นายหน้า

1277 คำ
ญาณินลุกออกไปพอดีกับที่สกนธีเข้ามาในร้านพอดี ชายหนุ่มแวะคุยกับสมิติที่กำลังคุยกับแขกอีกโต๊ะ มิลินจะตรงไปหาชายหนุ่มที่มาใหม่แต่ถูกดึงไว้อย่างแรง “ฉันนัดมันมาคุยเรื่องงานกับลูกค้า ถ้าเธอยังไม่หยุดสร้างปัญหาเธอโดนแน่” เสียงชานนท์เข้มอย่างเอาจริงจนมิลินชะงัก หญิงสาวเม้มปากมองดูชานนท์ที่ลุกไปหากลุ่มเพื่อนแล้วจึงสะบัดหน้าเดินออกจากร้านไป ‘เอาไว้วันหลังก็ได้ เชอะ’ หญิงสาวเดินออกจากร้านเมื่อเห็นว่าชานนท์เอาจริงกว่าที่คิด “วันนี้มึงดูดีขึ้นนี่หว่าไอ้เก่ง” ชานนท์เดินมาทักเพื่อนและหุ้นส่วนที่โต๊ะของสมิติ หลังจากที่เห็นว่ามิลินกลับออกไปแล้ว “เออ ฝากบอกญาติมึงนะว่าอย่าเข้าใกล้กูอีกในระยะหนึ่งเมตร ไม่งั้นอย่าหาว่ากูไม่เตือน” สกนธีพูดถึงมิลินอย่างรังเกียจ เขาจำได้ดีว่าในคืนก่อนที่เขาจะมีปัญหากับภรรยา เขาพบเธอที่นี่จากที่ชานนท์เคยแนะนำมาแล้วหนึ่งครั้ง เธอพยายามมาตีสนิทและนัวเนียเขาเกินจำเป็นจนชายหนุ่มลุกหนี และไม่รู้ว่าบนเสื้อของตัวเองมีรอยลิปสติกตั้งแต่ตอนไหน คืนนั้นเขาแยกย้ายกับชานนท์ตอนสามทุ่ม และไปต่อกับอัศราเรื่องหาสถาปนิกมาทำงานเพิ่มตามเนื้องานที่มากขึ้น นอกจากเป็นหุ้นส่วนกับชานนท์แล้วเขายังมีงานตัวเองที่รับช่วงทำต่อจากอัศราญาติผู้น้องของสมิติด้วย และส่วนมากจะใช้เวลาตอนค่ำๆ หลังเลิกงานประจำมาปรึกษาหารือกัน สกนธีนึกอะไรได้บางอย่าง หรือว่าเรื่องที่ดินที่พุฒิเมธเอามาเสนอขายให้อิสริยาจะมาจากมิลิน “เออ อยู่ๆ มีคนเอาที่ของเมียกูมาเสนอขายให้เมียกู กะฟันค่านายหน้าเป็นสิบๆ ล้าน ญาติมึงเกี่ยวด้วยไหมวะ” ต่อมาเสี่ยกวงให้อังกูรเรียกสกนธีมาพบ ชายหนุ่มมาพบบิดาของอิสริยาโดยไม่อิดออด “สวัสดีครับป๊า” ชายหนุ่มยกมือไหว้อากงของลูกสาวตามแบบที่เขาทำทุกครั้ง “หวัดดีอาเก่ง ลื้อนั่งก่อนสิ” ชายวัยกลางคนชี้มือไปทางเก้าอี้อีกตัวที่ว่างอยู่ “อยู่กินข้าวด้วยกันไหมวันนี้ ลื้อไม่ได้มากินข้าวบ้านนี้เป็นปีละนะ” เสี่ยกวงชวนแต่สกนธีรู้ดีว่านั่นคือคำตำหนิในที ว่าเขาละเลยคำว่าครอบครัวมานานเพราะอิสริยาพาลูกมาที่นี่ทุกเดือน โดยที่ก่อนหน้านี้เขามาด้วยในระยะแรกๆ จนปีหลังสุดที่เขาปล่อยให้สองแม่ลูกมากันเองจนกลายเป็นความเคยชิน “ผมขอโทษครับป๊าที่ไม่มีเวลาให้ลูกกับเอ๋เลย แต่ผมจะพยายามปรับปรุงตัว เย็นนี้ผมนัดลูกไว้ที่บ้านแล้วผมจะพาน้องเพียงกับเอ๋มากินข้าวกับป๊าวันหลังได้ไหมครับ” เสี่ยกวงมองหน้าชายหนุ่มรุ่นลูกตรงหน้าแล้วถอนใจ ถึงจะเคยไม่พอใจมากแต่ไอ้ลูกเขยที่ไม่ได้ดังใจมันก็ยังรู้สึกตัวตั้งแต่วันที่เมียหอบลูกออกจากบ้าน อิสริยาน่าจะทำแบบนี้นานแล้วด้วยซ้ำเขาคิดในใจ “ช่างเถอะ ไอ้การที่อาเอ๋จะพาลูกมาพร้อมลื้อมันคือเรื่องในอนาคต งั้นเรามาคุยกันดีกว่าเรื่องที่ผืนนั้น” เสี่ยกวงโบกมือไปมา ส่วนสกนธีหน้าชาแล้วชาอีกเมื่อถูกตำหนิและค่อนแคะตรงๆ ชายหนุ่มนึกดีใจที่ทางพ่อตายังให้โอกาสเขาเข้าบ้านอยู่ ‘เอาวะ ก็ดีกว่าถูกเอาน้ำสาดไล่ไหมวะกู’ เขาบอกตัวเอง “เรื่องที่ผืนนั้น อั๊วอยากให้ทำสัญญาเช่าแบบระยะยาว ลื้อจะว่าไง” “ผมยกให้เอ๋แล้วครับป๊า ถ้าป๊าจะเช่าค่าเช่าก็ให้เป็นของเอ๋จะดีกว่าไหมครับ” เสี่ยกวงพยักหน้า “งั้นลื้อว่างวันไหนก็นัดเวลามา จะให้อาอังกูรไปที่ดินกับลื้อวันทำสัญญา” สกนธีพยักหน้า เขารู้ว่าทำธุรกิจต้องทำค่าใช้จ่ายค่าเช่าหรือเช่าซื้อสถานที่เป็นเหตุผลทางบัญชี จึงไม่คัดค้านเรื่องนี้ เมื่อลูกเขยและพ่อตาตกลงกันในรายละเอียดตัวเลขแล้ว ชายหนุ่มจึงพูดอีกเรื่อง “เรื่องก่อสร้างป๊าทำรายละเอียดมาได้เลยครับ ผมจะออกแบบห้างใหม่ให้กับทำเรื่องเอกสาร แล้วป๊าจะเปิดยื่นซองไหม” “เรื่องรายละเอียดห้างลื้อไปคุยกับอาอังกูรนะ อั๊วคุยดีเทลไว้แล้วพูดถึงสร้างใหม่ก็ดีจะได้เปลี่ยนแปลงโฉมใหม่ของห้างสักที ส่วนค่าใช้จ่ายลื้อแจ้งมาได้เลย” “ไม่เป็นไรครับป๊า ผมจะออกแบบให้เองไม่มีค่าใช้จ่ายหรอก” “ทำแบบนั้นได้ที่ไหนล่ะ ถึงจะเป็นบริษัทของลื้อเองแต่ก็มีค่าจ้างคน ค่ากระดาษค่าถ่ายเอกสาร แค่หายใจเข้าไปทุกวันก็ต้องจ่ายแล้ว มันไม่มีอะไรหรอกที่ทำแล้วไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากใครจ่ายแทนเรา” ฉึก! เหมือนพ่อตาปักมีดลงกลางอกลูกเขยอีกดอก สกนธีรู้อยู่เต็มอกว่าเขากำลังถูกว่าเรื่องที่ไม่เคยรับผิดชอบอะไรในบ้านเพราะภรรยาไม่เคยเอ่ยปากขอเงิน “ผมจะปรับปรุงตัวครับป๊า ส่วนเรื่องแบบห้างผมไม่คิดค่าออกแบบส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ผมจะเป็นคนจ่ายให้เอง” เสี่ยกวงพยักหน้า พอใจขึ้นมาในระดับหนึ่ง ไม่รู้ว่าพ่อของหลานสาวจะเข้าใจและทำได้แค่ไหน แต่อย่างน้อยความไม่เถียงก็ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น “เรื่องยื่นซองลื้อก็คัดมาแล้วกัน เอาเป็นว่าอั๊วยกเรื่องก่อสร้างให้ลื้อจัดการเลยไปปรึกษาอาอังกูรละกัน ส่วนเรื่องเงินอั๊วจะลองขอวงเงินจากแบงก์ดูว่าจะได้สักเท่าไหร่” ต่อมาครอบครัวของอิสริยาที่ตกลงใจทำสัญญาเช่าที่ดินแบบระยะยาว ซึ่งตามกฎหมายกำหนดไว้ว่าฝ่ายเจ้าของที่ดินและผู้เช่าต้องไปทำสัญญาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่กรมที่ดิน โดยที่บริษัทห้างค้าปลีกและส่งของครอบครัวเป็นคู่สัญญาในฐานะผู้เช่าและสกนธีเป็นผู้ให้เช่า มีราคาค่าเช่าถูกกว่าท้องตลาดประมาณหนึ่งซึ่งสกนธีระบุในสัญญากำกับไว้ว่าการจ่ายค่าเช่าให้โอนจ่ายเข้าบัญชีของอิสริยาในทุกปี ในวันนั้นหลังจากที่ไปกรมที่ดินแล้ว พวกเขาไปธนาคารต่อเพื่อถอนและโอนเงินให้อิสริยา เงินเจ็ดหลักซึ่งเป็นค่าเช่าในปีแรกถูกโอนเข้าบัญชีของอิสริยาที่เธอไปด้วย หญิงสาวรับสมุดบัญชีมาดูยอดแล้วต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่ามีอีกบัญชีที่สกนธีแนบมาพร้อมกัน มันเป็นบัญชีชื่อของเด็กหญิงสุพิชชา ที่ถูกเปิดมาได้สองปีแล้วนับเป็นเวลาเดียวกับที่สกนธีไม่ได้ให้ค่าใช้จ่ายในบ้านให้กับเธอ เขาโอนเงินเข้าบัญชีลูกทุกเดือน เป็นเงินจำนวนเดือนละหนึ่งแสนบาทถ้วนหญิงสาวเงยหน้ามองเขาอย่างแปลกใจ ทำไมเธอไม่เคยรู้เรื่องนี้ “พี่เปิดบัญชีให้ลูก ตั้งให้ตัดเงินเข้าบัญชีทุกเดือนเลยลืมบอกเอ๋ วันนี้พี่เอาสมุดมาอัปเดตเลยจะให้เอ๋เก็บไว้เลย” “ขอบคุณค่ะ” อิสริยาพูดเสียงเรียบ
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม