โรงแรมสิริทรัพย์พลาซ่า
บรรยากาศที่โถงทางเดินชั้นบนสุดของโรงแรมสิริทรัพย์พลาซ่า ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องทำงานระดับประธานบริหาร ปกติจะเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินอย่างสม่ำเสมอ กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศราคาแพงอบอวลไปทั่วบริเวณที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนและไม้สักทอง ทว่าวันนี้ความสงบเหล่านั้นกลับมลายสิ้น เมื่อมันปกคลุมไปด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ของ เวคิน ชายหนุ่มทายาทเพียงคนเดียวของอาณาจักรหมื่นล้านแห่งนี้
เขาก้าวยาวๆ ไปตามทางเดินด้วยความเร่งร้อน พรมกำมะหยี่หนานุ่มสีแดงเลือดนกไม่อาจซับเสียงฝีเท้าที่ลงน้ำหนักอย่างรุนแรงตามแรงอารมณ์ที่ปะทุอยู่ในอกได้ ใบหน้าคมเข้มบัดนี้บึ้งตึง ดวงตาแข็งกร้าวราวกับจะเผาไหม้ทุกอย่างที่ขวางหน้า
“เข้าไม่ได้นะคะ! ท่านประธานกำลังมีแขกสำคัญจริงๆ ค่ะคุณเวคิน!”
แขนภา เลขาฯ สาวหม้ายวัยสี่สิบที่ทำหน้าที่หน้าห้องของเตชินมานานกว่าสิบปี เห็นท่าไม่ดีจึงรีบปรี่ออกจากโต๊ะทำงานตัวใหญ่หน้าห้องเอาตัวเข้าขวางประตูไม้สักทองบานยักษ์ทันที เธอรู้ดีว่าพายุลูกนี้ใหญ่เกินกว่าเธอจะรับมือไหว แต่อาชีพและหน้าที่มันค้ำคออยู่
เวคินหยุดชะงักฝีเท้าลงตรงหน้าเธอ เขาไม่แม้แต่จะปรายตาพิจารณาเลขาฯ ร่างสันทัดที่ยืนสั่นเทาอยู่ตรงนั้นแม้แต่นิดเดียว ในหัวของเขามีเพียงภาพที่สนามบินเมื่อเช้า ภาพหญิงสาวที่เขารักควงแขนมากับพ่อแท้ๆ ของเขาเอง
“หลบไป”
เวคินเอ่ยเสียงนิ่งขรึม แต่มันแฝงไปด้วยพลังอำนาจที่สั่งให้คนฟังต้องสยบ
“ไม่ได้จริงๆ ค่ะคุณเวคิน... ดิฉันขอโทษด้วยจริงๆ”
แขนภาส่ายหน้าพัลวันจนผมที่ถูกรวบตึงไว้อย่างระเบียบเริ่มหลุดลุ่ย
“คราวก่อนที่คุณเวคินพังเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ท่านประธานโกรธมาก คาดโทษดิฉันไว้หนักหนา ท่านบอกว่าถ้ามีครั้งที่สองที่ดิฉันทำหน้าที่บกพร่อง ดิฉันไม่ต้องมาทำงานที่นี่อีก... เห็นใจดิฉันเถอะนะคะ ดิฉันทำงานที่นี่มานาน และดิฉันตกงานตอนนี้ไม่ได้จริงๆ ค่ะ”
“ลำบากใจ? แล้วคุณคิดว่าตอนนี้ผมกำลังอยู่ในอารมณ์ไหนแขนภา!”
เวคินคำรามเสียงเข้มขึ้น ก้าวเข้าไปประชิดตัวจนเลขาฯ รุ่นพี่ต้องถอยกรูดไปติดบานประตู
“ผมบอกให้หลบ! ไม่ได้ยินหรือไง! หรือต้องให้ผมออกแรงลากคุณออกจากประตูนี้เอง!”
แขนภาทำหน้าเจื่อนจนน้ำตาคลอเบ้า เธอพยายามสบตาเวคินอย่างอ้อนวอน แม้จะหวาดกลัวสายตาดุดันของลูกชายเจ้านายเพียงใด แต่เธอก็รู้ว่าเตชินนั้นน่ากลัวกว่าในยามที่คำสั่งถูกฝ่าฝืน
“ดิฉันขอร้องนะคะคุณเวคิน... ให้ดิฉันทำตามขั้นตอนเถอะค่ะ ขอให้ดิฉันเข้าไปเรียนท่านประธานก่อนสักนิดว่าคุณเวคินมาและต้องการพบเป็นการด่วน ถ้าดิฉันปล่อยให้คุณเข้าไปเฉยๆ ท่านประธานไล่ดิฉันออกแน่ๆ ค่ะ ดิฉันขอเวลาแค่ครู่เดียว... แค่ครู่เดียวจริงๆ นะคะ”
เวคินจ้องมองใบหน้าอ้อนวอนของเลขาฯ หน้าห้องอย่างหงุดหงิดพลางส่ายหน้าไปมาอย่างเซ็งๆ เขาพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ แล้วยกมือโบกไล่ส่งๆ เหมือนจะยอมลดราวาศอกให้เพียงชั่วคราว
“เออ! งั้นก็รีบไปบอกเร็วๆ เข้าสิ! จะยืนจ้องหน้าผมให้ได้อะไรขึ้นมา! ผมให้เวลาคุณไม่เกินสามนาที ถ้าไม่ออกมา ผมจะพังเข้าไปจริงๆ!”
“ขอบคุณค่ะ! ขอบคุณคุณเวคินมากค่ะ!”
