“แพ้”

1473 คำ
ทันทีที่โต๊ะอาหารเริ่มถูกจัดเต็มด้วยกับข้าวมากมาย ทั้งต้มยำกุ้ง แกงส้มชะอมไข่ ปลาทอดกรอบ และข้าวสวยร้อน ๆ กลิ่นหอมลอยคลุ้งไปทั่วบ้าน แม่ของปันปันจัดจานสุดท้ายลงตรงกลางก่อนจะเอ่ยเบา ๆ “เอ้า เรียบร้อย นั่งกินกันได้แล้วลูก” ทุกคนเริ่มขยับหาที่นั่งของตัวเอง ปันปันนั่งประจำตรงมุมใกล้หัวโต๊ะ ส่วนศิลา… ก็เดินมาพร้อมท่าทีคุ้นเคยสุด ๆ แล้วจงใจลากเก้าอี้มานั่งข้างเธอ เสียงขาเก้าอี้เสียดพื้น “ครืดดด…” ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ “ไปนั่งฝั่งโน้น” ปันปันพูดนิ่ง ๆ พร้อมวางมือจับพนักเก้าอี้ไว้แน่นไม่ให้เขาดึงออกมาได้ ศิลาเดินอ้อมโต๊ะไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับเธอ แต่ระหว่างที่นั่งลง ดวงตาคมนั่นยังไม่วายเหลือบมองข้ามโต๊ะมาทางปันปันเหมือนจะยั่ว ปันปันเม้มปากแน่น ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกเหมือนโต๊ะกินข้าวที่เคยอบอุ่น กลับกลายเป็นสนามรบย่อม ๆ ทันที แม่ของปันปันมองภาพตรงหน้าแล้วหัวเราะเบา ๆ “แม่ละดีใจจริง ๆ ที่พวกเรายังนั่งกินข้าวพร้อมหน้ากันได้แบบนี้อีก” ศิลายิ้มบาง ๆ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ “แม่ทำกับข้าวอร่อยเหมือนเดิมเลยครับ กลับมากินทีไรก็คิดถึงรสนี้ทุกที” คำว่า คิดถึง ทำให้มือของปันปันที่ตักข้าวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบวางช้อนแล้วก้มหน้ากินเงียบ ๆ “แหมม คิดถึงก็มากินข้าวกับแม่บ่อยๆ สิ ศิลา…บ้านนี้แม่ยินดีต้อนรับเสมอเลยนะลูก” เสียงหวาน ๆ ของแม่ปันปันดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้ศิลายกมือไหว้เบา ๆ “ครับแม่ ผมก็ตั้งใจว่าจะมาเรื่อย ๆ เหมือนกันครับ” ศิลาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มจนคนฟังรู้สึกเหมือนโดนสะกด ปันปันถึงกับสำลักข้าวแทบพุ่ง “แม่!” แม่หันมามองลูกสาวด้วยสายตาเหนื่อยใจนิด ๆ “อะไรของหนูเนี่ยปันปัน… กินข้าวไปเลยค่ะ อย่าทำตัวงอแงใส่แม่” ปันปันเบิกตาใส่ศิลาแบบ “ดูสิ! เป็นเพราะใคร!” แต่ศิลาเพียงยักคิ้วเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มกวนประสาทที่สุดในโลก แม่ของปันปันเอื้อมตักต้มยำกุ้งตัวโตใส่จานให้ศิลาอย่างเอ็นดู “ทานเยอะ ๆ นะศิลา ดูผอมลงไปเยอะเลย เรียนหนักหรอลูก” “ครับ” ศิลายกยิ้มบาง ