"พ่อไล่หนู หนูจำได้"

1446 คำ
อิสริยาไปส่งลูกสาวที่โรงเรียน เด็กหญิงเรียนชั้นอนุบาลสองของโรงเรียนเอกชนเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีจำนวนนักเรียนต่อห้องไม่มากแต่ครูใส่ใจดูแลเด็กๆ ดี “เย็นนี้แม่มารับค่ะ เดี๋ยวเจอกันนะคะ” เธอหอมแก้มลูกปลดล็อกประตูรถ ครูประจำชั้นรีบมารับเด็กหญิงทันที “บ๊ายบายค่ะแม่” เด็กหญิงลงจากรถไปกับคุณครู หญิงสาวมองจนลูกเข้าไปในโรงเรียนเรียบร้อยแล้วจึงกลับไปที่ร้าน ปกติแล้วในครึ่งวันเช้าอิสริยาจะเป็นคนดูแลร้านเองจนถึงสิบเอ็ดนาฬิกา จากนั้นผู้จัดการร้านจะมารับช่วงต่อจนถึงเวลาปิดร้านในเวลาหนึ่งทุ่ม ตอนบ่ายหากไม่มีธุระไปไหนเธอจะเคลียร์บัญชีและทำงานเอกสาร เซ็นเช็คและวางบิลต่างๆ ก่อนหน้านี้บ่ายสามเธอจะต้องออกจากร้านไปรับเด็กหญิงสุพิชชาที่โรงเรียน จากนั้นไปตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อของสด ของใช้ในบ้านเตรียมทำอาหารเย็นให้สองพ่อลูก เมื่อกลับถึงบ้านก็มีงานบ้านรออยู่ เธอต้องล้างจานชามที่ใช้ในมื้อเช้า ทำอาหารเย็น ปัดกวาดเช็ดถูบ้านสารพัดงานบ้านที่ไม่จบสิ้น สอนการบ้านลูก พาลูกทานข้าวอาบน้ำจนถึงพาเข้านอน เธอจึงไม่เคยมีเวลาดูแลตัวเอง นานๆ ครั้งจะได้เข้าร้านเสริมสวย หญิงสาวรู้ตัวดีว่าเธอไม่ได้สวยงามแบบตอนแต่งงานใหม่ๆ แต่เธอก็รักษารูปร่างไม่ให้อ้วน เสื้อผ้าก็ยังเป็นแบบเดิมเพียงแต่ว่าความเป็นแม่บ้านเต็มเวลาและยังต้องทำงานหาเงินด้วย ทำให้ไม่มีเวลาแต่งหน้า ทำเล็บ เสริมสวยได้ทุกวันแบบตอนที่ยังไม่มีน้องเพียง หญิงสาวคิดว่าหากว่าสกนธีจะหมดรักเพราะเธอไม่สวยเหมือนก่อนอีกแล้ว ผู้ชายคนนั้นก็ไม่ควรจะเป็นพ่อของลูกและสามีของเธออีก ตัวเขาเองไม่เคยซัปพอร์ตอะไรเธอ ไม่เคยแบ่งเบางานบ้าน ลูกป่วยเธอต้องอดนอนทั้งคืนเขาไม่เคยรับรู้ ของในบ้านเสียหายเธอต้องเป็นคนที่โทรตามช่างเองและจ่ายเงินเอง เพราะเขาแทบไม่มีเวลาอยู่บ้านนอกจากกลับมากินและนอน กิจกรรมในครอบครัวช่วงวันหยุดสกนธีไม่เคยมีส่วนร่วม เธอจึงต้องพาลูกไปใช้ช่วงเวลาวันหยุดที่ร้านแทน เมื่อถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวและมองดูตัวเอง เธอจึงได้รู้ว่าเป็นเธอฝ่ายเดียวที่พยายามประคองครอบครัวไว้ การให้ที่มากไปจนกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีค่า อิสริยาปาดน้ำตาออกเธอจะไม่ยอมกลับไปเป็นแบบเดิมอีกแล้ว เธอเพิ่งยอมรับกับตัวเองได้ว่าเธอเหนื่อยมากกับการเป็นภรรยาของเขา เหนื่อยจนไม่สามารถทนได้อีกต่อไป หนึ่งสัปดาห์ต่อมาสกนธีตาลึกโหลเหมือนคนอดนอน เขานอนหลับไม่สนิทตั้งแต่อิสริยาพาลูกออกไปจากบ้าน เมื่อวานเขากลับเข้าบ้านและเจอว่าไฟถูกตัดเพราะยังไม่ได้จ่ายค่าไฟ สกนธีต้องไปนอนบ้านญาติที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน “ไงวะมึง สมน้ำหน้าอยู่ดีๆ ไล่ลูกเมียออกจากบ้าน” อาของเขาที่เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรทักทายหลานชาย “อาอย่าซ้ำเติมผมได้ไหม ผมแค่หลุดปากเฉยๆ” เขายอมรับว่าไม่ได้ตั้งใจจะไล่เธอกับน้องเพียง แต่ทิฐิในใจทำให้ไม่ยอมขอโทษหรือติดต่อภรรยาและลูก “คำพูดหลุดปากมันมาจากใจโว้ย” สุพลย้ำ เห็นหน้าหลานชายดำคล้ำแต่ยังมีทิฐิจึงรู้สึกสมน้ำหน้ามากกว่าสงสาร “แต่มึงไม่ไปตามเอ๋กับน้องเพียงกลับมาก็ดี เผื่อเขาจะได้ผัวใหม่ พ่อใหม่ที่ดีกว่ามึง ถ้าไม่เคยทำอะไรดีๆ ให้เขาการปล่อยเขาไปก็คงเป็นเรื่องดีที่สุดที่มึงทำได้” คำพูดของอาวนเวียนในใจเขาทั้งคืนและต่อเนื่องจนถึงตอนนี้ 'ถ้าไม่เคยทำอะไรดีๆ ให้เขาการปล่อยเขาไปก็คงเป็นเรื่องดีที่สุดที่มึงทำได้' สกนธีคิดแย้งคำพูดนั้นแต่เมื่อคิดถึงความดีในอดีตของตัวเองเขาก็จนใจเพราะหาไม่เจอจริงๆ ออกจากสำนักงานไฟฟ้าแล้วเขาตรงไปที่โรงเรียนอนุบาล ชายหนุ่มไปขอพบลูกสาว ซึ่งไม่ยากเพราะครูที่โรงเรียนจำเขาได้จากการที่เขาเป็นคนจ่ายค่าเทอม ไม่นานนักครูพาเด็กหญิงสุพิชชามาและปลีกตัวไปให้พ่อลูกคุยกัน สกนธีปวดใจเมื่อลูกไม่ยอมเดินมาหาเขา “น้องเพียงมาหาพ่อสิคะ” เขาเดินไปหาแต่เด็กหญิงถอยหนี แววตาคู่นั้นมองเขาด้วยความกลัว “พ่อไล่หนู” เสียงเล็กๆ นั้นลอดออกมาแทบไม่ได้ยิน สกนธีใจหายวาบ เขาลืมว่าวันนั้นเด็กหญิงอยู่ด้วยในตอนที่หลุดปากไล่อิสริยาออกจากบ้าน สกนธีลดมือที่ยกขึ้นจะแตะตัวเด็กหญิงลงทันที รู้ในตอนนั้นว่าน้องเพียงไม่ไว้ใจเขา ชายหนุ่มคอแห้งผากไม่รู้จะหาคำไหนมาทำให้บรรยากาศดีขึ้น “น้องเพียง พ่อ..” เขากลืนน้ำลายโล่งใจที่ลูกยังยืนที่เดิม “พ่อขอโทษนะคะ วันนั้นพ่อปวดหัวเลยพูดไม่ดีพ่อไม่ได้จะไล่หนูจริงๆ นะ” เด็กหญิงส่ายหน้า เด็กวัยห้าขวบเป็นช่วงที่กำลังจำเธอรับรู้และเข้าใจเรื่องต่างๆ มากกว่าที่ผู้ใหญ่คิด “พ่อไล่แม่ไล่หนูหนูจำได้ พ่อบอกว่าให้ออกจากบ้านไปเลย เก็บของออกไปเลย” เสียงเล็กๆ นั่นพูดซ้ำถึงสิ่งที่เธอยังจำได้แม่นยำ “พ่อขอโทษค่ะ หนูหายโกรธพ่อได้ไหมลูก” สกนธีกะพริบตาถี่ๆ ไล่น้ำตา เด็กหญิงยังส่ายหน้าอยู่ เธอวิ่งหนีเมื่อเขาเดินเข้าหา สุดท้ายน้องเพียงวิ่งหนีกลับเข้าไปในห้องเรียน “มีอะไรกันรึเปล่าคะคุณพ่อ” ครูประจำชั้นเดินออกจากห้องเรียนมามองเขาอย่างไม่ไว้ใจ “ไม่มีครับคุณครู ผมขอตัวกลับก่อน” สกนธีตัดใจ เขาคงต้องมาใหม่วันหลัง เย็นวันนั้นอิสริยาได้รับแจ้งจากครูว่าสกนธีมาหาลูกสาว และน้องเพียงไม่ยอมคุยกับพ่อ “ขอบคุณค่ะคุณครู” “ถ้าคุณแม่จะไม่ให้คุณพ่อมาพบน้องก็ได้นะคะ ทางเราจะสั่งยามหน้าโรงเรียนไว้” อิสริยานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา “พบได้ค่ะคุณครู แต่ดิฉันไม่อนุญาตให้เขาพาน้องเพียงออกไปนอกโรงเรียน ห้ามรับไปไหน” “ได้ค่ะคุณแม่” อิสริยาจูงมือน้องเพียงขึ้นรถ เธอยิ้มอ่อนโยนให้ลูก “วันนี้ไปกินไอติมไหมคะ” เธอไม่ถามเรื่องสกนธีกับลูก ถ้าน้องเพียงพร้อมเด็กหญิงจะพูดเอง “ไปค่ะแม่ หนูอยากกินไอติมข้าวเหนียวมะม่วง” น้องเพียงดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที เพราะว่าตอนนี้เธอไม่ต้องทำงานบ้านเอง ไม่ต้องทำกับข้าวเองแบบตอนที่อยู่กับสามี ที่ร้านเธอมีแม่บ้านจัดการงานบ้านและทำครัวได้ เธอจึงมีเวลาพาลูกไปทานขนมหรือของว่างในห้างสรรพสินค้าได้ตามสะดวก อิสริยาพาลูกเลี้ยวเข้าร้านไอศกรีมชื่อดัง เมื่อได้ที่นั่งแล้วเด็กหญิงเปิดเมนูอย่างร่าเริงพูดเจื้อยแจ้ว “แม่ขาหนูเอาอันนี้ เอาลูกชุบเยอะๆ” เด็กหญิงชี้ไปที่เมนูไอศกรีมมะม่วงอกร่องทองรายการหนึ่ง “ขอแมงโก้ฮอลิเดย์ค่ะ ขอท็อปปิ้งลูกชุบเพิ่ม ข้าวเหนียวมูนอัญชันเพิ่มอีกหนึ่งค่ะ” เธอสั่งรายการโปรดของลูกสาว สกนธีที่แอบตามมาเขานั่งที่ชุดเก้าอี้ติดกันแต่มีฉากกั้น เขาเห็นท่าทางมีความสุขของอิสริยา และเสียงพูดร่าเริงของลูกไม่เหมือนในยามที่เขาไปหาแล้วได้แต่สะท้อนใจ ชายหนุ่มแทบลืมหายใจเมื่อได้ยินลูกสาวพูดขึ้นมา “แม่ขาวันนี้คุณพ่อมาหาหนูค่ะ” “ค่ะ คุณพ่อมาทำไมคะ” อิสริยาถาม เด็กหญิงส่ายหน้า “ไม่รู้ค่ะ” “แล้วหนูคุยกับคุณพ่อไหมคะ” อิสริยาตะล่อมถาม เด็กหญิงส่ายหน้าอีก ตอบเสียงเบา “หนูกลัวคุณพ่อ” “กลัวทำไมคะ คุณพ่อไม่เคยตีหนูนี่นา” คนเป็นแม่พูดอย่างใจเย็น แต่เด็กหญิงรีบขัดเสียงดัง “แต่คุณพ่อไล่หนู หนูจำได้”
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม