หลังจากอวิกาออกไปกับไอยเรศ คิมหันต์หันกลับมามองภายในห้องนั่งเล่นที่มีเสียงเด็กที่เขาเดินตามเสียงมาเมื่อครู่ ชายหนุ่มยืนที่กรอบประตูมองเด็กหญิงอุษมานิ่งนาน จนบิดามารดารู้สึกถึงการมาของเขา
“คิม เข้ามาสิลูกมาดูน้องเอื้อ” คุณมัญชุตาเรียกบุตรชาย
คิมหันต์มองเด็กหญิงตัวจ้อยที่กำลังมองเขาตาแป๋ว ราวกับเธอเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เขามือสั่นใจสั่นโดยไม่รู้ตัว มือใหญ่ที่กำลังจะยกขึ้นแตะตัวลูกสาวลดลง เมื่อคิดถึงสิ่งที่ตัวเองเคยทำไว้
“ไม่อยากอุ้มลูกเหรอคิม น้องเอื้อน่ารักนะลูก” มารดาถาม
“น้องเอื้อน่ารักมากครับ แต่ผมคงไม่ดีพอจะ..” เขาพูดค้างในลำคอ
“ถ้ารู้ว่าที่เคยทำมันผิดก็หาทางแก้ไข พ่อรู้ว่าคิมไม่ได้แย่ถึงขนาดไม่มีจิตสำนึก ถึงมันจะมาช้าสักหน่อยแต่ก็ดีกว่าที่จะคิดไม่ได้เลย” บิดาพูดถึงเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ปกติท่านไม่เคยก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของลูกๆ เลยยิ่งทำให้เขารู้สึกผิด
คิมหันต์ก้าวเข้ามานั่งบนพื้นพรม มองดูเด็กหญิงที่กำลังยืดตัวมาหาเขา
“น้องเอื้อ” เขาจับมือเล็กๆ นั่นไว้ ครั้งแรกที่ได้สัมผัสตัวสาวน้อย ชายหนุ่มรู้สึกว่ามือนั้นนุ่มนิ่มมาก นึกขอบคุณอวิกาที่เธอไม่ทำตามที่เขาบอก มิหนำซ้ำยังดูแลลูกดีเหลือเกิน
เด็กหญิงมองหน้าเขา เธอยื่นมือเปะปะพยายามจะจับหน้าชายหนุ่ม เขาจึงรับตัวลูกสาวขึ้นอุ้ม
“จะจับหน้าพ่อเหรอคะ” สาวน้อยหัวเราะเอิ้กอ้ากชอบใจ คุณมัญชุตามองภาพนั้นแล้วน้ำตาซึม การที่ท่านพยายามดูแลอวิกาและน้องเอื้อให้ดีที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา นอกจากเพราะความรักที่มีต่อสองแม่ลูก อีกเหตุผลหนึ่งก็เพื่อคิมหันต์ด้วย อย่างน้อยในวันที่คิมหันต์คิดได้ จะได้ยังพอมีทางให้เขาได้เดินในฐานะ “พ่อ”
“อ้อมต้องไปเป็นเพื่อนเจ้าสาว เลยฝากยายเอื้อไว้คืนนี้จ้ะ” ท่านบอกบุตรชาย
“ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวผมช่วยดูแลลูกเองก็ได้” คิมหันต์ตอบโดยไม่คิดอะไร ภาพที่เขาอุ้มลูกสาวตัวน้อยอยู่ในสายตาของวสนต์ที่เดินผ่านมาพอดี เขายกมือถือขึ้นถ่ายภาพนั้นไว้พอดี คิมหันต์ได้ยินเสียงกดถ่ายรูปจึงหันมาถาม
“นายจะถ่ายไปทำไม” น้องชายทำสีหน้ายียวนเมื่อได้ยินคำถาม
“ก็ต้องถ่ายไปรายงานแม่เขาไง อ้อมเขาอุตส่าห์ไปอยู่เป็นเพื่อนเจ้าสาวให้ลดา ผมรับปากเขาไว้ว่าจะช่วยดูแลน้องเอื้อให้เอง”
แววตาของคิมหันต์อ่อนแสงลง “ขอบใจนะที่นายช่วยดูแลน้องเอื้อมาตลอด คืนนี้พี่เลี้ยงลูกเองก็ได้ นายไปเตรียมตัวเป็นเจ้าบ่าวเถอะ”
“ผมหล่ออยู่แล้วคงไม่ต้องเตรียมตัวอะไร เตรียมซองอย่างเดียว” วสนต์หัวเราะ เมื่อนึกถึงคำพูดของพีรยาเมื่อครู่
“หมอสนเตรียมซองหนักๆ เลยค่ะ มดเตรียมเข็มขัดทองมากั้นประตูเจ็ดเส้นแน่ะ”
“อ้อมฝากบอกคุณแม่ว่า ตอนเช้าพี่ช้างจะมารับน้องเอื้อนะครับไปแต่งตัว อ้อมคงแต่งตัวที่บ้านลดาเลย” วสนต์บอกมารดาตามที่อวิกาฝากมา
คิมหันต์ขมวดคิ้ว “พี่ช้าง” เขานึกถึงชายหนุ่มหน้าตาดีที่เขาพบมาสองครั้งแล้วในวันนี้ คงจะสามีใหม่ของอวิกา
“พี่พาลูกไปส่งเองก็ได้ หรือไม่งั้นให้น้องเอื้อไปพร้อมขบวนของเจ้าบ่าวพรุ่งนี้เลยก็ได้มั้ง ยังไงพี่ก็ต้องไปด้วยอยู่แล้ว”
วสนต์ลอบยิ้มในหน้า “ให้พี่ช้างมารับไปน่ะดีแล้วครับ เผื่อน้องเอื้อจะได้แต่งตัวสวยๆ มากั้นประตูเงินประตูทองให้อาสน พี่คิมไม่ต้องห่วงลูกหรอก พี่ช้างเขาเป็นพ่อให้น้องเอื้อตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลกแล้ว”
#####################
อวิกามองภาพที่วสนต์ส่งมาให้ มันเป็นรูปที่คิมหันต์อุ้มน้องเอื้อ และเด็กน้อยเอามือจับที่ใบหน้าของบิดา เธอนิ่งไปเมื่อเห็นภาพนี้ จนพีรยาที่นั่งใกล้กันถามขึ้น
“มีอะไรเหรออ้อม”
หญิงสาวจึงส่งโทรศัพท์ให้เพื่อนดู พีรยารับไปดูแล้วก็เงียบ ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“ก็ยังรู้จักดูลูกนะ นึกว่าจะไม่มีความเป็นคนเหลืออยู่”
“ภาพเดียวบอกอะไรไม่ได้หรอกมด แต่อย่างน้อยถ้ามองว่าน้องเอื้อมีคนเอ็นดูเพิ่มขึ้นสักคน ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร ก็คงไม่มีอะไรเสียหาย” อวิกาพูดอย่างวางใจเป็นกลางที่สุด
“นอนเถอะ พรุ่งนี้ต้องตื่นตั้งแต่ตีสาม” พีรยาชวนเมื่อบรรยากาศเริ่มเครียด คืนนี้พวกเธอจะนอนค้างที่บ้านเจ้าสาว ส่วนไอยเรศไปคุยกับนาวิน และคงค้างที่คอนโดของนาวินเลย ก่อนจะไปรับน้องเอื้อตอนเช้า
#########################
เช้ามืดวันนั้น ที่บ้านเจ้าสาวมีแต่ความวุ่นวาย ลดาวัลย์ตื่นตั้งแต่ตีสาม เพื่อมาอาบน้ำแต่งตัวรอช่างแต่งหน้าและทำผม เจ้าสาวสวมชุดไทยบรมพิมานสีกลีบบัว ห่มสไบทอง ผ้านุ่งผ้าไหมลำพูนทอยกใหญ่ทอพิเศษยกดิ้นทอง “ลายดอกพิกุลโบราณ” ซึ่งเป็นผ้าผืนพิเศษที่ไอยเรศสั่งทอเพื่อให้เป็นของขวัญวันแต่งงานของเพื่อนสนิทภรรยา และช่างก็ตัดออกมาได้สวยงามสมกับผ้าจริงๆ
ส่วนเพื่อนเจ้าสาวสองคนแต่งกายด้วยชุดไทยบรมพิมานสีเดียวกันแต่เฉดอ่อนกว่าและไม่ห่มสไบ แต่งหน้าทำผมโดยทีมช่างที่จ้างเหมามาทั้งวัน
เพื่อนเจ้าบ่าวคือไอยเรศและ นพ.ศศินเพื่อนสนิทของเจ้าบ่าว ซึ่งไอยเรศไปรับน้องเอื้อและมาแต่งตัวที่บ้านเจ้าสาวเช่นกัน ส่วนศศินเพื่อนสนิทของวสนต์แต่งตัวที่บ้านเจ้าบ่าว และจะร่วมเดินทางมาในขบวนเจ้าบ่าวพร้อมกัน
เก้านาฬิกาขบวนเจ้าบ่าวมาพร้อมกันที่ปากทางเข้าบ้านเจ้าสาว เป็นระยะทางประมาณห้าสิบเมตรเพราะวสนต์ไม่อยากให้บิดามารดาเดินไกล ขบวนถูกจัดตามแบบโบราณ เจ้าบ่าวถือพานดอกไม้ธูปเทียน ตามด้วยเฒ่าแก่ผู้ใหญ่ตัวแทนฝ่ายเจ้าบ่าว คู่ต้นกล้วย ต้นอ้อย, ขันหมากเอก บิดามารดาถือ คู่พานขันหมากพลู, คู่พานขันหมากสินสอด คิมหันต์เป็นผู้ถือ, พานแหวนหมั้น พานธูปเทียน, ขันหมากโท, พานไก่ต้มพานหมูนอนตอง, คู่พานวุ้นเส้น, คู่พาน กล้วยน้ำว้า ส้ม, คู่พานขนมเสน่ห์จันทร์, คู่พานทองหยิบทองหยอดฝอยทอง และขบวนรำ
เมื่อมาถึงหน้าบ้านเจ้าสาว จะเปลี่ยนลำดับเป็นเฒ่าแก่นำหน้าเจ้าบ่าว และทางฝ่ายเจ้าสาวจะมี พานเชิญขันหมาก 1 พานโดยจะให้เด็กผู้หญิง ฝ่ายเจ้าสาวถือต้อนรับขันหมาก นำขันหมากเจ้าบ่าว
จากนั้นจึงเป็นการผ่านประตูเงินประตูทอง อันได้แก่การกั้นประตูจะต้องทำโดยเพื่อนสนิทญาติพี่น้องหรือคนในครอบครัวเจ้าสาว ส่วนใหญ่มักทำกัน 3 ครั้ง ครั้งแรกใช้ผ้ากางกั้นไว้เรียกว่าประตูชัย ประตูที่สองใช้ผืนแพรเรียกว่า ประตูเงิน สุดท้ายกั้นด้วยสายสร้อยทองเรียกว่า ประตูทอง
ซึ่งงานของวสนต์พิเศษตรงที่ประตูทองมีถึง 7 ชั้นตามที่พีรยาบอกไว้จริง โดยที่ชั้นสุดท้ายผู้ถือเข็มขัดทองแท้คือพีรยาและอวิกาซึ่งอุ้มน้องเอื้อให้คอยจับประตูช่วงที่อาหนุ่มมาถึงนั่นเอง