หลังจากป้าคำดวงพามาส่งที่ห้องพักรับรองบนเรือนใหญ่และขอตัวกลับไปพักผ่อนทันที ราวกับจงใจเปิดทางสะดวกให้ใครบางคน แม้ว่าอัญภัทรตั้งใจจะรั้งตัวป้าแม่บ้านเอาไว้ แต่ทว่าป้าคำดวงรีบวิ่งกลับไปราวกับว่าอยู่อีกนิดจะต้องโดนหักเงินเดือนเสียอย่างนั้น
อัญภัทรทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนอนหนานุ่มขนาดคิงไซส์อย่างหมดแรง ไม่ใช่เพราะเดินไกล แต่เพราะใครบางคนต่างหากที่ทำให้เธอเสียวเกือบตาย!!
ภายในห้องตกแต่งด้วยไม้สักทองหรูหรา เครื่องนอนสีขาวสะอาดตา แอร์เย็นฉ่ำ ต่างจากบ้านพักคนงานรูหนูเมื่อครู่อย่างกับหน้ามือเป็นหลังเท้า แต่ทว่า... จิตใจของเธอกลับไม่สงบสุขเลยสักนิด
“เหนียว... เหนียวไปหมดแล้ว”
หญิงสาวขยับตัวอย่างอึดอัด ความเปียกชื้นจากละอองฝนผสมกับเหงื่อไคลทำเอาเสื้อผ้าแนบติดตัวจนน่ารำคาญ แต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึก ‘ไม่สบายตัว’ ที่สุด ไม่ใช่เสื้อผ้าภายนอก...
แต่เป็นความรู้สึกหนึบหนับบริเวณ ‘โคนขา’ และความแฉะชื้นที่ยังคงค้างคาอยู่ภายในร่มผ้า... หลักฐานความหยาบโลนที่พ่อเลี้ยงหน้าเหี้ยมใจโหดคนนั้นฝากเอาไว้ตอนที่เขาใช้นิ้ว...ขยี้ในจุดเกสรที่ไวต่อความรู้สึกของเธอ
“อีตาบ้า! คนลามก! มือไปจับอะไรมาบ้างก็ไม่รู้ เอามา... แหย่ของคนอื่นได้ยังไง! สกปรกที่สุด!”
อัญภัทรบ่นพึมพำหน้าแดงก่ำ รีบถอดเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นที่ชื้นแฉะออกกองไว้กับพื้น อยากจะชำระล้างร่องรอยสัมผัสวาบหวามนั่นออกไปให้หมดสิ้น
เธอคว้าผ้าเช็ดตัวสีขาวสะอาดที่วางพับไว้อย่างดีบนปลายเตียง เดินตรงดิ่งเข้าห้องน้ำหรูหราไปทันที พลางบ่นในใจงึมงำถึงความงกของเขา ที่บ้านพักคนงานไม่ซ่อมแซมให้ดีทั้งยังให้เธอไปอยู่
เมื่อสายน้ำเย็นฉ่ำจากเรนชาวเวอร์ช่วยให้อารมณ์ขุ่นมัวบรรเทาลงพร้อมกับความหวั่นไหวในร่างกาย อะไร ๆ ก็เลยดีตามไปด้วย จนกระทั่งเนื้อตัวเย็นฉ่ำดับความร้อนรุ่มเรียบร้อยแล้วจึงกดปั๊มครีมอาบน้ำและแชมพูฟอก ๆ ถู ๆ ให้เนื้อตัวสะอาด
สิบห้านาทีต่อมา
สายน้ำที่ปรับอุณหภูมิจากเย็นเป็นอุ่นไหลออกจากฝักบัว Rain Shower ชำระล้างร่างกายจนสะอาดสะอ้าน กลิ่นสบู่หอมกรุ่นช่วยให้จิตใจสงบลงได้บ้าง อัญภัทรปิดน้ำ หยิบผ้าเช็ดตัวมาพันกายแบบกระโจมอก เผยให้เห็นช่วงไหล่เนียนขาวและเรียวขายาวสวยที่มีหยดน้ำเกาะพราว
แต่แล้ว... ความฉิบหายวายป่วงระลอกสองก็บังเกิด เมื่อความโกรธนั้นจางไป สติสตางค์กลับมาพลันนึกรู้ขึ้นได้...
“เดี๋ยวนะ... แล้วชุดล่ะ?”
เธอยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ มองดูเงาตัวเองที่นุ่งแค่ผ้าขนหนูผืนเดียว... สมองเพิ่งประมวลผลได้ว่า ตอนที่ย้ายมา ป้าคำดวงเร่งยิก ๆ ให้รีบเดิน เธอเลยคว้ามาแต่กระเป๋าสะพายใบเล็กที่มีแค่ของใช้ส่วนตัวนิดหน่อย
นิดหน่อยที่แปลว่ามีแค่เครื่องสำอาง กระเป๋าสตางค์ และโทรศัพท์มือถือ
ส่วนกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่... ยังกองอยู่ที่บ้านพักคนงาน!
“ซวยแล้ว! ซวยซ้ำซ้อนอะไรขนาดนี้วะเนี่ยอัญญา!” เธอทึ้งผมตัวเองที่ยังเปียกชื้น ให้กับความรีบรนของตัวเอง
“แล้วจะใส่อะไรนอน? จะให้นอนแก้ผ้าห่มนวมเหรอ? ไม่เอาอะ เกิดไอ้พ่อเลี้ยงโรคจิตนั่นแอบไขกุญแจเข้ามาปล้ำล่ะ?”
เธอรีบวิ่งไปที่ประตูห้อง แง้มดูทางเดินภายนอก หวังจะตะโกนเรียกป้าแม่บ้าน “ป้าดวงคะ! ป้าคะ!”
เงียบกริบ... เรือนไม้สักหลังใหญ่เงียบสงัด มีเพียงแสงไฟสลัว ๆ ตามทางเดิน ป้าคำดวงคงกลับไปบ้านพักส่วนตัวหลังเรือนและนอนหลับไปแล้วเรียบร้อย
เธอจะไลน์หาใครก็ไม่ได้ เพราะเพิ่งมาถึง ยังไม่มีเบอร์ใครในไร่นี้เลยสักคน แม้แต่เบอร์ป้าดวง สมแล้วที่ซินแสทักว่าดวงตกขั้นสุด ดวงกุดขั้นกว่า
อัญภัทรถอนหายใจอย่างทดท้อ
ทางเลือกสุดท้ายที่เหลืออยู่... คือเจ้าของห้องข้าง ๆ ที่อยู่ถัดไปแค่ผนังกั้น...แต่ว่ามันจะดีเหรอ?
อัญภัทรกัดริมฝีปากแน่น ชั่งใจอยู่นาน สภาพเสื้อผ้าชุดเก่าที่กองอยู่กับพื้นก็เปียกชื้นและเปื้อนโคลนจนใส่กลับไม่ได้แล้ว จะให้นอนหนาวตายคาผ้าเช็ดตัวก็ใช่เรื่อง
“เอาวะ! ด้านได้อายอด... ไปขอยืมเสื้อยืดเขาสักตัวคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง เป็นถึงเจ้าของไร่ คงไม่ใจดำให้คนสวยอย่างเราหนาวตายหรอก!”
อัญภัทรสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รวบรวมความกล้า หรือความบ้าก็ไม่รู้ กระชับปมผ้าขนหนูที่อกให้แน่นหนาที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วค่อย ๆ ย่องออกจากห้องตัวเอง
เดินไปตามทางเดินไม้เงาวับ... หยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูไม้สักบานใหญ่ห้องข้าง ๆ หัวใจดวงน้อยเต้นรัวแรงยิ่งกว่ากลองชุดในวงดนตรี ก่อนจะหยุดยืนหน้าประตูนานมาก
...นานจะคิดว่าตัดใจกลับไปซักเสื้อผ้าตากดีไหม แต่คิดได้ว่าฝนตกขนาดนี้คงไม่แห้งง่าย ๆ
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
มือบางเคาะลงบนบานประตูเบา ๆ
“พะ... พ่อเลี้ยงคะ... หลับหรือยัง?” เธอส่งเสียงเรียกแผ่วเบา พร้อมกับภาวนาในใจ
‘สาธุ...เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าบ้านเจ้าเรือน เจ้าป่าเจ้าเขา ขอให้เขาอย่าเพิ่งถอดเสื้อ... หรือถ้าจะให้ดี อย่าเพิ่งเกิดอารมณ์หื่นตอนนี้เลยนะเจ้าคะ!’
ภาวนาในใจได้ชั่วครู่หูพลันได้ยินเสียงคนด้านในเคลื่อนไหว พร้อมกับหัวใจที่เต้นโครมคราม
แอ๊ด...
ประตูไม้สักบานใหญ่ถูกเปิดออกหลังจากเสียงเคาะเพียงไม่กี่วินาที เผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ของเจ้าของห้องที่ยืนตระหง่านเหมือนยักษ์วัดแจ้งอยู่หลังบานประตู
พ่อเลี้ยงหมอกครามอยู่ในชุดลำลองสบาย ๆ สวมเพียงกางเกงนอนขายาวตัวเดียว เปลือยท่อนบนโชว์แผงอกขาวจัดและลอนกล้ามเนื้อที่อัญภัทรเพิ่งจะได้สัมผัสความแน่นของมันไปเมื่อครู่ก่อนที่ย้ายตัวเองมายังบ้านพักของเขา ผมเผ้าที่ยังชื้นน้ำนิดๆ บ่งบอกว่าเขาเองก็เพิ่งอาบน้ำเสร็จเช่นกัน
ดวงตาคมกริบกวาดมองผู้มาเยือนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า... ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่เนินอกอวบอิ่มที่ดันเนื้อผ้าขนหนูสีขาวออกมาล่อตาล่อใจ และเรียวขาขาวเนียนที่โผล่พ้นชายผ้าขึ้นมา
มุมปากหยักสวยกระตุกยิ้ม... เป็นรอยยิ้มที่อัญภัทรเห็นแล้วขนลุกซู่ เพราะมันดูร้ายกาจและหิวกระหาย ยิ่งกว่าตอนอยู่ในห้องมืดเสียอีก
“หึ...” เขาแค่นหัวเราะในลำคอ พิงไหล่กับวงกบประตูมองเธอด้วยสายตาแทะโลม
“นึกว่าใคร... ที่แท้ก็แม่ดอกอัญชันจอมยั่ว...ไฟในตัวร้อนแรงขนาดทนรอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าไม่ไหว ต้องรีบใส่กระโจมอกวิ่งมาเสนอตัวให้ผมถึงหน้าห้องเลยเหรอ?”
ปากเหรอนั่นที่พูด...เขานี่ปากหมาที่หนึ่งจริง ๆ มิน่าล่ะถึงยังไม่มีภรรยา ใครจะทนคนปากหมาแบบนี้ได้ลง!
“บ้า! ใครจะมาเสนอตัว!” อัญภัทรแว้ดใส่ทันที มือข้างหนึ่งกำปมผ้าขนหนูที่อกแน่น อีกมือชี้หน้าเขา
“หยุดความคิดลามกชั่ว ๆ ของคุณเดี๋ยวนี้เลยนะ! ฉันมาดี มาขอความช่วยเหลือ!”
“มาดี...ขอให้ช่วย...?” หมอกครามเลิกคิ้ว
“ไม่มีผู้หญิงดี ๆ ที่ไหนมายืนแก้ผ้าหน้าห้องผู้ชายกลางดึกแบบนี้หรอกนะคุณ... นอกเสียจากว่า... อยากจะมาต่อเรื่องที่ค้างไว้ ที่บอกว่าขอให้ช่วย...ให้ช่วยใส่มันเข้าไปในตัวคุณหรือเปล่า?”
ท่าทางแสนยียวนกวนโมโหใครเห็นเป็นต้องอยากโบกสักที...แต่อัญญาจะปากดีตอนนี้ไม่ได้
“ฉันไม่ได้แก้ผ้าสักหน่อย!” อัญภัทรเถียงคอเป็นเอ็น หน้าแดงก่ำด้วยความอายและโมโห “นี่เขาเรียกกระโจมอก! แล้วที่มาเนี่ย... ฉันจะมาขอยืมเสื้อผ้าคุณต่างหาก! เสื้อผ้าฉันอยู่ที่บ้านพักคนงานหมดเลย ฉันลืมหยิบมา!”
“อ๋อ... ลืม...” เขาลากเสียงยาวอย่างกวนประสาท สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่ร่องอกขาว ๆ ของเธอไม่วางตา
“ข้ออ้างฟังดูดีนะ... แกล้งลืมเสื้อผ้า เพื่อจะได้มีข้ออ้างมาเคาะห้องผมในสภาพกึ่งเปลือย... แผนสูงใช้ได้นี่”
“นี่คุณ! เลิกหลงตัวเองสักทีได้ไหม!” อัญภัทรเหลืออด “สรุปจะให้ยืมไหมคะ! ถ้าไม่ให้ ฉันจะได้ไปหาทางอื่น!”
“ทางอื่น?” หมอกครามหัวเราะหึ “ทางไหนล่ะ? ป้าดวงหลับไปแล้ว คนงานคนอื่นก็อยู่ไกล... หรือคุณจะเดินไปขอยืมไอ้ทิดกับนังคำหล้าที่ใต้ถุนบ้านพัก?”
อัญภัทรเม้มปากแน่น เถียงไม่ออกเพราะสิ่งที่เขาพูดมันเรื่องจริงทั้งนั้น แล้วสภาพเธอเดินออกไปนอกบ้านหลังนี้ได้ที่ไหนล่ะ
ความกดดันทำให้เธอที่ยืนนิ่งคิดหาทางออก เรียวคิ้วขมวดมุ่นพยายามคิดว่านอกจากทางเลือกขอยืมของเขา เธอยังไปเอาเสื้อผ้าที่ไหนได้บ้าง แต่ราวกับเขารู้ว่าเธอกำลังคิดหาทาง จึงยื่นข้อเสนอ
“ก็ได้...” หมอกครามยักไหล่ ถอยหลังเปิดทางให้ดูเหมือนจะใจดี แต่แค่เหมือนเท่านั้น
“ผมให้ยืมก็ได้... เสื้อผ้าผมมีเยอะแยะ”
อัญภัทรตาลุกวาว “จริงเหรอคะ! ขอบคุณค่ะ...”
“แต่...” เสียงเข้มขัดขึ้นทันควัน ทำเอาคำขอบคุณกลืนหายลงคอ หมอกครามก้าวเท้าออกมาประชิดตัวเธอ ก้มหน้าลงมาจนลมหายใจเป่ารดหน้าผาก
“ของฟรีไม่มีในโลกนะคุณอัญญา... โดยเฉพาะกับพ่อเลี้ยงหมอกคราม” เขายกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะที่ริมฝีปากตัวเองเบาๆ
“ผมมีข้อเสนอ... เสื้อผ้าหนึ่งชิ้น แลกกับ... หนึ่งจูบ”
“หา!?” อัญภัทรตาโตเท่าไข่ห่าน อ้าปากค้าง “จะบ้าเหรอ! หน้าเลือด! เลือดเย็นที่สุด! แค่ยืมเสื้อตัวเดียวนี่นะต้องจูบแลก!”
“ก็แล้วแต่...” หมอกครามยักไหล่ทำท่าไม่ยี่หระ “ถ้าไม่อยากแลก... ก็เชิญ”
เขาผายมือไปทางบันไดเรือนที่มืดสนิท
“เชิญเดินกระโจมอกกลับไปนอนที่บ้านพักคนงานได้เลย... หรือจะเดินไปทั้งอย่างนี้ก็ได้นะ อากาศกำลังเย็นสบาย... แต่ผมไม่รับประกันความปลอดภัยนะว่าระหว่างทางจะเจออะไรบ้าง”
เขาแสร้งทำหน้าครุ่นคิด “งูเงี้ยวเขี้ยวขออาจจะไม่มี... แต่พวกคนงานขี้เมา หรือพวกวัยรุ่นกลัดมันแถวนี้... เห็นสาวขาว ๆ อวบ ๆ เดินห่มผ้าเช็ดตัวผืนเดียวกลางดึก... ผมว่ามันคงไม่ปล่อยให้เดินผ่านไปเฉยๆ แน่”
“คุณ...!” อัญภัทรกำหมัดแน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความเจ็บใจ นี่มันมัดมือชกชัดๆ! จะกลับก็เสี่ยงตาย จะอยู่ก็เสี่ยงเสียตัว
“ว่าไง...” หมอกครามถามย้ำ ขยับหน้าเข้ามาใกล้จนจมูกชนกัน
“จะยอมจ่ายค่าเสื้อผ้า หรือจะยอมเดินแก้ผ้ากลับไปให้คนงานรุมทึ้ง... เลือกเอา”