เวลาสิบนาทีที่เวคินนั่งจมอยู่บนโซฟาหน้าห้องทำงานประธานบริหารนั้น มันช่างยาวนานและบีบคั้นราวกับเข็มนาฬิกากำลังเดินอยู่บนแผลสด เขานั่งมองประตูไม้สักทองบานนั้นด้วยสายตาที่แทบจะเผาไหม้ทุกอย่างให้เป็นจุล ในหัวฉายภาพวนซ้ำเหมือนหนังที่ไม่มีวันจบ ภาพผู้หญิงร่างบางที่เขาคุ้นเคยดีในสนามบิน... ภาพที่เธอยิ้มให้ผู้ชายที่เขาเรียกว่าพ่อ
ในที่สุด ประตูก็เปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของแขกชาวต่างชาติที่เวคินพอจะคุ้นหน้าคุ้นตาว่าเป็นนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จากสิงคโปร์ ชายต่างชาติคนนั้นเดินออกมาด้วยรอยยิ้มพึงใจ แต่เวคินไม่แม้แต่จะปรายตามองหรือแสดงมารยาทตามวิสัยนักธุรกิจที่ดี เขาไม่รอให้แขนภาบอกอนุญาตหรือแม้แต่จะรอให้แขกคนนั้นก้าวพ้นรัศมีประตู เขาแทรกตัวและพุ่งสวนเข้าไปในห้องทำงานของเตชินทันทีโดยไม่สนใจจะทักทายใครทั้งสิ้น
ปัง! เสียงฝ่ามือหนากระแทกลงบนโต๊ะทำงานตัวเขื่องของเตชินจนปากกาและเครื่องเขียนสั่นกราว
“ผู้หญิงที่อยู่กับคุณที่สนามบินเมื่อเช้าเป็นใคร! เขาชื่ออะไร!”
เวคินถามคนเป็นพ่อทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู น้ำเสียงของเขาสั่นพร่าด้วยความโกรธที่พยายามสะกดกลั้นจนถึงขีดสุด
เตชินที่กำลังก้มหน้าก้มตาเซ็นเอกสารสรุปงานหลังการประชุมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองลูกชายช้าๆ ดวงตาคู่คมที่ผ่านโลกมามากกว่าฉายแววดุดันและขุ่นมัว เขาไม่พอใจอย่างรุนแรงกับกิริยาก้าวร้าวและน้ำเสียงที่กระโชกโฮกฮาก รวมถึงสรรพนามที่เวคินใช้เรียกเขาอย่างเหินห่าง
“ไอ้คิน! ฉันเป็นพ่อแกนะ ไม่ใช่เพื่อนเล่นหรือลูกน้องแกที่แกจะนึกอยากจะตะคอกใส่เมื่อไหร่ก็ได้!”
เตชินวางปากกาทองคำลงบนโต๊ะเสียงดังฉาด
“มารยาทที่ฉันส่งไปเรียนเมืองนอกเมืองนามาหลายปีมันหายไปไหนหมด หรือแกทิ้งมันไว้ที่ลอนดอนหมดแล้ว!”
“มารยาทมันใช้กับคนที่น่าเคารพเท่านั้นแหละครับ!”
เวคินย้อนกลับทันควัน ดวงตาแดงก่ำ
“ผมถามคุณดีๆ ว่าผู้หญิงคนนั้นชื่ออะไร! อย่ามาอ้างเรื่องมารยาทกับผมในเวลาแบบนี้ ผมต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้!”
เตชินทำเสียงจิ๊ในลำคออย่างหงุดหงิดที่เวคินยังใช้น้ำเสียงลามปามไม่เลิก เขาจ้องดวงตาลูกชายกลับด้วยความท้าทาย แต่แล้วเขาก็ตัดสินใจพูดออกมาเพื่อตัดความรำคาญ เพราะเดิมทีเขาก็ตั้งใจจะบอกเรื่องนี้กับเวคินอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่คิดว่าเจ้าลูกชายตัวดีจะมาอาละวาดถามเอาความเร็วกว่าที่คาดไว้
“แกอยากรู้นักใช่ไหม... ได้! เขาชื่อ เกลวริน”
เตชินเว้นจังหวะเล็กน้อยพลางยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ
“และจำใส่หัวแกไว้ด้วยนะว่าเกลวรินคนนี้แหละที่จะมาเป็นแม่เลี้ยงคนใหม่ของแก! ฉันกำลังจะแต่งงานกับเขาเร็วๆ นี้!”
คำว่า “แม่เลี้ยงคนใหม่” พุ่งเข้าชนหน้าของเวคินอย่างจังจนเขารู้สึกเหมือนถูกค้อนปอนด์ทุบลงกลางใจ โลกทั้งใบของเขาหยุดหมุนไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ประโยคสั้นๆ นั้นมันกรีดลึกไปถึงขั้วหัวใจยิ่งกว่าบาดแผลใดๆ ในชีวิต
เกลวริน... เกลวรินคนนี้งั้นหรือ?
ผู้หญิงที่เขามอบทั้งใจให้ที่ลอนดอน ผู้หญิงที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขามาห้าปี ผู้หญิงที่หนีหายไปพร้อมข้อความบอกเลิกสั้นๆ ว่าเจอแฟนใหม่ที่เพียบพร้อมกว่า... บัดนี้เธอกลับมาปรากฏตัวในฐานะว่าที่ภรรยาของพ่อแท้ๆ ของเขาเอง!
“แม่เลี้ยง... แต่งงานงั้นเหรอ?”
เวคินพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน
“ใช่! แกฟังไม่ผิดหรอก”
เตชินเห็นปฏิกิริยาที่ดูช็อกของลูกชายก็ยิ่งได้ใจ เขาเอนหลังพิงเก้าอี้หนังราคาแพงด้วยท่าทางภูมิฐาน
“ แล้วแกล่ะไอ้คิน ไปทำอะไรที่สนามบินตอนเช้ามืด? ถึงได้ไปเสนอหน้าแอบดูฉันกับเกลวรินแบบนั้น?”
เตชินถามกลับอย่างจับผิด สายตาคมกริบมองสำรวจท่าทางกระสับกระส่ายของลูกชาย
เวคินไม่ตอบคำถามนั้น เขาไม่สามารถพูดคำว่า “เขาเป็นเมียผม!” ออกไปได้ในตอนนี้ ความเจ็บปวดและความผิดหวังในตัวพ่อและคนรักมันจุกแน่นอยู่ที่คอหอย เขาจ้องหน้าคนเป็นพ่อด้วยสายตาเกรี้ยวกราดที่เต็มไปด้วยความชิงชัง ก่อนจะสะบัดตัวหันหลังเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรสักคำเดียว
โครม!
เสียงปิดประตูกระแทกใส่กรอบประตูไม้สักอย่างรุนแรงจนภาพวาดสีน้ำมันราคาหลายล้านที่แขวนไว้ข้างฝาสั่นสะเทือนเกือบร่วงลงมา เตชินยกสายตาขึ้นมองประตูอย่างไม่พอใจพลางพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ
“ไอ้บ้านี่ มันชักจะหนักข้อขึ้นทุกวันแล้วนะ... เห็นทีพอแต่งงานเสร็จ ฉันต้องดัดนิสัยมันอย่างจริงจังเสียที”
เตชินบ่นอย่างหัวเสีย เขาหยิบอินเตอร์คอมบนโต๊ะขึ้นมาแล้วกดเรียกไปหาเลขาฯ หน้าห้องทันที
“แขนภา! จัดการเรื่องที่ฉันสั่งไว้เรียบร้อยหรือยัง?”
“เรียบร้อยแล้วค่ะท่านประธาน”
เสียงแขนภาตอบกลับมาอย่างนอบน้อม
“ดิฉันโทรไปประสานกับห้องอาหารหลักของโรงแรมแล้วค่ะว่าให้เคลียร์ลูกค้าทั้งหมดก่อนเวลาสี่โมงเย็น และเตรียมจัดโต๊ะพิเศษสำหรับสองที่นั่งไว้ให้เรียบร้อยตามที่คุณเตชินต้องการค่ะ”
“ดีมาก โทรไปย้ำทางโน้นอีกรอบด้วยว่าฉันกำลังจะลงไปในอีกไม่กี่นาทีนี้ อย่าให้มีใครมารบกวนความเป็นส่วนตัวของฉันกับหนูเกลเด็ดขาด”
“รับทราบค่ะท่านประธาน”
เตชินวางสายและลุกขึ้นยืน เขาเดินไปที่กระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพเมืองหลวง ยิ้มกริ่มอย่างอารมณ์ดีพลางจัดสูทให้เข้าที่เข้าทาง เขาสำรวจความเรียบร้อยของใบหน้าที่ยังคงดูภูมิฐานเกินวัยเพื่อไปพบสาวคนรัก
ในขณะเดียวกัน ที่ริมถนนหน้าโรงแรม...
เวคินยืนเท้าเอวหอบหายใจอย่างแรงอยู่ริมฟุตบาท ลมร้อนของกรุงเทพฯ ปะทะใบหน้าแต่เขากลับรู้สึกหนาวเหน็บเข้าไปถึงกระดูก ประโยคที่ว่า “เขาจะมาเป็นแม่เลี้ยงคนใหม่ของแก” มันยังคงดังแว่ววนเวียนอยู่ในหูเหมือนเสียงวิญญาณที่คอยหลอกหลอน แฟนใหม่ที่เกลวรินส่งข้อความมาบอกเลิกเขาที่ลอนดอน... คือพ่อของเขาเองอย่างนั้นหรือ! ความจริงข้อนี้มันโหดร้ายยิ่งกว่านิยายน้ำเน่าเรื่องไหนๆ ที่เขาเคยได้ยินมา
“บ้าเอ๊ย! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะ!”
เวคินตะโกนออกมาดังลั่นอย่างกักเก็บอารมณ์ไม่อยู่จนคนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นหันมามองเขาเป็นตาเดียว บางคนมองด้วยความหวาดกลัว บางคนมองเหมือนเขาเป็นคนสติไม่ดี แต่เวคินไม่สนใจ เขายังคงเดินวนไปวนมาอยู่ริมถนนราวกับหนูติดจั่น ความคิดในหัวมันพันกันมั่วไปหมด
ทำไมต้องเป็นพ่อ? ทำไมต้องเป็นผู้ชายคนนี้?
หัวใจของเวคินบีบรัดจนเจ็บ เขาต้องการคำตอบ และคนที่สามารถตอบข้อสงสัยของเขาได้ทั้งหมดตอนนี้มีเพียงคนเดียวเท่านั้น... คือเกลวริน! ผู้หญิงที่ใช้ใบหน้าที่แสนอบอุ่นหลอกลวงเขามาตลอดห้าปี
“เกลวริน... เธอทำแบบนี้กับพี่ได้ยังไง”
เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแววตาดุดัน
“ในเมื่อเธออยากเล่นบทแม่เลี้ยงนัก พี่ก็จะทำให้เธอรู้ว่าการตกนรกทั้งที่ยังหายใจอยู่มันเป็นยังไง!”
เวคินกำหมัดแน่น เขาต้องตามหาเธอให้เจอ ไม่ว่าเธอจะซ่อนตัวอยู่ที่ไหนในโรงแรมนี้ก็ตาม!