“อย่ามาทำอวดดี ลาริมาร์”
เสียงทุ้มต่ำที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งของโดมินิคดังแทรก ทำเอาอากาศรอบตัวลดฮวบลงจนน่าขนลุก ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทราคาแพงวางแก้วกาแฟลง
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่แสนดุดันปรายมองหญิงสาวด้วยสายตาตำหนิและเหยียดหยาม ก่อนเอ่ยประโยคที่กรีดลึกลงไปในใจคนฟัง
“เธอกำลังทำให้ลูกฉันเสียคน”
คำว่า ‘ลูกฉัน’ ที่เขาจงใจเน้นย้ำทำเอาลาริมาร์ชาวาบไปทั้งร่าง ก้อนเนื้อในอกซ้ายบีบรัดจนเจ็บร้าวแทบหายใจไม่ออก เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามกลั้นกระบอกตาที่ร้อนผ่าวไม่ให้น้ำตาร่วงหล่นลงมาต่อหน้าทุกคน
ใช่สิ... มาร์คัสคือ ‘ลูกของเขา’ ส่วนเธอเป็นได้แค่ ‘คนรับใช้’ ที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะสั่งสอนหรือโอ๋เด็กคนนี้
แต่ก่อนที่ลาริมาร์จะได้เอ่ยปากขอโทษหรือถอยห่างออกมาตามคำสั่งทางสายตา ทายาทมาเฟียตัวน้อยกลับแผลงฤทธิ์ขึ้นมาเสียก่อน
“ม่าย! แด๊ดดี้จายร้าย! มาร์คจาปายฉงซวนกะมาร์!”
เด็กน้อยแผดเสียงลั่นใบหน้าจิ้มลิ้มแดงก่ำด้วยความโกรธที่ถูกขัดใจ มาร์คัสไม่สนใจสายตาดุๆ ของผู้เป็นพ่อ ทิ้งชามซุปลงบนโต๊ะเสียงดังเคร้ง! ก่อนยกสองมือป้อมๆ ขึ้นมากอดอกแน่น เชิดหน้าขึ้นและทำปากยื่นปากยาวอย่างแสนงอน
ท่าทางหยิ่งยโสและเย่อหยิ่งนั้น... แทบจะก๊อบปี้มาเฟียจอมเผด็จการที่นั่งอยู่หัวโต๊ะมาไม่มีผิดเพี้ยน!
“หยุดงี่เง่า มาร์คัส... นั่งลงแล้วกินข้าวซะ” โดมินิคกดเสียงต่ำแววตาดุดันตวัดมองลูกชายตัวน้อยอย่างปรามๆ แม้เขาจะรักมาร์คัสมากแค่ไหน แต่กฎก็คือกฎ เขาไม่ชอบเด็กก้าวร้าว และยิ่งไม่ชอบให้ลูกชายมาแสดงอาการติดผู้หญิงต่ำต้อยคนนี้ออกนอกหน้า
“ม่ายยยย! มาร์คม่ายกิน!”
“มาร์คัส!” โดมินิคตวาดเสียงดังจนเหล่าแม่บ้านสะดุ้งโหยง แม้แต่คริสและเจซยังต้องลอบเกร็งแผ่นหลัง
แต่แทนที่เด็กน้อยจะร้องไห้จ้าด้วยความหวาดกลัว มาร์คัสกลับเบิกตากว้าง จ้องหน้าผู้เป็นพ่อกลับอย่างไม่ยอมแพ้ สัญชาตญาณความดื้อรั้นที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือดถูกปลุกปั่นจนถึงขีดสุด
“ถ้าแด๊ดดี้ม่ายห้ายปาย... มาร์คจายิงทิ้ง! จายิงแด๊ดดี้ทิ้งเยย! ปังๆๆ”
ประโยคนั้นทำเอาคนทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบกริบราวกับป่าช้า...
เจซแทบหลุดขำแต่ต้องรีบกัดกระพุ้งแก้มตัวเองไว้แน่นจนหน้าดำหน้าแดง ส่วนคริสก็ถึงกับกระตุกคิ้วเบาๆ มองคุณหนูตัวจิ๋วที่กล้าขู่ฆ่ามัจจุราชแห่งวงการอิทธิพลมืดด้วยมือเปล่า ป้าแม่บ้านถึงกับยกมือขึ้นทาบอก หน้าซีดเผือดเพราะกลัวว่าเจ้านายใหญ่จะบันดาลโทสะ
โดมินิคขบกรามแน่นจนสันกรามปูดนูน นัยน์ตาคมกริบหรี่ลงมองลูกชายตัวแสบที่กล้าปีนเกลียว เขาไม่ได้โกรธที่เด็กสองขวบขู่จะยิง แต่เขาโกรธ... โกรธที่สายตาของมาร์คัสตอนนี้ ไม่ได้มองเขาเป็นที่พึ่ง แต่มองไปที่ ‘ผู้หญิงคนนั้น’ เรียกร้องให้เธอปกป้อง!
ลาริมาร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอหันไปมองโดมินิคที่นั่งนิ่ง แววตาของเขาเย็นชาและแฝงไปด้วยรังสีอำมหิตที่พร้อมจะฉีกทึ้งเธอเป็นชิ้นๆ หากเธอกล้าขัดคำสั่ง สายตาเขาบอกชัดเจนว่า ‘ถอยออกมาซะ ลาริมาร์... อย่าสะเออะ’
แต่เมื่อเธอหันกลับมามองเด็กชายตัวน้อยที่อยู่ตรงหน้า...
มาร์คัสยังคงยืนกอดอกแน่น ใบหน้าหล่อเหลาจิ้มลิ้มคว่ำปากลงคิ้วเล็กขมวดเข้าหากันจนเป็นปม ดวงตากลมโตที่จ้องมองมาที่เธอนั้น แม้จะดูเอาเรื่องเพราะโดนขัดใจ แต่มันกลับซ่อนความเว้าวอนอยู่ลึกๆ เหมือนลูกนกที่กำลังรอคอยให้แม่กางปีกปกป้อง
‘หนึ่งปี... หนึ่งปีเต็มที่เธอไม่ได้ทำหน้าที่แม่’
ความเจ็บปวดจากการถูกพรากลูกความน้อยเนื้อต่ำใจจากการถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี และความหวาดกลัวต่อมาเฟียร้าย...
ทุกอย่างถูกปัดทิ้งไปจนหมดสิ้นเมื่อก้อนเนื้อในอกซ้ายของคนเป็นแม่เรียกร้อง ลาริมาร์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตัดสินใจทำในสิ่งที่อันตรายที่สุดในชีวิต นั่นคือการขัดใจ โดมินิค เลอกรองจ์
หญิงสาวเมินเฉยต่อสายตาดุดัน เธอขยับเข้าไปใกล้เก้าอี้เด็ก ก่อนสอดท่อนแขนเรียวเข้าใต้รักแร้เล็กแล้วออกแรงอุ้มร่างอวบอ้วนของมาร์คัสขึ้นมาแนบอก
“มาค่ะคุณหนู... เดี๋ยวพี่มาร์พาไปดูนกที่สวนนะคะ” เสียงหวานเอ่ยบอกอย่างอ่อนโยน พร้อมกับกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น สัมผัสอุ่นๆ และกลิ่นแป้งเด็กหอมละมุนที่โหยหามาตลอดหนึ่งปีทำเอาน้ำตาแทบเอ่อล้น แต่เธอต้องเข้มแข็ง
มาร์คัสไม่ขัดขืนและนี่เป็นครั้งแรกที่เขาให้คนแปลกหน้าอุ้ม เด็กน้อยยอมทิ้งตัวลงซบลาดไหล่อย่างว่าง่าย สองแขนป้อมๆ ตวัดกอดคอลาริมาร์ก่อนหันไปเชิดหน้าใส่ผู้เป็นพ่ออย่างผู้ชนะ
ลาริมาร์ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองหน้าโดมินิค เธอรู้ดีว่ารังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านมาจากด้านหลังนั้นน่ากลัวแค่ไหน หญิงสาวหันไปหาป้าแม่บ้านที่ยืนตัวสั่นอยู่ไม่ไกล
“ป้าคะ... รบกวนจัดอาหารเช้าของคุณหนูมาร์คัสให้มาร์ที่สวนด้านนอกหนึ่งที่นะคะ” เอ่ยเสียงเรียบ พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
“จะ... จ๊ะ หนูมาร์ ป้าจะรีบจัดไปให้เดี๋ยวนี้แหละจ้ะ” ป้าแม่บ้านรีบรับคำเสียงตะกุกตะกัก ก่อนก้มหน้างุดแล้วรีบจ้ำอ้าวเผ่นเข้าห้องครัวไปอย่างรวดเร็ว เพราะตอนนี้สายตาของเจ้านายใหญ่ที่จ้องเขม็งมาที่แผ่นหลังลาริมาร์นั้น... มันน่ากลัวและเย็นเยียบจนขนหัวลุก พร้อมจะลุกขึ้นมาบีบคอใครสักคนได้ทุกเมื่อ
“ไปจิ เย็วๆ”
เสียงแหลมเล็กของเด็กเอาแต่ใจดังขึ้นข้างหู พร้อมกับมือน้อยๆ ที่ตบลงบนบ่าลาริมาร์แปะๆ เป็นเชิงออกคำสั่ง มาร์คัสเร่งเร้าด้วยความหงุดหงิดที่พาหนะส่วนตัวยังไม่ยอมออกเดินเสียที
“ค่ะไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ” ลาริมาร์รับคำเสียงแผ่ว
หญิงสาวกระชับร่างอ้อมกอดให้แน่นขึ้น กรีบหมุนตัวเดินตรงไปยังประตูทางออกที่เชื่อมต่อกับสวนด้านนอก ทุกย่างก้าวของเธอเต็มไปด้วยความกดดันลมหายใจสะดุดห้วงเมื่อรับรู้ได้ว่าสายตาคมกริบของโดมินิคยังคงจดจ้องแผดเผาแผ่นหลังไปจนสุดสายตา...
