ง้อลูก

1383 คำ
คืนนั้นอิสริยาส่งลูกเข้านอนแล้วเธอออกมายืนใช้ความคิดที่ระเบียง เธอไม่อยากให้ลูกฝังใจกับคำพูดไม่ดีของสกนธี เขาคงไม่รู้ว่าเด็กวัยนี้กำลังจำและจำได้แม่นยำมาก เธอกะพริบตาถี่ๆ มองฝ่าความมืดลงไปด้านล่างเมื่อเห็นรถยนต์คุ้นตาจอดอยู่เยื้องกับหน้าร้าน นั่นรถยนต์ของสกนธีเขามาทำอะไรที่นี่ ฝ่ายสกนธีเขาไม่รู้จะไปไหน ตั้งแต่อิสริยาออกจากบ้านไปพร้อมลูกเขาไม่ได้ไปสังสรรค์ ไม่มีเรื่องต้องไปพบลูกค้าหรือคุยงานในช่วงค่ำอีกเลย ในวันแรกๆ เขาเลือกที่จะไปดื่มแต่เขาก็นั่งได้เพียงชั่วครู่ก็ต้องรีบกลับบ้าน เขายังหวังว่าเมื่อนานไปอิสริยาอาจจะหายโกรธ และเธอจะกลับมาเองแต่สิ่งที่เห็นในวันนี้มันตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาคิด อิสริยามีความสุขดี สวยขึ้น หน้าตาดูสดชื่นมีความสุข ผมยาวที่เคยรวบง่ายๆ ได้รับการจัดทรงดูแลอย่างดี เธอแต่งหน้าอ่อนๆ ไม่ใช่แม่บ้านที่ยุ่งกับงานครัวกับลูกจนหน้ามันแบบตอนที่อยู่กับเขา และเพราะว่าเขาไม่รู้จะไปไหน จึงเลือกมาจอดรถที่หน้าร้านของเธอ เขารู้ว่าเธอย้ายมาอยู่ที่นี่แต่ไม่กล้าเข้าไปหา อิสริยาหมุนตัวกลับเข้าไปในห้อง จากนั้นโทรศัพท์ของเธอมีสายเรียกเข้าจากสกนธี ชายหนุ่มทันเงยหน้าเห็นเธอที่ระเบียงเมื่อครู่เขาจึงรีบกดโทรศัพท์หา แต่หญิงสาวเลือกที่จะไม่รับเธอกดปิดเสียงและปล่อยให้สายตัดไปเอง สกนธีมองไฟชั้นสองที่ดับลงหลังจากนั้นเขาได้แต่ถอนใจ เขาเองยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดอะไรกับเธอ เขาไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าการมีปากเสียงวันนั้นจะทำให้เธอเดินออกจากชีวิตเขามาจริงๆ ชายหนุ่มโทรศัพท์หาเธออีกหลายครั้งจนแน่ใจว่าอิสริยาไม่รับสายแน่ จึงโยนมันลงกับเบาะข้างๆ สตาร์ตรถเคลื่อนออกจากตรงนั้น อีกสามสิบนาทีต่อมาเขาจอดรถที่หน้าโรงเบียร์ ชายหนุ่มเดินเข้าไปด้านในที่นี่ถือเป็นที่สังสรรค์ประจำของพวกเขา และบางครั้งใช้เป็นที่นัดคุยงานกับลูกค้าด้วย “ไงวะมึงทำหน้าเหมือนไม่ได้ถ่ายมาห้าวัน” สมิติเจ้าของร้านและเป็นเพื่อนในวงการเดียวกันด้วยเอ่ยถาม สกนธีรุ่นราวคราวเดียวกับสมิติ จบสถาปัตย์ฯ รุ่นเดียวกัน ต่างกันตรงที่อีกฝ่ายยังครองความเป็นโสดแบบเหนียวแน่น “เออ...ก็คงแบบนั้น” สกนธียอมรับ “ได้ข่าวว่าเมียมึงหอบลูกออกจากบ้าน กลับมารึยังวะ” สมิติถามตรงๆ “ถ้าเอ๋กลับมาแล้วกูจะมาอยู่ตรงนี้เหรอวะ” สกนธีมองหน้าเพื่อน เหมือนจะด่าว่าโง่กลายๆ “เรอะ...ทำเป็นรักครอบครัว มึงไม่รู้ตัวเหรอว่ามึงมาร้านกูเกือบทุกวัน เอ๋เขาไปกูก็นึกว่ามึงคงทางสะดวกมากขึ้น” สกนธีนิ่งไป เขาไม่เคยเห็นความผิดของตัวเองเลยว่าช่วงปีหลังๆ เขาแทบไม่ได้ใส่ใจลูกและภรรยาเท่าที่ควร ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบหน้า “เออ กูมันเหี้ยเอง” เขายอมรับในที่สุด “ไม่มีใครชอบให้ถูกไล่หรอกมึง ต่อให้รักมึงแค่ไหนก็คงไม่มีใครทนไหว” สมิติเปรย “พูดเหมือนรู้ทั้งที่มึงไม่มีเมีย ไม่ใช่สิ..กูไม่เคยเห็นมึงมีแฟนด้วยซ้ำ” สกนธีมองหน้าเจ้าของร้าน มันชอบพูดอะไรแปลกๆ สมิติคิดไปถึงตัวเขาเองเมื่อห้าปีก่อน เขาเคยพูดกับผู้หญิงคนหนึ่งว่า 'ถ้าไก่ก้าวขาออกไปจากห้องนี้ ก็ไม่ต้องกลับมาอีก' เธอคนนั้นชะงักไม่มีคำพูดอะไรออกมาจากปากเธอ จากนั้นเธอหันหลังกลับและเดินไปจากเขา เธอไม่เคยกลับมาอีกเลย จากนั้นเรื่องของเธอก็เป็นแค่สายลมที่พัดผ่าน ไม่มีอะไรเหลืออยู่ให้จับต้องหรือมองเห็นได้ต่อไป สมิติลุกขึ้นยืน “ถ้ามึงจะกินก็กินแต่อย่าเมามาก กูสงสารไอ้นนท์มึงไม่มีสมาธิทำงานมาหลายวันแล้วนะ” วันรุ่งขึ้นสกนธีตื่นเช้ากว่าปกติเพราะเมื่อคืนไม่ได้ดื่มจนเมา เขามองบ้านที่เละเทะก่อนจะลุกขึ้นเก็บผ้ารอร้านซักรีดรับไปจัดการ เป็นครั้งแรกตั้งแต่แต่งงานที่เขาจับไม้กวาดขึ้นกวาดบ้าน ชายหนุ่มเก็บขยะใส่ถุงดำวางหน้าบ้านได้สามถุงใหญ่รอรถขยะมาเก็บ จากนั้นเขาเริ่มถูบ้าน ล้างจาน เก็บครัว สกนธีชงกาแฟมาวางแต่ยังไม่ทันได้ดื่มเขาทำงานบ้านเพลินจนมันเย็นอีกรอบ ชายหนุ่มเอาถ้วยกาแฟใส่ไมโครเวฟ เผลอใส่ช้อนกาแฟไปด้วยเมื่อเปิดเครื่องประกายไฟที่แวบขึ้นมาทำให้เขานึกขึ้นได้รีบเปิดไมโครเวฟออก “กูจะบ้าแล้วมั้งแค่เมียไม่อยู่” เขาบ่นกับตัวเอง วันนั้นชายหนุ่มทำงานบ้านและอยู่รอรับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เขาสั่งซื้อไว้ให้มาส่ง ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น กาน้ำร้อน กระทะไฟฟ้า เมื่อต้องทำงานบ้านเองเขาจึงได้รู้ว่ามันเหนื่อยมาก แล้วตอนที่อิสริยาเป็นคนทำทุกอย่างเธอทำได้อย่างไร เขานึกย้อนไปถึงชีวิตแต่งงานปีแรก เธอและเขาแบ่งงานบ้านช่วยกันรับผิดชอบ ถ้าเธอทำอาหารเขาจะล้างจาน ถ้าเธอซักผ้าเขาจะเป็นคนตาก ถ้าเธอกวาดบ้านเขาจะล้างรถ แล้วมันกลายเป็นว่าเขาโยนทุกอย่างให้เป็นหน้าที่ของเธอตั้งแต่ตอนไหนกัน เรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านก็อีกหลังจากที่เขาขอให้อิสริยาลาออกจากงาน มีช่วงหนึ่งที่การเงินในบ้านติดขัดเธอตัดสินใจเอาเงินส่วนตัวมาช่วย และหลังจากนั้นเธอเริ่มไปเปิดร้านมินิมาร์ทเพื่อเป็นรายได้อีกทางและเขาก็ไม่ได้ให้เงินเธออีกเลย ก่อนหน้านี้สกนธีไม่เคยมองว่าตัวเองเห็นแก่ตัว จนในวันนี้ที่เขาต้องอยู่คนเดียว ภาพทุกอย่างจึงชัดเจนว่าตัวเองแย่แค่ไหน มันชัดมากจนเขาไม่มีหน้าจะเอาไปให้เธอเห็น วันจันทร์ต่อมาสกนธีไปที่โรงเรียนอนุบาลอีก เขาขอพบน้องเพียงที่คราวนี้เด็กหญิงไม่ได้วิ่งหนีเขาแล้ว แต่เธอมองพ่อนิ่งๆ “น้องเพียงคะ พ่อคิดถึงหนูจังพ่อซื้อของมาฝากหนูด้วยนะ” สกนธีหยิบกล่องแบนๆ ที่เขาถือมาวางบนโต๊ะ เด็กหญิงมองอย่างสนใจขยับเข้าใกล้มาอีกนิด ชายหนุ่มเปิดกล่องออก สิ่งที่อยู่ในนั้นทำให้เด็กน้อยถึงกับตาโต “อูคูเลเล่” เธอร้องเสียงดัง สกนธียิ้ม “ชอบไหมคะลูก” น้องเพียงพยักหน้า “ชอบค่ะ แต่หนูเล่นไม่เป็น” เธอหน้าม่อยเมื่อพูดถึงตรงนี้ “พ่อพาไปเรียนได้นะคะ ไปวันหยุดไปด้วยกันกับคุณแม่ก็ได้” สกนธีพูดเสียงอ่อน เขาเห็นเด็กหญิงหน้าตาสดชื่นขึ้นจึงพูดต่อ “ถ้าหนูอยากเรียน เดี๋ยวพ่อบอกแม่เองว่าจะพาหนูไปเรียนโอเคไหมคะ” น้องเพียงพยักหน้า “อยากค่ะ” “พ่อมีขนมมาด้วยนะคะ” สกนธีหยิบกล่องเค้กออกมาวางอีกชิ้น เขาเปิดออกมันเป็นเค้กมะพร้าวแบบคัพเค้ก เด็กหญิงมองขนมตาแวววาว “คัพเค้กชิ้นเล็กๆ กินไหมคะลูก” เขาเลื่อนมาตรงหน้าลูกสาวมีช้อนขนมคันเล็กมาด้วย “กินค่ะ” เธอรับช้อนมาตักขนมเค้กเข้าปาก “อร่อยไหมคะลูก” เขาถาม สกนธีรู้สึกผิดในใจเขาไม่เคยมีช่วงเวลาแบบนี้กับลูกเลย ชายหนุ่มเอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กๆ นั่นพลางคิดว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม