“ไอ้ขุน มึงอย่าบอกกูนะว่ามึงกับน้องโมนามีอะไรกัน”
ต้นหนที่แอบปลื้มโมนาชี้หน้าคาดโทษ แม้จะรู้ว่าตัวเองไม่มีหวัง แต่ถ้าเพื่อนได้ไปง่าย ๆ ก็อดที่จะอิจฉาไม่ได้ ถึงว่าเมื่อคืนขุนพลดักคอไม่ให้เขาเข้าไปจีบ แถมยังผลุนผลันรีบกลับ เขามัวแต่เมา หันไปมองอีกทีน้องโมนาคนสวยก็หายไปแล้วเช่นกัน
“อะไรของมึง กูไม่ได้ชอบยัยนั่น แค่เพื่อนน้องสาว กูไม่ชอบเล่นคนใกล้ตัวมึงก็รู้ สลัดลำบาก ขืนฟันแล้วทิ้งยัยข้าวด่ากูตาย”
ยักไหล่ราวกับไม่ได้สนใจแม้โมนาคนสวยที่โด่งดังเป็นสาวในฝันของพวกผู้ชายจะมาจีบ
“แต่คนนี้กูว่าน่าเล่นนะ เป็นกูคงเสี่ยง” ธามพูดกลั้วหัวเราะ
“ใช่ สวยฉิบหาย”
เจ้านาย หนุ่มหล่อเจ้าเสน่ห์อีกคนในกลุ่มเอ่ยพร้อมยักคิ้ว เขาเจ้าชู้มาก สับรางเปลี่ยนผู้หญิงมากกว่าใครในกลุ่ม และมักจะมีปัญหาเรื่องผู้หญิงมาตบตีกันเพื่อแย่งเขาเสมอ จึงสนับสนุนให้เพื่อนฟันไม่เลี้ยง ไม่ต้องสนใจว่าเป็นใคร
“หยุดความคิดมึงไปเลย ไอ้เจ้าโลก”
เพราะเจ้านายมักจะใช้อวัยวะสำคัญกลางลำตัวคิดแทนหัวสมอง จึงถูกเพื่อนเรียกด้วยชื่อนี้เสมอ
“อะไรครับไอ้ขุนแผน กูก็แค่หวังดี สวย ๆ แบบนี้ ปล่อยไปเสียดายแย่” เจ้านายเรียกฉายาของขุนพลที่เพื่อนในกลุ่มตั้งให้
“ใช่ กูจะจีบมึงก็ขัดขวาง แล้วมึงก็มากั๊กน้องเขาเอาไว้แบบนี้ จะเอาก็ไม่เอา แต่ไม่ให้ใครไปยุ่ง มันไม่ดีเลยนะเพื่อน”
ต้นหนตบบ่าขุนพลแรง ๆ นึกหมั่นไส้ที่อีกฝ่ายได้รับความสนใจจากโมนา
“กูไม่ได้กั๊ก ยัยนั่นจะมีใครก็ไม่เกี่ยวกับกู”
“งั้นกูขอ” ต้นหนกระเซ้า
“ไม่ได้ เดี๋ยวมีปัญหากับยัยข้าว ต่อให้เป็นพวกมึง ถ้าทำยัยนั่นเสียใจ ยัยข้าวเล่นงานพวกมึงแน่”
“โฮ้ หวงขนาดนี้ดันบอกว่าไม่ชอบ เล่นตัวเข้าไป ถ้าน้องโมนาไปชอบคนอื่นขึ้นมา อย่ามาเสียดายน้ำลายหกทีหลังนะ พวกกูจะซ้ำให้”
เจ้านายเบะปากหมั่นไส้คนปากแข็ง ทั้งที่อาการหวงแหนถูกแสดงออกมาให้เห็นหมดแล้ว แต่ยังไม่รู้ตัว
“ไอ้เหี้ย พวกมึงนี่แม่ง”
ขุนพลส่ายหน้า ก่อนจะเดินหนีขึ้นตึกเรียนไป ชายหนุ่มทั้งสามจึงหันมองกันแล้วพยักหน้าเห็นด้วย ทั้งที่ยังไม่มีใครพูดอะไรออกมาด้วยซ้ำ
