อารัมภบท
อารัมภบท
สนามแข่งรถ
ความไวราวกับปีศาจวิ่งบนทางตรงอย่างโฉบเฉี่ยว Lamborghini Huracan มูลค่าเกือบสามสิบล้านบาทพุ่งตัวเข้าโค้งตามลายเส้นถนน เบื้องหลังพวงมาลัยคือ พระศุกร์ ชายหนุ่มรูปร่างสูงอายุสิบเก้าปีบริบูรณ์ทว่าสายตาเย็นชาเอาแต่จดจ่ออยู่กับลายถนน และวินาทีต่อมาซูเปอร์คาร์คันนี้พุ่งตัวตามทางตรงด้วยความเร็วสองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเสี้ยววินาที ขับขึ้นนำรถอีกคันของบอดี้การ์ดส่วนตัวจนทิ้งห่างหลายต่อหลายวินาที
ถัดมาพระศุกร์ขับรถเข้ามาจอดเทียบเคียงซูเปอร์คาร์ราคาแพงที่จอดนิ่งอยู่อีกคัน พายุและนาวาลูกพี่ลูกน้องสวมชุดนักเรียนกางเกงโปโลสีน้ำเงินยืนมองเขาในสนาม พร้อมกับปรบมือให้กำลังใจพี่ชาย เมื่อเห็นว่าพระศุกร์เปิดประตูก้าวลงจากรถมือหนาข้างหนึ่งถอดหมวกกันน็อกสีดำออกเผยให้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลา มืออีกข้างยกขึ้นเสยผมที่ปกปิดหน้าผากกว้างขึ้น แม้จะเพิ่งลงซ้อมไม่กี่นาทีตอนนี้ตามกรอบหน้ามีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาประปราย
ดวงตาคมจ้องมองร่างกายของน้องชาย จากนั้นจึงสาวเท้าเข้าไปใกล้เอื้อนเอ่ยคำพูดคล้ายสนิทสนมแม้อายุจะห่างกันปีก็ตาม
“ไงวะ เลิกเรียนแล้วเหรอ”
“เท่มากเลยพี่เมื่อกี้ เมื่อไหร่พ่อผมจะอนุญาตให้ผมขับบ้าง” พายุเอ่ยต่อเขา
เพียงแค่พี่ชายเดินเข้ามาหา พวกเขาทั้งคู่ดวงตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นมองร่างของพี่ชายไม่กะพริบ พระศุกร์ยังคงเป็นแบบอย่างที่ทำให้เขาอยากจะก้าวตามมากที่สุด ทั้งเท่ทั้งหล่อในคนเดียวกันจะมีอะไรน่าอิจฉาไปมากกว่านี้อีก
“เออ รอมึงโตกว่านี้ก่อน”
“ปีหน้าพี่ก็จะยี่สิบแล้ว ป๊าก็เลยยอมให้ขับแต่พวกผมอีกนานเลย” คราวนี้นาวากล่าวพร้อมระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ขึ้นคันนั้น จะไปส่งที่บ้าน” ไม่ได้ว่าอะไรต่อพระศุกร์เอ่ยวาจาบอกให้น้องชายทั้งสองของตัวเองขึ้นรถหรูอีกคันที่จอดนิ่งอยู่ด้านหลัง
จากนั้นรถยนต์ราคาแพงมุ่งตรงไปตามท้องถนนใหญ่ ทว่ากลับต้องจอดรอสัญญาณไฟจราจรอย่างคนทั่วไป มือแกร่งเอื้อมมือจับพวงมาลัยข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็เลื่อนลงมาจับหน้าขาเป็นจังหวะเดียวกับที่พระศุกร์กำลังจะตีไฟเลี้ยว มือหนาควบคุมพวงมาลัยเบื้องหน้าตามท่อนแขนมีเส้นเลือดผุดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด จังหวะที่เขาหมุนพวงมาลัยข้างเดียวทำเอาพายุและนาวาที่มองภาพนั้นอ้าปากค้าง นี่พี่ชายของเขาจะเท่เกินไปแล้ว
