหาก
หุ้นของภูริดาถึงขายได้มา หักหนี้แล้วเธออาจจะเหลือเงินสดสักห้าล้าน หลังเอามาไถ่บ้านและที่ดินสองที่ที่ใกล้หลุดจำนองเต็มทีเธอก็แทบจะไม่เหลืออะไรเลย ยิ่งที่ดินที่ทำโฮมสเตย์มารดาของเธอจำนองกับเสี่ยอำพล ดอกเบี้ยที่สูงลิ่วบวกเงินต้นแล้วเธอแทบจะหมดใจ
“ทางเสี่ยอำพลเขาเร่งรัดมาครับ เรื่องที่ดินที่เกาะกลาง” ประจักษ์รายงาน เขาเห็นใจผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้มากเธอรับภาระเกินตัว แถมทั้งบิดาและมารดาสร้างเรื่องให้แก้ไขไม่หยุด ถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม
นอกจากเรื่องบ้านที่มารดาเธอเอาไปจำนองแล้ว ยังมีเด็กอีกสี่คนที่รับอุปการะเป็นบุตรบุญธรรม และเด็กทั้งสี่คนตอนนี้ก็ต้องอยู่ในความดูแลของทิพย์ดาราอย่างช่วยไม่ได้ ยังดีที่ว่าทั้งสี่คนเป็นเด็กดี พยายามช่วยงาน ตั้งใจเรียนไม่ให้พี่สาวหนักใจมากไปกว่าที่เป็นอยู่
“ค่ะ เขาว่ายังไงคะอา”
“เสี่ยเขาขอให้คืนต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดครับ ไม่งั้นเขาจะยึดที่ตรงนั้น” ทิพย์ธาราฟังอย่างปวดใจ ถ้าจ่ายทั้งหมดเธอขาดสภาพคล่องแน่
“อาว่าทิพย์ควรทำยังไงคะ” หญิงสาวถามอย่างหมดแรง
“ถ้าถามอา หนูควรไถ่ที่และบ้านคืนมาทั้งสองที่แล้วเอาเข้าแบงค์น่าจะดีกว่า” ทนายแนะนำ อย่างน้อยแบงค์ทั่วไปยังไม่คิดดอกโหดร้ายเท่านายทุน
“เศรษฐกิจแบบนี้แบงค์จะปล่อยสินเชื่อเหรอคะ แล้วผลประกอบการของโฮมสเตย์มันก็ระดับกลางๆ แค่พอเลี้ยงตัวเองได้” หญิงสาวกลัดกลุ้ม หรือว่าเธอควรจะปล่อยที่ใดที่หนึ่งไปแต่เมื่อคิดเช่นนั้นเธอก็ทำใจไม่ได้