“ใช่ไหม มันหวงน้องเขา” เจ้านายเอ่ยถามก่อน
“อืม เมื่อคืนมันก็ทั้งกั๊กทั้งขัดขวางกู พวกมึงก็ได้ยิน ใช่ไหม” ต้นหนพูดบ้าง
“กูว่ามีใจชัวร์ แต่พยายามห้ามตัวเองอยู่”
ธามพูดกลั้วหัวเราะ นึกขำที่ชายหนุ่มมากเสน่ห์ที่ไม่เคยขาดแคลนสาว ๆ ตกอยู่ในสภาพนี้
“ปล่อยแม่ง คอยดูซิ ว่ามันจะปากแข็งใจแข็งได้สักกี่น้ำ ถ้าน้องโมนาคนสวยตื๊อมาก ๆ เข้า กูว่ามีแตก” ต้นหนยักคิ้ว
“เหี้ยอะไรแตกวะ ใจหรือน้ำ” เจ้านายเอ่ยถามพาซื่อ ทั้งที่มุมปากมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ก็ทั้งคู่แหละ แตกแน่ ไม่เชื่อพวกมึงคอยดู”
ต้นหนย้ำอีกครั้ง ก่อนชายหนุ่มทั้งสามจะส่ายหน้าระอาคนปากแข็ง แล้วตามขึ้นห้องเรียน
****************
“งั้นพวกเราจะทำโปรเจกต์กันทุกวันจนถึงหกโมงเย็น เพราะไอ้ขุนมีงานพาร์ทไทม์ต่อ เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เลย ไม่งั้นจะเสร็จไม่ทัน”
ธามเขียนกำหนดการและหัวข้อโปรเจกต์ตัวจบลงบนกระดานไวท์บอร์ดที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งในห้องปฏิบัติการ ซึ่งในห้องนั้นมีนักศึกษาชั้นปีที่สี่กำลังประชุมและเตรียมตัวทำโปรเจกต์กันอยู่หลายกลุ่ม
“ถ้ามันจะไม่ทันจริง ๆ กูลาออกจากงานก็ได้นะ พวกมึงจะได้ไม่ลำบากด้วย”
ขุนพลเอ่ยอย่างเกรงใจหากว่าข้อจำกัดทางฐานะของตนจะทำให้เพื่อนทุกคนเสียเวลาช่วงกลางคืนที่ควรจะได้ร่วมมือกันทำโปรเจกต์ไปโดยเปล่าประโยชน์
“เฮ้ย ไม่เป็นไร ถึงเวลางานมึงก็กลับไปก่อนได้เลย ถ้าติดลมเดี๋ยวพวกกูก็ทำกันต่อไปเรื่อย ๆ มึงไม่ต้องคิดมาก”
“กูไม่อยากเอาเปรียบพวกมึง งานนี้มันงานใหญ่ ไม่ใช่งานกลุ่มเหมือนตอนปีสองปีสามนะมึง”
“เอาน่า พวกกูไหว ยังไงก็เสร็จทันอยู่แล้ว มึงไม่ต้องเกรงใจ”
ต้นหนตบบ่าขุนพลเพื่อให้กำลังใจ ด้วยรู้ดีว่าอยู่ ๆ สถานะทางการเงินของเพื่อนรักก็เปลี่ยนอย่างกะทันหันเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ทั้งช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา ขุนพลไม่เคยได้หยุดพักผ่อนเหมือนเพื่อนคนอื่น แต่กลับต้องไปทำงานหาเงินมาช่วยเหลือครอบครัว
“แต่กู...”
“เอาตามที่ไอ้ต้นบอกนั่นแหละ เรื่องแค่นี้เอง ช่วยๆ กัน พวกกูไม่คิดมาก มึงก็อย่าคิดมากไปเลยวะไอ้ขุน”
เจ้านายโบกมือไม่ให้ขุนพลปฏิเสธความหวังดีของพวกเขาอีก ขุนพลจึงพยักหน้ารับ
“อืม ขอบใจพวกมึงมาก”
“ไม่เป็นไร เสาร์อาทิตย์ก็นัดกันช่วงเช้าแล้วกัน กูเองก็อาจจะต้องไปที่สนามแข่งบ้าง ไอ้ลมแม่งเอารถมาให้กูทำให้อีกละ อุตส่าห์ไม่แข่งเอง แม่งยังต้องมาดูแลรถให้น้องรักของมึงอีกเนี่ย”
ธามพูดพร้อมส่ายหน้าระอาเมื่อพาดพิงไปถึงนักแข่งตัวท็อปในทีมอย่าง วายุ น้องชายข้างบ้านที่เติบโตมาพร้อมกับขุนพลและขวัญข้าว ทั้งยังเป็นรุ่นน้องในภาควิชาของพวกเขาอีกต่างหาก จึงสนิทสนมกันมากกว่าทุกคน
“เออ มึงก็ทำให้มันหน่อย มันไม่ไว้ใจใครนอกจากมึงกับพวกเราในทีม”
เมื่อก่อนตอนที่ธุรกิจของครอบครัวขุนพลยังไม่ได้ประสบปัญหา เขาเองก็เป็นหนึ่งในนักแข่งและเป็นช่างช่วยซ่อมบำรุงรถให้กับทุกคนในทีม แต่พักหลัง ๆ แทบไม่ได้ไปเหยียบที่สนามอีกเลย
“อืม กูก็รู้ ถึงยังต้องไปเสนอหน้าที่สนามอยู่ไง”
“แหม เอาน้องมาอ้าง ที่จริงมึงก็ชอบไปที่นั่นเพราะทุกครั้งจะได้สาวติดไม้ติดมือมาตลอดนี่หว่า” เจ้านายเอ่ยแซว
“กูแยกแยะได้ ไม่เหมือนมึงที่ใช้หัว***คิดแทนหัวสมอง”
“หูย เจ็บ” เจ้านายสูดปากแต่ก็ไม่ได้ถือสา เพราะพูดแบบนี้กันเป็นประจำอยู่แล้ว
“อย่ามัวพูดมากเลย เดี๋ยวไอ้ขุนไปทำงานไม่ทัน แยกย้ายกันพวกมึง”
สี่หนุ่มเก็บของใส่กระเป๋าแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน มีเพียงขุนพลเท่านั้นที่ยังต้องไปทำงานพิเศษต่อจนมืดค่ำ ถึงได้กลับบ้านไปพักผ่อน
ขุนพลที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ เดินไปเปิดกระเป๋าหยิบโหลคุกกี้ที่โมนาให้เมื่อเช้าขึ้นมาดู เขาเดินไปทิ้งตัวลงนอน หมุนโหลไปมาอีกหลายรอบ มุมปากมีรอยยิ้ม ก่อนจะตัดใจวางโหลใบสวยลงบนโต๊ะข้างเตียง พลันโทรศัพท์มือถือก็ส่งเสียงเตือนไลน์เข้า
เมื่อหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูก็เห็นแจ้งเตือนบนหน้าจอ รูปโปรไฟล์ที่คุ้นตาทำเขาส่ายหน้า แต่ก็เปิดเข้าไปอ่านและพิมพ์ข้อความโต้ตอบ
MONA LISA : “พี่ขุนทำอะไรคะ”
KhunPhon_KhunPhaen : “กำลังจะนอน”
MONA LISA : “ได้ชิมคุกกี้ของโมนาหรือยังคะ”
KhunPhon_KhunPhaen : “ยัง พี่ไม่ชอบกินขนมหวาน”
MONA LISA : “แหม โมนายังไม่ได้ทำเอง อันนี้พี่กินได้ค่ะ ไม่ตายหรอก”
KhunPhon_KhunPhaen : “อืม แล้วพี่จะลองชิมนะ”
MONA LISA : “พี่ขุนจะทำอะไรต่อคะ”
KhunPhon_KhunPhaen : “นอน พี่ง่วงแล้ว”
MONA LISA : “งั้นก็ฝันดีนะคะ ฝันถึงโมนาด้วยล่ะ”
MONA LISA : “บายค่ะ”
มุมปากหยักอมยิ้ม มือที่กำลังกดพิมพ์ถ้อยคำต้องห้ามชะงักค้าง
“ฝันดี” คำนี้มันดูใส่ใจเกินไป เดี๋ยวเธอจะหาว่าเขามีใจ จึงกดลบแล้วเด้งตัวลุกขึ้นนั่งสะบัดหน้าเรียกสติ ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะข้างกับโหลคุกกี้
โมนารออยู่นานเขาก็ไม่ตอบอะไรกลับมา ย่นจมูกใส่หน้าจอโทรศัพท์เพียงนิด
“ท่ามากจริงวุ้ย” แม้จะเสียความมั่นใจนิดหน่อยแต่ไม่ยอมแพ้ รัวนิ้วพิมพ์ข้อความแล้วส่งหาเขาอีกครั้ง
MONA LISA : “พรุ่งนี้เจอกันที่ตึกคณะนะคะ”