เฟมัสกำข้อมือเล็กแล้วกระชากลากถูพาเธอเดินออกจากผับ โมนาตกใจร้องลั่นให้เพื่อนช่วย แต่ไม่มีใครสักคนที่จะช่วยเธอ รวมทั้งเพื่อนที่เธอคิดว่าสนิทสนมที่สุดในกลุ่มนั้นด้วย
“เจส ช่วยด้วย เจส...”
ขุนพลที่เห็นเหตุการณ์ตอนที่หนุ่มสาวกำลังตบตีและฉุดกระชากกันวุ่นวายจึงรีบคว้ากระเป๋า
“ไอ้ขุน มึงจะไปไหน”
“กูกลับก่อน เมาแล้ว”
เขาก้าวยาว ๆ แหวกฝูงชนตามออกมา สอดส่ายสายตามองหาร่างบอบบางของเพื่อนน้องสาวก็เห็นเธอกำลังถูกผู้ชายคนนั้นลากไปยังลานจอดรถ จึงรีบวิ่งตามไป
“เฮ้ย มึงปล่อยโมนา”
“มึงเสือกอะไรด้วยวะ อีนี่มันเต็มใจจะไปนอนกับกู”
“พี่ขุน ช่วยโมนาด้วย”
มองเห็นใบหน้าสวยบวมเป่ง มุมปากมีเลือดไหลแล้วความอดทนของขุนพลก็หมดลงทันที เขาแลกหมัดกับอีกฝ่าย ต่างมีรอยแผลที่มุมปากไม่ต่างกัน ก่อนขุนพลจะกระโดดถีบจนอีกฝ่ายล้มลง ตามขึ้นนั่งคร่อม แล้วสาวหมัดใส่ไม่ยั้งจนอีกฝ่ายใบหน้าแตกยับแทบจำไม่ได้
“มึงจำเอาไว้ ต่อไปอย่ามายุ่งกับโมนาอีก”
ความเจ็บใจทำขุนพลเตะสีข้างไฮโซหนุ่มขี้ยาอีกครั้ง แล้วคว้ามือโมนาเดินจากมา
“รถเธออยู่ไหน”
“ตรงนั้นค่ะ” ยกมือที่ยังสั่นชี้ไปยังทิศทางที่รถตู้ของเธอจอดอยู่
ขุนพลมองหน้าหญิงสาวแล้วถอนใจ เช็ดเลือดที่มุมปากให้แล้วดึงเธอมากอด
มือใหญ่ลูบศีรษะทุย ความอบอุ่นปลอดภัยที่ได้รับทำคนเมาร้องไห้โฮ กอดเขาแน่น ตัวสั่นสะท้านกว่าเดิม
“ไม่ต้องร้อง เธอปลอดภัยแล้ว”
“พี่ขุน...”
“ยังไม่ต้องพูด พี่จะไปส่งเธอที่รถก่อน”
ทันทีที่ประตูรถตู้ปิดลง โมนาก็โผเข้ากอดเขาอีกครั้ง แม้คราวนี้จะไม่ได้ร้องไห้โฮอย่างขวัญเสียเหมือนตอนแรก แต่ตัวเธอก็ยังสั่นไม่หยุด
“พี่ขุน เจ็บไหม”
คนตัวบางผละออกจากอ้อมกอดเมื่อตั้งสติได้ เธอแตะแผลมุมปากของเขาเบา ๆ ดวงตาไหวระริกแสดงความเป็นห่วง
ขุนพลชะงัก กลืนน้ำลายอึกใหญ่ เธอเห็นเขาไม่ตอบจึงเหลือบขึ้นสบตาก็ต้องชะงักกับสายตาแวววาวสะท้อนแสงในความมืด
“ไม่เจ็บ เธอนั่นแหละ พรุ่งนี้หน้าคงบวม”
“เดี๋ยวโมนากลับไปประคบหน้าค่ะ พี่ขุนให้โมนาทำแผลให้ก่อนนะ แล้วโมนาจะไปส่งที่บ้าน”
“ไม่ต้อง เดี๋ยวพี่กลับเองได้”
“ได้ไงคะ พี่ขุนอุตส่าห์ช่วยโมนา ให้โมนาตอบแทนเถอะนะ”
“ไม่ต้องตอบแทน เธอควรดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ แล้วก็เลิกเอาตัวเข้าไปเสี่ยงได้แล้ว เห็นหรือยังว่าผู้ชายรวย ๆ ที่มันชั่ว ๆ มันทำอะไรกับเธอได้บ้าง”
ความขัดแย้งในอดีตครานั้นทั้งที่ผ่านมาหลายเดือนแล้ว แต่เขากลับเอามันมาพูดกระทบกระแทกใส่เธอ ทำคนดื้อคอแข็ง
“โมนาไม่ได้รู้จักเขามาก่อนนะคะ จะรู้ได้ไงว่าเขาดีหรือเลว เขาเป็นเพื่อนกับเจสเพื่อนของโมนา เจสเพิ่งแนะนำให้รู้จักกันวันนี้เอง”
“อ้อ เพื่อนของเพื่อน ดีนี่ รักเพื่อนดี ขนาดเธอจะโดนลากมาปล้ำ เพื่อนรักของเธอยังนั่งเฉย เลิกคบให้หมดนะ ไอ้เพื่อนไฮโซเนี่ย มันหลอกเธอมาให้ไอ้เลวนั่นฟันแท้ ๆ ยังไม่รู้ตัว”
“รู้แล้วค่ะ โมนาเลิกคบแน่”
รู้สึกเจ็บใจตัวเองไม่หายที่คิดว่าเพื่อนกลุ่มนั้นที่คบหากันมานานตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ในโรงเรียนนานาชาติคือเพื่อนแท้ที่แสนดี ชาติกำเนิดหรือฐานะทางการเงินไม่ได้การันตีนิสัยใจคอของคนจริง ๆ โดยเฉพาะเจสสิก้าที่เหมือนเอาความไว้ใจของเธอมาหลอกให้เธอเป็นเหยื่อของผู้ชายคนนั้น
น่าจะเชื่อเพื่อนกลุ่มใหม่ที่เคยเตือนเธอแล้วว่าเจสสิก้าดูอิจฉาเธอและไม่ได้มีความจริงใจในสายตา
ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องเจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจแบบนี้
“งั้นก็ดี จอดตรงนี้แหละ พี่จะลง”
“ให้โมนาไปส่งเถอะค่ะพี่ขุน”
“ไม่ต้อง พี่จะกลับเอง ยังไม่เข้าบ้าน”
เขาพูดให้เธอเข้าใจผิดว่ากำลังจะไปนอนกับผู้หญิงสักคนที่กำลังคั่วอยู่ และนั่นทำให้คนตัวบางตวัดสายตามองค้อนแล้วสั่งให้คนขับรถจอดส่งเขาที่ป้ายรถเมล์ข้างหน้า
“ขอบคุณนะคะ พี่ขุน”
ขุนพลพยักหน้ารับ ก่อนประตูรถตู้คันหรูจะค่อย ๆ เลื่อนปิดและออกตัวอย่างช้า ๆ
โมนาหมุนตัวหันมองเขาจนลับสายตา ก่อนทิ้งตัวลงนั่ง ยกมือขึ้นกดหน้าอกในตำแหน่งหัวใจที่ตอนนี้มันยังคงเต้นไม่เป็นส่ำ
ตั้งแต่ที่สบตากับเขาเมื่อครู่ เธอรู้ตัวเลยว่าไม่สามารถเดินออกจากชีวิตของเขาได้ ความเข้มแข็งที่มีมันพังทลายลงในพริบตา สุดท้ายก็ต้องวนกลับเข้าไปตามตอแยวุ่นวายกับเขาอีกครั้ง ทั้งที่ไม่เคยได้รับการตอบสนองเลยสักครั้งก็ตาม
ในเมื่อรู้ตัวแล้วว่าเลิกชอบเขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นหลังจากนี้ เธอควรจะต้องเดินหน้าจีบเขาอย่างจริงจังเสียที และคนอย่างคุณหนูโมนาที่ไม่มีวันยอมแพ้อะไรง่าย ๆ ต้องเอาเขามาเป็นแฟนให้ได้
******************
เช้าที่ไม่ค่อยสดใสของคนที่ทั้งเมาค้างและเจ็บแผลมุมปาก แม้จะยังไม่อยากออกไปเจอหน้าใคร แต่ความตั้งใจอย่างแรงกล้าเมื่อคืนก็เป็นแรงผลักดันให้เธอลุกจากเตียง
“ลุงยอด ส่งโมนาที่หน้าตึกคณะวิศวะนะคะ”
“ครับ”
โมนาก้มมองกล่องคุกกี้ในมือด้วยรอยยิ้ม แม้จะเจ็บแผลมุมปาก แต่วันนี้จะไม่มีใครมองเห็นมุมปากสีม่วงอย่างแน่นอนเมื่อเธอใช้เครื่องสำอางราคาแพงปกปิดร่องรอยจนมิด
เมื่อลงจากรถได้ นักศึกษาสาวคนสวยก็เดินไปนั่งรอเขาที่โต๊ะม้าหินในโถงทางเดิน ไม่นานขุนพลก็เดินเข้ามาด้วยสภาพมุมปากมีรอยช้ำ
“พี่ขุน”
คนตัวบางเดินตรงดิ่งมาดักหน้า ยกมือไหว้สวัสดีเขาอย่างที่เคยทำ
“โมนา มาทำอะไรที่นี่” ปากถามแต่มือก็ยกขึ้นรับไหว้
“ก็มาหาพี่ขุนไงคะ”
“มาหาพี่ทำไม”
ขุนพลกวาดตามองรอบตัว แม้จะรู้ว่าเธอสนใจเขามานานเป็นปี เจอกันตามลำพังเมื่อไรก็จะอ่อยเขา โทรหาหรือส่งข้อความมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยใจกล้าโผล่หน้ามาถึงตึกคณะของเขาแบบนี้มาก่อน
“เอาขนมมาให้ค่ะ”
พูดพลางยื่นกล่องคุกกี้ที่ผูกโบอย่างสวยงามให้ เขารับมา ก้มมองมันเล็กน้อยก่อนเลิกคิ้วถาม
“ทำเองเหรอ”
“แหม พี่ขุนก็รู้ว่าโมนาทำไม่เป็น ยังต้องถามอีกเหรอคะ”
“ลืมไป คุณหนูโมนาทอดไข่ดาวยังไหม้ จะมาทำคุกกี้ดูน่ากินแบบนี้ได้ยังไง”
“ดูถูกกันเข้าไปนะคะ คราวหน้าโมนาจะเอาคุกกี้ที่ทำเองมาให้ กินด้วยแล้วกันค่ะ ห้ามเอาไปทิ้งเด็ดขาด”
“อย่าลำบากดีกว่า แล้วก็ไม่ต้องมาหาพี่ถึงที่นี่อีก มีอะไรก็โทรมาแทน”
“กลัวใครจะรู้เหรอคะว่าเราเป็นอะไรกัน”
ตวัดสายตาค้อนอย่างแง่งอน ทั้งที่รู้ว่าเขาจะไม่มีวันง้อ
“เราไม่ได้เป็นอะไรกันโมนา อย่าเพ้อเจ้อ”
“ไม่รักษาน้ำใจโมนาเลยนะคะ คนอุตส่าห์ตื่นแต่เช้า หาขนมมาให้เพื่อขอบคุณ”
“ไม่เห็นต้องลำบาก เธอเป็นเพื่อนยัยข้าว พี่ก็ต้องดูแลเธอเหมือนน้อง “
“แค่น้องเองเหรอคะ”
ขุนพลรู้ดีว่าเธอกำลังคิดและตั้งใจจะทำอะไร จึงพูดดับฝัน
“ใช่ แค่น้อง เลิกคิดซะ”
“พี่ขุน...”
“กลับไปเรียนเถอะ คนมากันเยอะแล้ว”
“ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวคืนนี้โมนาโทรหานะคะ”
พูดจบก็เดินจากไป ขุนพลหมุนตัวมองตามร่างบอบบางไปจนลับสายตา มองขนมในมือแล้วถอนหายใจ ก่อนจะสะดุ้งโหยงเมื่อเพื่อนในกลุ่มที่มาจากไหนไม่รู้เดินมาตบบ่า