ตกเย็น…
กิจกรรมรับน้องของวันนี้เพิ่งจะปิดฉากไปได้ไม่นาน น้อง ๆ ต่างทยอยกลับหอกันหมดแล้ว แต่พี่สตาฟอย่างพวกเรายังต้องอยู่สรุปงานต่อในห้องประชุมของคณะ บรรยากาศเหมือนซากศพรวมตัว เหนื่อย ล้า และอยากนอนกันทุกคน
ตะวันที่ยืนเช็ดเหงื่อกับเช็กเอกสารไปด้วย ก็เอ่ยขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว
“ปันปัน มึงมาเป็นพี่ว๊ากแทนไอหน่อยได้ป่ะวะ”
ปันปันที่กำลังจิบชานมอยู่ถึงกับสำลัก “แค่ก! กูเนี่ยนะ?” เธอชี้นิ้วจิ้มหน้าอกตัวเองแรงมาก “ไม่เอา ไม่ถนัดโว้ย!”
แซมมี่กลอกตาใส่ทันที “ยังไม่ทันลอง มึงจะรู้ได้ไงว่าถนัดไม่ถนัดวะปัน”
“แล้วมึงไม่ไปเป็นแทนล่ะ?” ปันปันสวนกลับทันทีแบบไม่ต้องคิด
แซมมี่ยักไหล่แบบเกินจะช่วย “ก็มันชวนมึงอะเพื่อน”
ปันปันกำลังจะอ้าปากเถียงต่อ จังหวะนั้นเอง คิตตี้ก็เดินเปิดประตูเข้ามาพร้อมถือโฟลเดอร์ในมือ
น้ำเสียงมาแบบนิ่ง ๆ แต่เนื้อหานี่โคตรหนัก
“ไอหน่อยมันมาว๊ากไม่ได้เพราะ…รถชน นอนเป็นผักอยู่โรงพยาบาล”
ทั้งห้องเงียบกริบชั่วครู่
ปันปันทำหน้าเหวอ
“อึ๊ย จริงจัง? เมื่อไหร่วะ?”
“เมื่อเช้านี้แหละ” คิตตี้ตอบพร้อมทิ้งตัวลงเก้าอี้ “ตอนกำลังจะออกจากหอมาเรียน มันโดนวินเฉี่ยวแล้วล้ม หัวฟาดพื้น หมอบอกต้องเฝ้าดูอาการ”
ปันปันอ้าปากค้าง
“เหี้ย เอางี้เลยหรอ แล้วพวกมึงยังมีหน้ามาบอกให้กูไปเป็นพี่ว๊ากเนี่ยนะ?”
ตะวันถอนหายใจเหมือนจะล้มทั้งยืน
“มึงเป็นตัวเลือกสุดท้ายแล้วจริง ๆ ปัน กูไม่มีทางเลือกแล้ว ขอร้องเถอะเพื่อน”
แซมมี่กับคิตตี้พยักหน้ารัว ๆ เหมือนเชียร์มิสแกรนด์
“เออออออ ช่วยมันหน่อยเถอะเว้ย”
ปันปันกุมขมับเหมือนโลกถล่ม
“โอ๊ย ทำไมชีวิตกูต้องมาเจออะไรแบบนี้วะ…”
“กูเลี้ยงเหล้ามึงทั้งเทอมเลยอ่ะ”
ตะวันประกาศออกมากลางห้องประชุมพี่สตาฟ แบบจริงจังราวกับเป็นข้อเสนอทางธุรกิจระดับชาติ สีหน้ามันคือ ยอมทุกอย่างแล้วขอให้ปันปันช่วยที
ปันปันชะงัก หรี่ตาใส่เพื่อนอย่างจับผิด
“จริงจัง?”
“เออ! จริงจัง!”
ตะวันย้ำเร็วเหมือนไม่อยากให้ปันปันเปลี่ยนใจ มือมันแทบจะยกไหว้แล้วด้วยซ้ำ
ปันปันถอนหายใจเฮือกใหญ่เหมือนตัดสินใจเซ็นสัญญาขายวิญญาณ ก่อนจะพูดช้า ๆ
“…ตกลง!”
ทว่าเสียงฮือฮาของเพื่อนสองตัวก็ประสานขึ้นทันทีเหมือนซ้อมมา
แซมมี่โวยขึ้นอย่างสะใจ
“แหมม อีสัส! เรื่องเหล้าเรื่องใหญ่เลยนะมึง ดูดิ รีบรับผิดหน้าตาเฉย!”
คิตตี้ก็ไม่แพ้กัน กระโดดเข้าประเด็นเหมือนจงใจ
“ไปวันนี้เลยป่ะ อดอยากปากแห้งมานานนนน~”
ยังไม่ทันจะได้ดีดอีกประโยค ตะวันก็หันไปฟาดกลับ
“อดตีนกูนี่แหละ! มึงอ่ะเงียบไปเลย!”
เสียงด่ากันไปมาดังจนห้องประชุมสะเทือนนิด ๆ ปันปันกลอกตาให้ภาพตรงหน้า ก่อนจะยกกระเป๋าขึ้นใส่บ่าแล้วบ่นยาวด้วยความระอาเต็มขั้น
“กูละเบื่อสองผัวเมียนี่จริง ๆ …” แซมมี่พึมพำอย่างปลง ๆ ก่อนจะหันมามองปันปัน “แต่กูภูมิใจในตัวมึงนะเพื่อนที่ยอมเป็นว๊ากแทน เข้มแข็งมากลูก”
ปันปันยกมือฟาดไหล่แซมมี่ดังปั่กแล้วพูดเสียงเหนื่อยล้า
“เอาไว้กูอยากเหล้าเมื่อไร กูจะโทรไปนะ เพื่อนตะวัน” เธอเน้นเสียงใส่ตะวันประชดแบบไม่เกรงใจ
“แต่ตอนนี้ ขอกลับก่อน ง่วงมากกกก!”
แสงไฟในห้องประชุมสะท้อนเงาของเธอที่เดินงุ่นง่านออกประตูไปอย่างหงุดหงิด ทั้งล้า ทั้งเหนื่อย ทั้งเบื่อเพื่อนที่ปากไวกันทุกคน แถมในหัวก็ยังมีหน้าไอศิลาผุดขึ้นกวนใจไม่หยุดอีกต่างหาก
เพื่อนทั้งสามยืนมองหลังปันปันที่หายไปตามโถงคณะแบบเกรี้ยวกราดเบา ๆ
ก่อนคิตตี้จะเปรยขึ้น
“อีปันเป็นพี่ว๊าก น้องปีหนึ่งโดนอีปันแดกหัวแน่เลยว่ะ… กูนึกภาพออกเลย”
หลังจากนั้นปันปันก็รีบเดินลงบันไดคณะ ตรงมายังลานจอดรถที่ตอนนี้ฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีหม่น
ปันปันกดรีโมตรถ ปี๊บ! เสียงกระพริบไฟหน้าสว่างขึ้น
เธอโยนกระเป๋าเรียนลงเบาะหลังแบบหงุดหงิด จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะคนขับอย่างเหนื่อยล้า มือข้างหนึ่งลูบหน้าผาก
“โอ๊ย… วันนี้แม่งอะไรนักหนา”
เธอกำลังจะบิดกุญแจสตาร์ท ทว่า
กึก!
ประตูฝั่งข้างคนขับถูกเปิดออกจากข้างนอกแบบไม่ให้ตั้งตัว ก่อนที่ร่างสูงคุ้นตาจะก้าวเข้ามานั่งแบบหน้าตาเฉย เหมือนนี่เป็นรถเขา
ควันอารมณ์ของปันปันพุ่งขึ้นถึงเพดานในเสี้ยววินาที
“เห้ย ไอศิลา! มึงเข้ามาทำไมเนี่ย!” เธอหันไปถลึงตาใส่
ศิลาทำหน้าเฉย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขาจัดกระเป๋าวางบนตักอย่างสบายใจ แล้วเอนหลังพิงเบาะราวกับเป็นเจ้าของรถ
“กลับด้วยดิ กูไม่มีรถ”
ปันปันตาโตขึ้น
“แล้วเมื่อเช้ามึงมายังไงล่ะ?” เธอถามพลางเอียงคอ ง้างคอหงุดหงิด
ศิลาไหวไหล่นิด ๆ
“เดินมา…”
“…ศิลา ปันไม่ตลกนะ!” เธอเน้นเสียงจนลมออกจมูกแรง
ศิลาหันมามอง ก่อนยิ้มมุมปากอย่างกวนแบบสุดใจ
“หึ… แทนตัวเองว่าปันอีกสิ เมื่อก่อนตอนเราคบกันก็แทนกันแบบนี้”
ปันปันชะงักหนึ่งวิเหมือนโดนเตะเข้าหน้า ก่อนจะรีบโวยกลับ
“โอ๊ยยย! อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง! ตอบมาดี ๆ ว่ามึงมายังไง อย่ากวนตีนได้ไหม!”