“จับพวงมาลัยข้างเดียวก็เท่สุดๆ ไปเลยพี่ศุกร์” พายุเอ่ยชม
“โตขึ้นเดี๋ยวสอนแต่อีกอย่างพวกมึงต้องตั้งใจเรียนเข้าใจไหม” พระศุกร์เอ่ย
“เข้าใจแล้วครับ”
น้องชายทั้งคู่ของเขาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจขณะที่รถคันนี้กำลังพุ่งตรงไปยังบ้านหลังโต ตั้งแต่จำความได้พระศุกร์เพิ่งย้ายไปอยู่บ้านก็ในตอนที่น้องสาวของเขาเกิด หลังจากนั้นทั้งสองก็เติบโตมาด้วยกัน เวลาผ่านไปเขาก็ต้องย้ายออกมาอยู่คนเดียวเพราะเข้ามหาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง และเพื่อลดระยะเวลาการเดินทางพ่อจึงซื้อคอนโดให้เขาอยู่ แถมยังเป็นชั้นที่อยู่สูงสุดและก็มีเพียงแค่ห้องเขาคนเดียว
ตัดมาที่คอนโดย่านดัง
สตรีรูปร่างเล็กสำรวจตัวเองตรงหน้ากระจกเธอหมุนรอบตัวเองไปมา มองดูชุดเดรสหนังสีดำที่สวมใส่คล้ายกับว่ายังไม่พอใจ ร่างบางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พร้อมกับหยิบอีกชุดขึ้นมาทาบลำตัวแทน เห็นท่าทีขัดใจของเพื่อนสาว เสียงสองจิ๊ปากอย่างอารมณ์เสียเมื่อนั่งรอตรงเตียงขนาดคิงไซซ์หลายนาที แต่เพื่อนไม่มีท่าทีว่าจะแต่งตัวเสร็จแถมยังเปลี่ยนใจจะสวมชุดที่ถืออยู่ในมืออีก
“โอ๊ย นังชะนีแกจะเปลี่ยนกี่ชุดต่อกี่ชุดย่ะ มันสายแล้วนะ”
“ก็ยังไม่ชอบอ่า แกว่าตัวนี้สวยกว่าปะ” ตัวเล็กเอ่ยถาม
“ยังไม่เสร็จกันอีกเหรอ รถที่เรียกไว้จะมารับแล้วนะ” คราวนี้ผู้หญิงอีกคนอย่าง ลิลลี่ เดินเข้ามาภายในห้องนอนสายตาสำรวจมองเรือนร่างอรชรที่เอาแต่ยืนมองอยู่หน้ากระจกบานใหญ่
“หน้าอกก็โตยัดลงไปได้ยังไงก่อน”
ร่างสูงที่นั่งอยู่ตรงปลายเตียงเอ่ยพูด เขาไม่ใช่ว่าเป็นชายแท้แถมยังดัดเสียงสองเสียงสามพูดกับเพื่อนสาวทั้งสอง เรียกได้ว่าเป็นเพศที่สามและชอบผู้ชายด้วยกัน สามคนรู้จักกันมาตั้งแต่ตอนเข้ามาปฐมนิเทศปีหนึ่งเธอก็เจอกับเพื่อนสองคนนี้ ถึงจะดูเหมือนนิสัยต่างกันแต่พวกเขาก็สนิทกันมาก
“ใส่ชุดนี้ก็ได้ ช่วงนี้อยากมีแฟนอ่า” ใบหน้าสวยหมดจดหันมามองทางเพื่อนก่อนที่จะเปล่งน้ำเสียงใสเอ่ยบอก ริมฝีปากกระจับแต่งแต้มด้วยลิปสติกมันวาว ขนตางอนยาวจับจ้องร่างสูงของเพื่อนเธอมีชื่อว่า แอริน หรือที่เพื่อนชอบเรียกว่า..
“โอ๊ยอีแอร์ เรื่องมากแกเลือกเองไม่ใช่เหรอชีวิตอยู่เป็นโสดน่ะ”
“ไปส่องหนุ่มๆ ที่เข้ามาใหม่เห็นว่ามีคนหล่ออยู่นะ” ลิลลี่เอ่ย
“ไปค่ะกะเทย อยากไปหาผัวรุ่นน้อง” แอรินกล่าวพร้อมกับสาวเท้าไปหยิบกระเป๋าสะพายข้างราคาแพง ชุดเดรสดันสั้นเสมอหูเพียงแค่เธอโน้มตัวลงนิดหน่อยก็เผยให้เห็นของล่อตาล่อใจ
Black swan Nightclub
คนตัวเล็กเขยิบเรือนร่างโยกย้ายส่ายสะโพกตามเสียงเพลง มือขาวซีดยกแก้วน้ำเมาเข้าปากไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ แสงไฟหลากสีตกกระทบดวงหน้างดงาม ดึงสายตาของชายหนุ่มโต๊ะข้างๆ เอาแต่จ้องตามร่างอรชรของแอริน เพื่อนของเธอส่งแก้วขนาดพอดีมือมาให้ขณะที่ชงเหล้าแก้วตัวเองอยู่ เห็นอย่างนั้นเธอจึงไม่ลังเลที่จะรับมากระดกเข้าปากอีกรอบ ทว่ามันกลับไม่ได้มีผลต่อร่างกายเธอมากนักเวลานี้แอรินยังมีสติครบถ้วนทุกประการ เพียงแต่เธอแค่รู้สึกมึนหัวกับแสงไฟที่สาดส่องลงมาจากเพดานเสียมากกว่า
“ชะนีแดกเหล้าเหมือนโกรธใครมา”
“อีเขต ไม่เห็นจะมีผู้หล่อๆ เลย” แอรินว่าพลางเลื่อนลำตัวเข้ามาเกาะท่อนแขนของเพื่อนตัวโต
“มันจะมากระหายผู้ชายอะไร เป็นถึงพี่แอรินคนดังใครเขาก็อยากได้หล่อนย่ะ” เขตเพื่อนเพศที่สามของเธอเอ่ยเสียงดัง เนื่องจากโซนนี้จัดไว้สำหรับสายแดนซ์ เสียงเพลงดังกลบบทสนทนาของทั้งคู่แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดเคลื่อนไหวร่างกาย
“อุ๊ยมึง คนนั้นหล่ออยากได้”
พลันดวงตากลมโตสีรัตติกาลปะทะเข้ากับชายหนุ่มรูปร่างสูงยืนอยู่อีกฝั่งเธอเหมือนดั่งตกอยู่ในภวังค์ แม้จะมาที่นี่บ่อยครั้งแต่เธอก็ไม่เคยพบเห็นใครหล่อเหลาขนาดนั้นมาก่อน สะกิดท่อนแขนเพื่อนเบาๆ ราวกับว่ารู้ใจกัน เขตมองไปทางนั้นก่อนจะตาลุกวาวอย่างบอกไม่ถูก
“หล่อมากอีดอก หล่อแบบอยากได้เป็นผัว” เขตกล่าว
“คนนี้ขอค่ะ เห็นก่อนเนอะเดี๋ยวมาค่ะกะเทย”
“แหม่เห็นผู้หล่อไม่ได้ วิ่งเข้าใส่เลยนะอีเตี้ย”
สตรีรูปร่างเล็กสูงร้อยหกสิบนิดๆ ตัดสินใจเดินเข้าใกล้กับโต๊ะของหนุ่มๆ มากยิ่งขึ้น และด้วยความที่โซนธรรมดาเป็นโต๊ะยืนไม่กี่วินาทีต่อมาแอรินก็ยืนอยู่ด้านหลังของเขา มือไม้อ่อนแรงทำท่าทีว่าแก้วขนาดพอดีมือที่ถือติดมาหล่นลงพื้น ทว่าเธอกลับตั้งใจทุกการกระทำดึงความสนใจจากผู้ชายกลุ่มนั้นให้หันมามองเธอเป็นตาเดียว
“โอ๊ะ แก้วตกได้ยังไงเนี่ย”
“นั่นมันพี่แอรินไงมึง ที่มึงบอกชอบมาก” เสียงชายหนุ่มดังขึ้นมา
“เออดรีมมันบอกอยากเจอไม่ใช่เหรอวะ”
เสียงคุยกับแผ่วเบาจนเธอไม่อาจจับใจความได้ว่าพวกเขาพูดถึงหมายถึงใครหรือจะเป็นเธอหรือเปล่า เป็นจังหวะพอดิบพอดีกับแผ่นหลังกว้างหันมาทางเธอ สายตาเย็นชาคู่นั้นมองเรือนร่างอรชรตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนที่ร่างสูงจะก้มลงไปเก็บแก้วที่เธอทำตกเอาไว้แต่แรก คนตัวเล็กระบายยิ้มยียวนให้เขาก่อนที่จะเอ่ยขอบคุณเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดหวัง
“ขอบคุณนะคะที่ช่วยเก็บให้” ว่าจบมือบางเอื้อมไปหาเขาหวังจะรับแก้วในมืออีกฝ่ายมาถือไว้ แต่ดันผิดคาดเพราะว่าชายหนุ่มคนนั้นยกแก้วขนาดพอดีมือขึ้นสูงเหนือศีรษะของเธอ ส่งผลให้ร่างเล็กสูงไม่ถึงไหล่ของผู้ชายคนนี้เงยหน้ามองตามการกระทำเขา
“พระศุกร์ทำอะไรวะ จะแกล้งพี่แอรินทำไม” คราวนี้เป็นเพื่อนของเขาอย่างดรีมพูดขึ้น เห็นหญิงสาวที่ตนอยากเจอหน้ามากที่สุดหัวใจถึงกับเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ราวกับเป็นเรื่องบังเอิญเพราะในกลุ่มเพิ่งพูดถึงเธอไม่นาน และวินาทีต่อมาเธอก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า
“ขอแก้วคืนได้ไหม อย่าแกล้งเลยนะคะมันสูงเกินเอื้อมไปแล้ว”
เธอเปล่งเสียงใสออดอ้อนพร้อมกับช้อนสายตาหวานเยิ้มขึ้นมาสบตากับร่างสูงเบื้องหน้า หวังให้เขาเห็นใจเธอบ้าง แต่กลับกันพระศุกร์เบนทิศความสนใจไปมองทางอื่น
“พี่คนนี้เหรอวะ ที่มึงพูดถึงแล้วชอบเ****นอะ”
“พูดพล่ามอะไรของมึง ต่อหน้าพี่แอรินเลยนะเว้ย”
“พี่? งั้นแสดงว่ารุ่นน้องเหรอเนี่ย” ได้ยินอย่างนั้นแอรินยกท่อนแขนขึ้นมากอดอก ต่อหน้ากลุ่มผู้ชายแปลกหน้าที่เธอไม่รู้จักแต่พวกเขากลับรู้จักชื่อของเธอแล้ว แทนชื่อเธอว่าพี่งั้นแสดงว่าทั้งกลุ่มคงจะรุ่นน้องของเธอหมดเลย
“พี่แอรินครับ เพื่อนผมมันชอบพี่มากเลยนะ คนนี้เลยคนนี้” ครั้งนี้เป็นคนที่ชื่อ ยีน พูดขึ้นพร้อมกับชี้ไปทางเพื่อนที่ยืนเก็บอาการอยู่แต่แรก
“แล้วเราชื่ออะไรกันเหรอ พี่ไม่ทันรู้จักชื่อใครเลย”
“ผมเหนือครับ วิศวะปีหนึ่ง”
“ผมยีนนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักพี่แอรินคนสวย”
“ผม..เอ่อผมดรีมครับ ติดตามพี่อยู่นะครับ” ดรีมบอกพร้อมกับยกมือขึ้นเกาหัวหน่อยๆ
“แล้วคนนี้ล่ะ ชื่ออะไรเอ่ย”
ทั้งสามคนแนะนำชื่อเสียงเรียงนามให้เธอได้รู้จัก ทว่าความต้องการของหญิงสาวคือชายหนุ่มรูปร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า สายตาเย็นเฉียบคู่นั้นหันกลับเข้าไปโต๊ะของตนกับเพื่อน มืออีกข้างก็วางแก้วของเธอลงอย่างจัง จากนั้นไม่ตอบกลับอะไรและเลือกที่จะเดินหนีขึ้นไปชั้นสอง
“มันโลกส่วนตัวสูงครับ ไม่ชอบเข้าหาคนอื่นชื่อพระศุกร์”
“แล้วเรียนวิศวะกันหมดเลยเหรอ”
“ใช่ครับ พี่สนใจดื่มกับพวกผมไหม” ดรีมเอ่ย
“พอดีพี่อยากเข้าห้องน้ำอ่า ไว้กลับมาต่อนะคะ”
เมื่อกล่าวจบประโยคเธอรีบสาวเท้าตามแผ่นหลังกว้างของผู้ชายคนนั้นไปทันที เพราะสนใจมากอย่างน้อยได้คุยด้วยกันสักประโยคก็ยังดี ตั้งแต่เธอเดินมายังโต๊ะนี้ไม่ทันได้ยินเสียงของเขาเลย เด็กหนุ่มเรียนวิศวกรรมปีหนึ่งอย่างงั้นเหรอ เด็กกว่าเธอตั้งสองปีแต่ทำไมถึงน่าสนใจขนาดนี้กันนะ
“เดี๋ยวก่อนสิพระศุกร์” เรือนร่างอรชรเดินห่างออกมาจากเสียงเพลงที่เปิดดังอึกทึก เอ่ยวาจารั้งผู้ชายคนนั้นเอาไว้ก่อนที่มือของเขาจะเปิดประตูเข้าไปในห้อง แววตาประกายวาววับคู่นั้นจับจ้องดวงหน้า
หล่อเหลาชัดเจนมากยิ่งขึ้น กับแสงไฟสีขาวที่ตกกระทบร่างกายของเขาดั่งตกอยู่ในภวังค์ให้เธอไม่กล้าที่จะกะพริบตาเลยแม้แต่เสี้ยววินาที
“อะไร” เพียงแค่เขายอมเอ่ยปากกับเธอทำเอาแอรินระบาย
ยิ้มกว้าง น้ำเสียงนั้นมีอิทธิพลต่อหัวใจเธอหนักมากถึงกับเต้นแรงโครมครามแทบจะหลุดออกมาจากทรวงอก
“ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากจะดื่มด้วยสักแก้วก็ยังดี”
“…”
“พี่อยากรู้จักเรามากกว่านี้ พอจะมีโอกาสนั้นไหมคะ”
“โอกาสเหรอ? มันก็เหมือนกับที่เธอเอื้อมไปหยิบแก้วไม่ถึง
นั่นแหละ เอื้อมไม่ถึงหรอก”
ประโยคที่เอื้อนเอ่ยออกมาจากปากเขาทำเอาหัวใจดวงนี้กระตุกวูบราวกับว่าถูกปฏิเสธซึ่งๆ หน้า แอรินถึงกับเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น
มือบางกำเข้าหากันไม่ทันจะเอ่ยอะไรอีก เขาก็เดินหายเข้าไปในห้องเสียแล้ว
“ไม่สนว่าจะเอื้อมถึงไม่ถึง แต่จะเอามาให้ได้คอยดู”
****