เธอรู้ดีว่าการเลือกขัดใจเขาในวันนี้ ต้องแลกมาด้วยอะไร แต่เพื่อรอยยิ้มของลูกชายตัวน้อยในอ้อมกอด ลาริมาร์ยอม... ยอมรับทุกความเจ็บปวดที่มาเฟียร้ายจะยัดเยียดให้...
สวนด้านนอก...
ลมเย็นๆ ของสวนด้านนอกก็ช่วยปัดเป่าความอึดอัดลงได้บ้าง ทว่ามาเฟียตัวน้อยในอ้อมแขนกลับยังไม่ทิ้งลายความเกรี้ยวกราด
“ปล่อย! มาร์คจาลงตรงเน้!”
เสียงเล็กเอ่ยขึ้นพร้อมกับดิ้นขลุกขลัก สองมือป้อมผลักไสไหล่บางอย่างแรงจนลาริมาร์เซเกือบเสียหลัก
“บอกห้ายปล่อยงายยย!”
ลาริมาร์ย่อตัวลงวางร่างอวบอ้วนลงบนพื้นหญ้าอย่างเบามือ แม้จะโดนผลักจนเจ็บแต่เธอกลับไม่ชักสีหน้า เด็กน้อยยืนกอดอกหน้ามุ่ยมองตาขวางใส่เธอ
“นกอยู่หนาย! ม่ายเห็นมีเยย! โกหก แด๊ดดี้บอกว่าคนโกหกต้องโดนตีๆ” นิ้วเล็กชี้หน้าเธออย่างเอาเรื่อง แววตาดุดันฉายชัดว่าพร้อมจะอาละวาดปาข้าวของอีกรอบถ้าไม่ได้ดั่งใจ
ลาริมาร์ระบายยิ้มบางไม่ดุ ไม่ตวาดเหมือนโดมินิค และไม่โอ๋จนเกินเหตุเหมือนพวกสาวใช้ หญิงสาวค่อยๆ คุกเข่าลงบนพื้นหญ้าเพื่อให้ระดับสายตาเสมอกับเขาอีกครั้ง
“พี่มาร์ไม่ได้โกหกค่ะ แต่เมื่อกี้คุณหนูมาร์คัสเสียงดัง... นกก็เลยตกใจบินหนีไปหมดแล้ว” อธิบายด้วยน้ำเสียงใจเย็น “ถ้าคุณหนูอยากเห็นนก... เราต้องทำเงียบๆ แล้วก็พูดเพราะๆ แบบนี้”
แสร้งทำเสียงกระซิบพลางยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากตัวเอง “จุ๊ๆ ไหน ลองทำตามพี่มาร์สิคะ”
มาร์คัสชะงักคิ้วที่ขมวดเป็นปมค่อยๆ คลายออก แม้จะยังรักษาฟอร์มเก็กขรึมแบบผู้เป็นพ่อ ทว่ามือน้อยๆ ก็เผลอยกขึ้นมาแตะริมฝีปากตัวเองตามอย่างลืมตัว ความก้าวร้าวลดลงไปเกินครึ่ง
จังหวะนั้นเองป้าแม่บ้านก็ยกถาดซุปข้าวโพดถ้วยใหม่มาเสิร์ฟที่โต๊ะม้าหินอ่อนอย่างกล้าๆ กลัวๆ มาร์คัสหันขวับไปมองก่อนจะทำหน้ายุ่งอีกครั้ง
“ม่ายกิน! มาร์คบอกว่าม่ายกินงาย! เอาปายทิ้ง!” คราวนี้เด็กแสบทำท่าจะวิ่งไปปัดถ้วยซุปอีกรอบ
ลาริมาร์กลับรั้งแขนเล็กไว้ไม่ให้เขาทำลายข้าวของ “ถ้าไม่ทาน... พี่มาร์จะกินเองหมดเลยนะคะ ซุปข้าวโพดอร่อยๆ จะไม่มีเหลือให้คุณหนูเลยนะ”
แกล้งพูดพลางตักซุปขึ้นมาเป่าเบาๆ แล้วทำท่าจะเอาเข้าปาก
“ม่ายยย! ของมาร์ค!”
เด็กเอาแต่ใจรีบวิ่งมากระชากแขนเธอไว้ ก่อนปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ม้าหินอ่อนอย่างทุลักทุเล ปากเล็กอ้าออกกว้างเพื่อรอรับซุปจากมือ แม้จะยอมกินแต่ก็ยังไม่ทิ้งลายนิสัยจอมบงการ ชี้หน้าสั่งด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง
“เป่าเยย! เป่าห้ายเย็นๆ ด้วย! ถ้าลวกปากมาร์คจาตีๆ ห้ายจาย”
ลาริมาร์มองเจ้านายตัวน้อยที่อ้าปากรอรับอาหารแต่โดยดี แม้ปากจะยังคอยพ่นคำขู่ฟ่อๆ ขี้หงุดหงิด และเอาแต่ใจ ทว่าเขากลับยอมผ่อนปรนและยอมฟังเธอมากกว่าใคร หัวใจคนเป็นแม่พองโตขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่...