เขาพูดเรียบ ๆ
“เรียกรถมารับ”
“อื้ม… เรียกรถ?” ปันปันถามย้ำ
“แล้วตอนกลับล่ะ เรียกรถสิ”
ศิลาหันไปมองหน้าเธอตรง ๆ สายตาคมแบบไม่รู้สึกผิดใด ๆ
จากนั้นตอบเรียบ ๆ
“ก็นี่ไง… ฉันเรียกแล้ว ถึงได้นั่งขึ้นมาเนี่ย”
“……ห๊ะ”
ศิลาพิงเบาะสบายใจเฉิบเหมือนอยู่ในที่ของตัวเอง
“ก็เรียกคนขับอยู่ไง”
ปันปันอ้าปากแล้วปิด แล้วอ้าใหม่อีกครั้ง
หน้าแทบแตกเป็นชิ้น ๆ จากความช็อก + หงุดหงิด + ความอยากต่อยผู้ชายคนนี้ให้ดิ้น
“โอโห…นี่กำลังจะบอกว่ากูเป็นคนขับรถให้มึงหรอ”
เขาไม่ตอบ
แต่ยกคิ้วนิด ๆ
แววตาแบบนั้นคือคำว่า “ใช่” แบบชัดเจนที่สุด
ปันปันพ่นลมหายใจแรงจนอกกระเพื่อม ก่อนจะเงื้อมือฟาดลงบนแขนล่ำของศิลาดัง เพียะ!
กล้ามแขนที่แข็งเป็นลอนรับแรงไปเต็ม ๆ ทำให้เขาสะดุ้งน้อย ๆ
“โอ๊ย! จะตีกูทำไมเนี่ย มันเจ็บนะเว้ย…” เขาบ่นพรางคว้าแขนเธอกลับเหมือนสัญชาตญาณตอบโต้
มือใหญ่ของเขาอุ่นและแน่นจนปันปันรู้สึกได้ถึงแรงบีบเบา ๆ ที่ทำให้ขนแขนลุกวาบ
“โมโห ไม่มีที่ลง เลยมาลงที่มึงไง” ปันปันหันขวับ คิ้วผูกกันเป็นปม
“มาลงที่กู?” ศิลายกคิ้วขึ้นนิด ๆ ริมฝีปากยกยิ้มยั่ว ๆ แบบกวนชิบหาย
แววตาคมของเขาไม่ได้หลบสักนิด มองเธออย่างรู้ทันจนปันปันเริ่มเสียอาการ
“เออ! ไม่พอใจหรือไง”
“เปล่า…” ศิลายักไหล่ “งั้นกูลงที่มึงบ้างได้ไหม กูก็มีอารมณ์เหมือนกัน”
ปันปันชะงัก หัวใจเต้นวูบ
“อารมณ์อะไรของมึง”
จังหวะนั้น ศิลาขยับเข้ามาใกล้
เหมือนโลกข้างนอกถูกดูดหายไป เหลือแค่เสียงลมหายใจสองคนในห้องโดยสารแคบ ๆ กลิ่นฝนเปียกโชกติดอากาศอบอ้าวจนบรรยากาศยิ่งตึง
“อารมณ์เ****น” นิ้วของเขาลูบไล้ต้นคอเธอเบา ๆ ก่อนจะจับล็อกไว้
สัมผัสนั้นทำให้ปันปันสะดุ้งเหมือนโดนไฟช็อต ใบหน้าของศิลาขยับเข้ามาอีกนิด…อีกนิด…จนปลายจมูกแทบจะชนกัน
ไม่ทันให้เธอตั้งตัว
เขาก็ดึงคอเธอเข้ามา ริมฝีปากกระทบกันอย่างจงใจ แรงพอให้เธอหายใจสะดุด แต่ไม่หยาบคาย
เสียงลมหายใจสั่น ๆ ของปันปันดังก้องในหัว เพราะใจเธอมันเต้นโครตแรงเหมือนจะระเบิดให้ได้
มือของศิลายังประคองท้ายทอยเธอไว้แน่น
เหมือนกลัวว่าเธอจะหนี แต่ในเวลาเดียวกันก็อ่อนโยนพอให้เธอเผลอพิงเข้าไปเอง
ร่างกายไม่ฟังคำสั่ง
สมองก็ช้าไปหนึ่งจังหวะ
และปันปัน…ก็จูบตอบไปโดยไม่รู้ตัว