ช่วงนี้อังกูรต้องพูดคุยกับสกนธีในเรื่องเกี่ยวกับธุระที่บิดาฝากไว้ค่อนข้างบ่อย แม้ว่าเขาจะไม่เห็นด้วยว่าทำไมเสี่ยกวงจึงไว้ใจให้สกนธีเข้ามาดูแลเรื่องการก่อสร้างห้างใหม่ ทั้งที่ท่านรู้จักคนมามากมายมากกว่านั้นแน่นอน
“จะเป็นไรไปละตี๋ใหญ่ ถ้าอีทำดีมันก็ออกมาดีเราก็ได้งานดี อาเพียงอีก็จะภูมิใจว่าพ่ออีทำงานเก่ง แต่ถ้าอีทำไม่ดีเราก็ไม่ได้เสียอะไรนอกจากเสียเวลาไปนิดหน่อย”
อังกูรพยักหน้าเขาเข้าใจบิดาแล้วว่าท่านเลือกจะให้โอกาสกับลูกเขยเพราะเห็นแก่หลาน ซึ่งถ้าเป็นเหตุผลเรื่องนี้เขาไม่มีสิ่งใดจะคัดค้านอีก
“อั๊วเห็นอาวินขาดแม่แล้วก็ไม่อยากให้อาเพียงเป็นแบบนั้นอีกคน พวกลื้อก็บ้างานพอๆ กันล่ะ”
อังกูรสีหน้าสลดลงเมื่อบิดาพูดถึงบุตรชายของเขาที่เป็นเด็กกำพร้าแม่ ตั้งแต่ภรรยาของเขาจากไปโดยที่เธอไม่เคยกลับมาอีก
“อั๊วไม่ได้จะยุ่งเรื่องส่วนตัวของพวกลื้อหรอก แต่จะทำอะไรก็ช่วยคิดถึงคนรอบตัวด้วย”
“ผมไม่ได้ว่าป๊าแบบนั้นเลย” อังกูรพูดอุบอิบ
“ถึงยังไงอั๊วก็ต้องรักลูกหลานอั๊วมากกว่าคนอื่นอยู่แล้ว ลื้อไม่ต้องคิดมากแล้วเรื่องนี้
วันเสาร์ต่อมาสกนธีมารอรับลูกสาวไปเรียนดนตรีตามตารางปกติ ชายหนุ่มพาเด็กหญิงสุพิชชาไปทานอาหารว่างหลังเรียนเสร็จ
“พ่อขา หนูอยากกินไอติม” ความสัมพันธ์ของพ่อและลูกสาวระยะหลังกลับมาสนิทสนมกันเป็นปกติเหมือนเดิม เด็กหญิงสามารถอ้อนพ่อได้อย่างสนิทใจอีกครั้ง
“ไปสิลูก แล้วไม่หิวข้าวเหรอคะ”
“ไม่หิวข้าวค่ะ ตอนนี้หนูหิวไอติมขอช็อกราดเยอะๆ เลยนะ”
“งั้นไปร้านเดิมนะคะ” เด็กหญิงพยักหน้าทันที
สองพ่อลูกพากันไปที่ร้านไอศกรีมชื่อดังร้านโปรดของเด็กหญิง พวกเขาสั่งรายการตามเมนูที่เธอชี้เลือกเองจากนั้นจึงนั่งรอ
“คุณครูบอกว่าเสาร์หน้าจะสอบค่ะ ถ้าหนูสอบผ่านก็เลื่อนชั้นได้แล้วพ่อจะให้หนูเรียนต่อไหมคะ” น้องเพียงเล่าถึงสิ่งที่ครูสอนดนตรีบอกไว้ก่อนจบการเรียนในวันนี้
“แล้วหนูอยากเรียนไหมคะ”ชายหนุ่มถาม อันที่จริงเขาอยากเสริมให้ลูกทำกิจกรรมอื่นบ้างแต่คงต้องถามเจ้าตัวก่อน
“อยากค่ะแต่ว่า...” เด็กหญิงทำท่าคิดหนัก “เพื่อนในห้องบอกว่าเขาเรียนบัลเลต์ด้วยค่ะ”
“แล้วหนูอยากเรียนไหมคะ บัลเลต์น่ะ” เขาถามต่อ
น้องเพียงพยักหน้า “อยากค่ะ หนูอยากใส่ชุดสวยๆ อยากหมุนตัวได้แบบเพื่อน อยากขึ้นเวทีตอนงานโรงเรียน” เธอฟังมาจากเพื่อนในชั้นเรียนอูคูเลเล่ที่อายุมากกว่าหนึ่งปีเล่าให้ฟัง
สกนธีเห็นว่าการเรียนบัลเลต์จะช่วยฝึกบุคลิกภาพให้ลูกได้ เขาจึงไม่ติดขัดอะไร
“ก็เรียนสิคะ พ่อจะสมัครให้เอง”
“แต่แม่ไม่อยากให้เรียนค่ะ แม่บอกอยากให้หนูไปเรียนเลข” เด็กหญิงหมายถึงการเรียนแบบจินตคณิตที่มารดาต้องการให้ไปเรียน
“พ่อว่าก็ดีนะคะลูก เรียนอาทิตย์ละวันสองวันเองเดี๋ยวพ่อคุยกับแม่ให้ไหม” เขาโตมากับการเรียนพิเศษทั้งเจ็ดวัน รู้ดีว่ามันน่าเบื่อและขาดชีวิตชีวาดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่อยากให้ลูกเป็นแบบนั้น
“หนูจะเอาขนมอะไรไปฝากแม่ดีคะลูก อันนี้ดีไหมคะแม่ชอบ” สกนธีชี้ไปยังชีสเค้ก ในตอนนั้นชายหนุ่มพาเธอเดินไปตามตู้ขนมในแผนกเบเกอรี
“เดี๋ยวนี้แม่ชอบอันนั้นค่ะ หนูเห็นแม่สั่งมาหลายวันละ” น้องเพียงชี้มือไปทาร์ตมะนาวหรือเลม่อนทาร์ต คนพ่อมองแล้วขมวดคิ้ว
“แม่สั่งมาจากแอปเหรอคะลูก”
เด็กหญิงส่ายหน้าหวือ ตอบทันที “เปล่าค่ะ แม่สั่งจากร้านกาแฟข้างบ้านไงคะ”
“ร้านกาแฟข้างบ้าน?” สกนธีลืมไปแล้วว่าอิสริยาแบ่งตึกให้คนเช่าอีกหนึ่งคูหา เขาเองก็ไม่เคยมองว่าผู้เช่าทำธุรกิจประเภทใดไปที่นั่นแต่ละครั้งก็พุ่งความสนใจไปที่อิสริยาและลูกเท่านั้น
“ขนมร้านนั้นอร่อยไหมคะลูก” เขาคิดว่าถ้าอิสริยาชอบขนมของที่นั่น ตนเองควรจะกลับไปซื้อของร้านนั้นก็น่าจะดีกว่า
“อร่อยค่ะ พี่จี๊ดบอกว่าอร่อยด้วยหล่อด้วย” เด็กหญิงยังคงพูดด้วยกิริยาร่าเริงแต่คราวนี้สกนธีชะงัก อะไรคืออร่อยด้วยหล่อด้วย
“ยังไงนะคะ”
“สวัสดีครับร้านไนซ์คาเฟยินดีต้อนรับมีอะไรให้รับใช้แจ้งได้เลยนะครับ” เสียงทุ้มดังขึ้นทันทีที่ประตูไนซ์คาเฟ เปิดออก เชฟดนัยเจ้าของร้านคาเฟที่ควบตำแหน่งทั้งเชฟและบาริสตาต้อนรับลูกค้าที่เข้ามาในร้าน
เชฟหนุ่มมองหน้าลูกค้าสองคนซึ่งคนหนึ่งเป็นเด็กหญิงตัวเล็กที่เขารู้จักดี ส่วนชายหนุ่มที่มากับเธอน่าจะเป็นบิดาของเธอที่เขาเคยได้ยินคนพูดถึงว่าแยกกันอยู่กับภรรยา
“สวัสดีค่ะน้านาย” น้องเพียงกล่าวอย่างร่าเริง เด็กหญิงชอบมาที่นี่เพราะชอบกลิ่นหอมของนมเนยและขนมปังอบใหม่
“สวัสดีค่ะน้องเพียง วันนี้รับอะไรดีครับ”
“ขอเป็นมอคค่าปั่นหวานปกติหนึ่งครับ แล้วน้องเพียงเอาน้ำอะไรด้วยไหมลูก”
สกนธีตอบแทน ชายหนุ่มก้มลงถามเด็กหญิงที่กำลังมองเมนูอยู่
“หนูจะเอานมน้ำผึ้งปั่นค่ะพ่อ”
“ครับ ของน้องเพียงนมน้ำผึ้งปั่น ส่วนมอคค่าปั่นนี่ของพี่เอ๋ใช่ไหมครับ” เชฟรูปหล่อทอดเสียงนุ่มถามลูกค้าหน้าใหม่หนึ่งคนและสาวน้อยที่คุ้นหน้าคุ้นตาดีอีกหนึ่ง
สกนธีตากระตุกเมื่อได้ยินสรรพนาม “พี่เอ๋” จากปากของเชฟหนุ่มตรงหน้า ไอ้หมอนี่รูปหล่อแบบที่ลูกสาวเขาพูดไม่มีผิด ผิวขาวหน้าตาดี สูงรูปร่างดีราวกับนายแบบใครจะคิดว่ามันเป็นเชฟขนมหวานแบบที่น้องเพียงบอก
“ครับ ของภรรยาผมเอง” ชายหนุ่มสองคนสบตากันโดยไม่มีใครหลบตาใคร
“ผมชงเองครับ ของน้องเพียงกับพี่เอ๋เหมือนเดิมนะ” ชายหนุ่มอีกคนปราดออกมาจากหลังร้าน เขามีส่วนสูงน้อยกว่าเจ้าของร้านนิดหน่อยและผิวคล้ำกว่าแต่หน้าตาคมเข้มพอๆ กัน
“น้าเอก” เด็กหญิงสุพิชชาร้องเรียกคนมาใหม่อีกคนเสียงดัง ช่วยทำลายบรรยากาศมาคุให้ดีขึ้นทันตา
“คร้าบ... วันนี้น้องเพียงไปไหนมาเนี่ย”
“ไปเรียนอูคูเลเล่มาค่ะ แล้วก็ไปกินไอติมต่อ” เธอเล่าขณะที่ยืนเขย่งเกาะเคาน์เตอร์มองการทำงานของผู้ช่วยเชฟอย่างสนใจ
“พี่เอ๋สั่งนิวยอร์คชีสเค้กไว้ ผมขอฝากไปด้วยได้ไหมครับหรือว่าจะให้ผมไปส่งเธอเองก็ได้นะ” เชฟหนุ่มหยิบขนมออกจากตู้มาแพ็กและหันมาถามสกนธี
“ผมเอาไปเอง เอ๋จ่ายหรือยังถ้ายังคิดรวมไปเลยก็ได้”
“พี่เอ๋ยังไม่ได้จ่ายครับ งั้นผมคิดรวมไปเลยนะ เครื่องดื่มสองแก้วหนึ่งร้อยแปดสิบ นิวยอร์คชีสเค้กสองชิ้นสี่ร้อยบาทรวมทั้งหมดห้าร้อยแปดสิบบาทครับ” เชฟดนัยแจ้งยอดและส่งถุงขนมให้สกนธี