หลังเสียงออดเลิกเรียนดังขึ้นที่ห้องเรียน ม.5/1
ทันทีที่อาจารย์วิชาชีวะเดินออกไปจากห้องเรียน พร้อมกับเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของนักเรียนทั้งห้อง แยม ก็หันขวับมาทางเรากับส้มที่กำลังจัดกระเป๋าอย่างเป็นระเบียบ
แยม: (ทำหน้าจริงจังกว่าเรื่องสอบ)
"ฟ้าใส! ส้ม! พวกแกสองคนเตรียมตัวให้พร้อม เลิกเรียนไปกินบิงซูกัน!"
เราที่กำลังง่วนอยู่กับการเรียงสมุดเข้าแฟ้ม เงยหน้าขึ้นมาด้วยแววตาเป็นประกายทันที
ฟ้าใส:"ดีเลย! กูอยากกินบิงซูมะม่วงช็อกโกแลตมาก! ร้อนๆ อย่างนี้ต้องมะม่วงเท่านั้น!"
ส้ม: (รีบยื่นหน้าเข้ามาแทรกทันที)
"มะม่วงอะไรเล่า! ตอนนี้มันฤดูหนาวนะแก! กินบิงซูสตอเบอรี่ดีกว่า! ทั้งเปรี้ยวทั้งหวานถึงจะสดชื่น!"
แยม: (เท้าเอวทำหน้ายู่)
"พวกแกนี่มัน... ไม่ได้เรื่องเลย! กูอยากกินบิงซูชาเขียวนมถั่วแดง! มันละมุนลิ้นดีออก!"
ทันใดนั้น บทสนทนาเรื่องของหวานก็กลายเป็นสนามรบเล็กๆ
ฟ้าใส: (เสียงสูงขึ้นเล็กน้อย)
"มะม่วง! อร่อยสุดในโลกแล้ว! พ่อฉันก็ชอบมะม่วง!"
แยม: (ทำหน้าหาเรื่อง)
"ชาเขียว! แกไม่ต้องเอาพ่อมาอ้าง! นี่เรื่องของเรา!"
ส้ม: (โวยวายไม่แพ้กัน)
"สตอเบอรี่! มีใครแคร์ความต้องการของคนอื่นบ้างไหมเนี่ย!"
เราเห็นท่าไม่ดี เพราะถ้าปล่อยให้เถียงกันเรื่องบิงซู รับรองได้ว่ามันจะกินเวลาไปอีกครึ่งชั่วโมงแน่ๆ
ฟ้าใส: (ยกมือขึ้นมาห้ามศึก)
"โอ๊ย! พวกแกนี่มัน... เงียบก่อน! นั้นเอางี้! วันนี้เดี๋ยวกูเลี้ยงบิงซูมะม่วง! กูจ่ายเอง! พรุ่งนี้... อีแยมเลี้ยงบิงซูชาเขียว! ส่วนมึงอีส้ม วันถัดไปค่อยเลี้ยงบิงซูสตอเบอรี่! ตกลงไหม?"
ยัยส้มทำท่าครุ่นคิดแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ส้ม:"เออ! แบบนี้ก็ได้! เป็นข้อตกลงที่ยุติธรรม! กูไม่ยอมให้บิงซูสตอเบอรี่ต้องโดนมองข้ามหรอกนะ!"
แยม: (กอดอก มองเราด้วยสายตาจับผิด)
"ดูมัน! ทีเรื่องกินนี่ความคิดสร้างสรรค์มาเต็ม พลังงานเยอะมาก! ทีเรื่องเรียนไม่เห็นจริงจังแบบนี้เลยวะยัยใส!"
ยัยส้มรีบเสริมทันที
ส้ม:"แน่นอนอยู่แล้ว! เรื่องกินเรื่องใหญ่โว้ยยย! มันคือพลังงานในการใช้ชีวิตประจำวัน!"
ฟ้าใส: (สะบัดผมเล็กน้อย พยายามรักษาระดับความน่าเชื่อถือ)
"โนวค่ะ! เรื่องเรียนกูก็ตั้งใจ! แค่เรื่องกินมัน... ต้องวางแผนการกินให้ดีเป็นพิเศษแค่นั้นเอง!"
ส้ม: (เบ้ปาก)
"ย้ะ! ทำเป็นพูดไป! ทั้งกลุ่มเรียนเก่งอยู่คนเดียวนั่นแหละ! พวกกูสอบได้คะแนนร่อแร่จนแทบจะต้องให้แกติวให้ใหม่ทุกรอบอยู่แล้ว!"
ฟ้าใส: (หัวเราะเบาๆ)
"ก็หัวสมองพวกมึงไม่มีรอยหยักอ่ะ! จะให้ทำยังไงได้!"
แยม: (ทำหน้ายอมรับชะตากรรม)
"อืม... จะว่าพวกกูโง่ก็ว่าเถอะ! ไม่เถียง เพราะกูสวยอย่างเดียวจบ!"
ฟ้าใส:"5555555! เออ! เอาที่พวกแกสบายใจเลย!"
