ตอนอิงดาวเรียนอยู่ปี 4 หลังจากเลิกเรียนในช่วงบ่าย เธอตั้งใจไปเดินตลาด หาอะไรกินและตั้งใจจะซื้อไปฝากแม่ด้วย อิงดาวจึงไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม ขณะกำลังจะหยิบเงินออกมา มีมือดีมาหยิบเงินของเธอไป
" เฮ้ย !! "
คนร้ายที่เป็นหญิงวัยรุ่นร่างกายผอมแห้ง ฉวยเงินได้ก็วิ่งหนีไปทันที อิงดาววิ่งตามไปติดๆ
" หยุดนะ !! "
อิงดาววิ่งไปจนถึงตัวคนร้ายจนได้ ด้วยร่างกายที่ดูทะมัดทะแมงมากกว่า เธอพยายามยื้อแย่งเงินที่อยู่ในมือของคนร้าย แต่คนร้ายกำมันไว้แน่น
" เอาคืนมานะ "
" ของกู "
" ของฉันตะหาก เห็นๆอยู่ว่าฉันกดเงินได้เธอก็มาหยิบไปเฉยๆ เอาคืนมานะ "
" ของกู ของกู "
เกิดการยื้อแย่งกันเป็นที่สนใจของคนรอบข้างที่เดินผ่านไปผ่านมา
' ปรี๊ดดดดดดด!!! '
เสียงนกหวีดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ผ่านมาพอดี
" อะไร เกิดอะไรขึ้น "
" ผู้หญิงคนนี้ขโมยเงินฉันค่ะ "
" ไม่ใช่ ไม่ใช่ ของกู "
หญิงวัยรุ่นยังคงกำเงินไว้แน่นไม่ยอมคืน สุดท้ายจึงต้องเชิญไปโรงพักทั้งคู่ในขณะที่ผู้หญิงคนนั้นยังคงกำเงินไม่ยอมปล่อย
สรุปที่โรงพัก จ่าพวงตรวจดูกล้องวงจรปิดจึงได้เห็นว่าผู้หญิงคนนี้ขโมยเงินของอิงดาวไปจริงๆ
" ทำไมทำแบบนี้ "
จ่าพวงถามหญิงวัยรุ่นที่นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น
" หิวข้าว หิวข้าว "
คำพูดที่สะท้อนถึงความต้องการของหญิงวัยรุ่นทำให้อิงดาวรู้สึกสงสาร
" จะเอาไงครับคุณหนู จะเอาความมั้ย "
จ่าพวงหันไปถามอิงดาว แต่ก่อนที่อิงดาวจะได้ตอบ ก็มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมาบนโรงพัก เดินตรงมาที่อิงดาวพนมมือไหว้ พูดขอร้องไม่หยุด
" คุณครับ ผมเป็นพ่อของเด็กคนนี้ครับ ผมขอโทษครับ ลูกผมสติไม่ดี ไม่ได้กินข้าวมาหลายวันแล้ว พอดีวันนี้วันพระ ผมกำลังจะไปขอข้าววัด เลยบอกให้ลูกรอ ไม่คิดว่าแกจะหิวจนอาการกำเริบแบบนี้ ผมขอร้อง อย่าเอาเรื่องเลยนะครับ ลูกผมสติไม่ดีจริงๆ มีประวัติการรักษาอยู่ นี่ไงครับ "
ชายคนนั้นยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้อิงดาวดู
' ประวัติคนไข้ผู้ป่วยจิตเวช '
อิงดาวเงยหน้ามอง .. ภาพที่เห็นคือชายวัยกลางคนกำลังโอบกอดปลอบลูกสาวที่มีท่าทีตื่นตระหนก รนรานอย่างเห็นได้ชัด
" ว่าไงครับ จะเอาความมั้ยครับ "
จ่าพวงถามย้ำกับอิงดาวและรอคำตอบ
" ไม่ค่ะ "
" แน่ใจนะครับว่าจะไม่เอาความ "
จ่าถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
" ค่ะ "
อิงดาวหันไปมองดูเด็กสาวที่ยังคงมีท่าทีตื่นตระหนกอยู่ในอ้อมกอดผู้เป็นพ่อ
" หิวเหรอ งั้นก็เอาเงินไปซื้อข้าวกินเถอะ ฉันยกให้ "
พ่อของเด็กสาวน้ำตาคลอ ยกมือไหว้อิงดาวอย่างซาบซึ้งใจ
" ขอบคุณครับ ขอบคุณมากครับ ไปลูกไปกินข้าวกัน "
อิงดาวมองดูสองพ่อลูกเดินออกจากโรงพักไปจนลับตา แววตาสงสารจับใจ
สิ่งที่รับรู้ได้ คือความรักจากพ่อที่มีให้ลูกคนหนึ่งแม้ลูกจะไม่สมบูรณ์แต่ความรักของพ่อสมบูรณ์เสมอ
" น่าสงสารนะครับ คุณหนูคุณเป็นคนดีมากเลย ว่าแต่หนูชื่ออะไร "
" ชื่ออิงดาวค่ะ "
อิงดาวได้แต่ยิ้ม เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่คดีชิงทรัพย์ แต่มันคือภาพสะท้อนของความหิว ความจน และสุขภาพจิต ที่กำลังเกิดขึ้นจริงในสังคมทุกวันนี้
อิงดาวยิ้มให้จ่าพวง
" บางครั้ง…คนที่ทำผิด อาจกำลังร้องขอความช่วยเหลือในแบบที่ไม่มีใครได้ยินอยู่ก็ได้นะคะ "
อิงดาวเดินออกมาจากโรงพักด้วยความรู้สึกหดหู่ แต่แค่คิดว่าเงิน 2,000 มันคงช่วยต่อชีวิตและโอกาสให้กับพ่อลูกคู่หนึ่งที่กำลังหิวโหยได้ แม้จะแค่ช่วงเวลาหนึ่งเธอก็ดีใจมากแล้ว
ภูวรินทร์มองเหตุการณ์นี้อยู่อย่างเงียบเชียบ ด้วยสายตาชื่นชม โดยที่อิงดาวไม่รู้ตัว
..........
วันที่ภูวรินทร์รู้ว่าอิงดาวเป็นลูกของเพื่อนพ่อ คือหลังจากที่พ่อเปิดคาเฟ่และสั่งขนมจากแม่ของอิงดาว
" ขนมร้านไหนครับคุณแม่ "
" ร้านแม่โอบน่ะ อยู่เลยซอยบ้านเราไปอีก 2 ซอย ขนมอร่อยใช่มั้ยล่ะ "
" ครับ หวานน้อย แป้งนุ่ม "
" แม่โอบเป็นแม่หม้าย สามีเสียชีวิตมาหลายปีแล้ว แต่ไม่ยอมมีสามีใหม่เพราะเป็นห่วงลูกสาวคนเดียว "
" แล้วสามีเค้าเป็นอะไรเสียเหรอครับคุณแม่ "
" โดนยิงตาย ตอนไปไล่จับคนร้ายกับพ่อเรา "
ภูวรินทร์นิ่งคิด เขาเหมือนจะเคยได้ยินพ่อเล่าให้ฟังเรื่องที่พ่อไปจับผู้ค้ายาเสพติดแล้วคนร้ายต่อสู้จนมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต ตอนนั้นเขายังเรียนอยู่ ม.5 กำลังจะขึ้น ม.6
พ่อเล่าให้ฟังว่า พ่อของอิงดาวเป็นตำรวจสังกัดเดียวกัน วันนั้นไปซุ่มจับผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ด้วยกัน ไม่คิดว่าคนร้ายจะสู้กลับ แต่ระดับเสี่ยรายใหญ่ ไม่มีทางยอมติดคุก มันจึงยิงสวนกลับมา ผลคือมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย และเสียชีวิต 1 นาย นั่นก็คือพ่อของอิงดาว
" น่าสงสารนะ แต่ลูกสาวเค้าน่ารักมากแถมยังเป็นเด็กดีมากด้วย ช่วยงานแม่ทุกอย่าง ปิดเทอมก็ไปทำพาร์ทไทม์ตามร้านอาหารบ้าง ส่งอาหารบ้าง ขับแกร๊ปบ้าง เอางานเอาการขยันขันแข็งมากเลยทีเดียวแหละ แม่เองยังอดชื่นชมไม่ได้ "
" ลูกสาวเค้าเรียนอะไรเหรอครับแม่ "
" เรียนครูตอนนี้อยู่ปี 4 ใกล้จะจบแล้ว ส่งตัวเองเรียนด้วยนะ เก่งมากเลยนะหนูอิงเนี่ย "
ชื่อนี้ทำเอาภูวรินทร์ถึงกับชะงัก
" ชื่ออิงเหรอครับแม่ "
" ชื่อจริงๆ อิงดาว "
ภูวรินทร์นิ่งคิดคิ้วขมวด นึกถึงวันที่ไปนั่งทานข้าวในร้านอาหารกับคทาและมีเรื่องกับสาวน้อยนางหนึ่ง
' จำชื่อฉันไว้นะ ฉันชื่อ อิง-ดาว ... แต่ชื่ออิงดาวไม่ได้มีคนเดียวในโลกซักหน่อย '
ภูวรินทร์ยังคงคิดว่าน่าจะแค่ชื่อเหมือนกัน
" สวัสดีคะคุณป้าวา "
ภูวรินทร์หันไปมองตามเสียง สตั๊นไปหลายวิ
" อ้าวหนูอิง มาแล้วเหรอลูก วางตรงนี้เลยจ๊ะ "
อิงดาวยกขนมมาวางไว้ และเงยหน้า ทันทีที่ภูวรินทร์เห็นเขายืนนิ่งอึ้งไป ใบหน้าที่ยังเหมือนวันแรกที่เจอ เขี้ยว และลักยิ้ม แต่ผมยาวกว่าเดิม ไม่ผิดแน่ว่านั่นคือคนคนเดียวกัน
' โลกมันจะกลมกิ๊กเกินไปละนะ '
อิงดาวจำภูวรินทร์ไม่ได้ เพราะตอนที่เกิดเรื่องนั่นก็หลายปี แต่แปลกที่ภูวรินทร์กลับไม่เคยลืมความเก่งกล้า และใบหน้าน่ารักนั่น
คุณวารุณีที่เห็นลูกชายยืนอึ้งอยู่และอิงดาวก็ยิ้มให้ จึงเข้าไปจับมือลูกชาย
" ตาภูนี่หนูอิง หนูอิงจ๊ะนี่ภูวรินทร์ลูกชายคนเล็กของป้าเองเป็นตำรวจอยู่ที่ สน. xxx "
" สวัสดีค่ะคุณภูวรินทร์ "
" เรียกพี่ภูก็ได้ลูก คุณเคินอะไรกัน ฟังดูห่างเหินเกินไปแล้ว เราก็คนกันเอง ใช่มั้ยตาภู "
คุณวารุณีหันไปถามลูกชายที่ยืนอึ้งอยู่ คุณวารุณีไปสะกิดจนภูวรินทร์รู้สึกตัว
" อ๋อ ครับ ครับ เรียกพี่ภูก็ได้ครับ อย่างที่แม่พี่บอก "
อิงดาวยิ้ม แต่ในรอยยิ้มนั้น อิงดาวรู้สึกคุ้นหน้าภูวรินทร์อยู่เหมือนกันแต่ไม่กล้าถาม