แขนภาไม่รอช้า เธอรีบหันไปเคาะประตูห้องทำงานทันที สองครั้งตามมารยาทอันควร พอได้รับเสียงอนุญาตทุ้มต่ำที่แสนเย็นชาจากข้างใน เธอก็แง้มประตูเพียงนิดเดียวแล้วแทรกตัวเข้าไปอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าชายหนุ่มที่ยืนแยกเขี้ยวอยู่ข้างนอกจะเปลี่ยนใจพุ่งตามเข้าไปในวินาทีนั้น
เวคินยืนเท้าเอวอยู่กลางโถงหน้าห้อง เคาะปลายเท้ากับพื้นรัวๆ ด้วยความร้อนรนจนนั่งไม่ติด ใจของเขามันเหมือนถูกไฟลามทุ่ง ในหัวมีแต่ความว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยคำถามและความแค้น ก่อนหน้านี้เขาไปตามหา เตชิน ที่บ้านแต่แม่บ้านบอกว่าท่านประธานออกไปนานแล้ว ตามมาที่บริษัทเมื่อเช้าก็ไม่พบตัว หลังจากกลับไปเคลียร์ธุระด่วนที่บริษัทของตัวเองเสร็จ หัวใจที่ร้อนรุ่มเรื่อง เกลวริน ก็สั่งให้เขากลับมาที่นี่เป็นรอบที่สองของวัน
เขาสาบานกับตัวเองว่าวันนี้ถ้าไม่ได้รู้ความจริง เขาจะไม่ไปไหนทั้งนั้น!
ประตูห้องทำงานค่อยๆ แง้มออกอีกครั้ง แขนภาแทรกตัวออกมาด้วยท่าทางประหม่าอย่างเห็นได้ชัด เธอเดินก้มหน้าไม่กล้าสบตาชายหนุ่มที่ยืนรอคำตอบอยู่
“ว่ายังไง!”
เวคินตะคอกถามทันทีจนเลขาสาวใหญ่สะดุ้งตัวโยน
“ท่านประธานบอกว่า... เอ่อ... ให้คุณเวคินรอสักสิบนาทีค่ะ เพราะตอนนี้ท่านกำลังสรุปสัญญากับลูกค้าคนสำคัญอยู่จริงๆ ท่านไม่อยากให้ใครรบกวนในขั้นตอนนี้ค่ะ"
แขนภาใช้น้ำเสียงสั่นๆ แกมขอร้องสุดชีวิต
“สิบนาที?”
เวคินทวนคำเสียงสูง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโกรธที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาอีกรอบ
“ไม่รอ! ผมรอมาทั้งวันแล้ว! สิบนาทีของเขาอาจจะหมายถึงการพาผู้หญิงคนนั้นหนีไปทางประตูหลังก็ได้!”
เขาบอกเสียงขุ่นพร้อมกับใช้ช่วงแขนแกร่งดันไหล่แขนภาออกให้พ้นทางประตูไม้สักนั้นอย่างไม่ใยดี ทว่าแขนภายังคงขืนตัวไว้สุดกำลัง เธอใช้แผ่นหลังพิงประตูไว้เหมือนจะใช้ร่างกายเป็นโล่มนุษย์
“ขอร้องนะคะคุณเวคิน! ขอแค่สิบนาทีนี้จริงๆ ถ้าคุณเข้าไปตอนนี้ ทุกอย่างที่ดิฉันพยายามรักษามาทั้งชีวิตจะจบลงทันที ดิฉันโดนไล่ออกแน่ๆ ค่ะคุณเวคิน! ท่านประธานสั่งไว้เด็ดขาดมาก!”
แขนภาละล่ำละลักบอกพลางยกมือไหว้ปลกๆ
เมื่อเห็นความลำบากใจและแววตาที่สั่นระริกด้วยความกลัวตกงานอย่างจริงจังของหญิงสาวรุ่นน้าที่เห็นกันมานาน เวคินก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ความเป็นคนใจดีที่เป็นเนื้อแท้ลึกๆ ของเขาทำให้เขาจำต้องยอมล่าถอยออกมาอีกก้าว เขาถอนหายใจออกมาอย่างขัดใจจัด ก่อนจะพาร่างสูงใหญ่เดินไปทิ้งตัวลงบนโซฟารับแขกตัวยาวอย่างแรงจนเกิดเสียงดังพลั่ก
แขนภาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เหมือนเพิ่งรอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราช เธอรีบพาตัวเองกลับไปยังโต๊ะทำงานทันที แต่สายตาก็ยังคงลอบมองเวคินอย่างระแวงอยู่ตลอดเวลา มือของเธอยังสั่นในขณะที่พิมพ์งาน เพราะรู้ดีว่าถึงตอนปกติเวคินจะเป็นเจ้านายที่ใจดีและมีเหตุผลมากที่สุด แต่ถ้าร้ายขึ้นมาเมื่อไหร่ เขาก็ร้ายจนน่ากลัวและควบคุมยากกว่าใครในตระกูลสิริทรัพย์เสียอีก
“แขนภา...”
เวคินเรียกชื่อเธอขึ้นมาลอยๆ ขณะที่ตาทอดมองไปยังประตูห้องประธาน
“ลูกค้าที่อยู่ข้างใน... เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย?”
เลขาฯ สาวใหญ่ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
“เป็นผู้ชายค่ะคุณเวคิน เป็นนักลงทุนต่างชาติที่คุณเวคินก็น่าจะพอคุ้นหน้าอยู่นะคะ”
เวคินไม่ตอบอะไร เขาเพียงแต่ขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ใจเขามันเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก สิบนาที... เขาจะให้เวลาแค่สิบนาทีเท่านั้น ถ้าหลังจากนั้นประตูยังไม่เปิดออก เขาจะไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนอีกต่อไป!