พวกเราสามคนก็เป็นแบบนี้แหละ ชอบทะเลาะเรื่องไม่เป็นเรื่องตลอดเวลา แต่เห็นอย่างนี้พวกเรารักกันมากนะ พวกเราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ ม.ต้น และไม่มีใครที่เข้าใจเราดีเท่าสองคนนี้อีกแล้ว
พอเลิกเรียน เราก็มักจะชวนกันไปนู่นไปนี่ตลอด เราอยากออกไปเที่ยวบ้างตามประสาวันรุ่น แต่การจะออกไปไหนได้แต่ละครั้งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย...
เราต้อง โกหกคุณพ่อกับคุณแม่ ว่าไปติวหนังสือที่บ้านส้มบ้าง ไปทำรายงานกลุ่มที่บ้านแยมบ้าง หรือบางทีก็อ้างว่าไปช่วยครูจัดบอร์ดที่โรงเรียนจนเย็น บลาๆๆๆ~ สารพัดเหตุผลที่จะทำให้เราได้อิสระสักสองสามชั่วโมง
เราก็ไม่อยากโกหกพ่อกับแม่หรอกนะ แต่ถ้าขอดีๆ คงไม่ให้ไปแน่ๆ เพราะเราเป็น ลูกคนเล็ก และเป็นคนเดียวที่ยังอยู่ใต้การควบคุมของท่าน
ท่านได้ฝาก ความคาดหวังทั้งหมด ไว้ที่เรา อยากให้เราเป็นเด็กดี ไม่เหลวไหล ตั้งใจเรียน เรียนจบแล้วจะได้มาช่วยดูและงานที่โรงแรมอย่างเป็นทางการ ส่วนพี่ทั้งสองของเรา... พี่ไผ่ก็เป็นนักบินที่มีโลกส่วนตัวสูง และพี่ดาวก็เป็นครูที่อยู่ที่อเมริกาไม่ยอมกลับบ้าน
เพราะแบบนี้เราเลยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากทำตามที่ท่านต้องการ แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกขัดใจอะไรมากมายนัก เพราะลึกๆ เราก็เข้าใจว่าถึงแม้เราจะไม่มีสิทธิ์เลือกทางเดินชีวิตตัวเอง แต่เราก็รู้ว่าท่านรักและหวังดีกับเราจริงๆ ท่านกลัวว่าเราจะไปเจอกับโลกที่อันตรายเหมือนพี่ดาว
ที่ผ่านมาเราจึงเป็นเด็กดีมาตลอด ตั้งใจเรียน ไม่เที่ยงกลางคืน ไม่กินเหล้า ไม่เคยทำอะไรให้ท่านต้องผิดหวัง เพราะแบบนี้ไง พ่อแม่ถึงได้ภูมิใจในตัวเรา ตามใจเราทุกอยาก ยกเว้นแค่เรื่องเดียวที่ห้ามเด็ดขาด... เรื่องไปเที่ยวกับเพื่อนที่ดูไม่เป็นแก่นสารและอาจนำพาเราไปเสียคนนี่แหละ
มีคนสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงมีเพื่อนสนิทแค่สองคนคือส้มกับแยม?
เหตุผลก็ง่ายมาก... เพราะส้มกับแยมมีฐานะเท่ากันกับเรา แถมพ่อแม่ของพวกเรายังเป็นเพื่อนร่วมวงสังคมและรู้จักกันเป็นอย่างดี คุณพ่อคุณแม่เราถึงได้ไว้ใจสองคนนี้เป็นพิเศษ ท่านเคยพูดกับเราตรงๆ ว่า
คุณพ่อ/คุณแม่:"ลูกคบกับส้มกับแยมก็พอแล้ว พวกเขามีพื้นฐานที่ดี พ่อกลัวว่าคนอื่นที่เข้ามาในชีวิตลูกจะไม่ได้จริงใจกับลูก และจะพาเราไปเสียคน"
(แต่กูก็ไม่ได้อ่อนต่อโลกขนาดนั้นป่ะว่ะ!)
เรามักจะบ่นในใจทุกครั้งที่พ่อพูดแบบนั้น แม้เราจะถูกตีกรอบและถูกเฝ้าระวังทุกฝีก้าว แต่เราก็ไม่ได้โง่ขนาดที่จะแยกแยะคนดีคนร้ายไม่ออกสักหน่อย... หรือบางที... พ่อกับแม่ก็อาจจะพูดถูกก็ได้... โลกภายนอกมันซับซ้อนเกินกว่าเด็กอย่างเราจะเข้าใจทั้งหมดจริงๆ หรือเปล่า?
ความสับสนนี้มันทำให้เราอยากออกไปสัมผัสโลกนอกกำแพงทองคำมากขึ้นทุกวัน... และวันนี้แหละ... คือจุดเริ่มต้นของการแหกคอกเล็กๆ เพื่อไปกินบิงซูมะม่วง... และอาจจะเป็น จุดเริ่มต้นของเรื่องร้ายๆ ที่เราไม่คาดคิด กำลังจะตามมาในไม่ช้านี้...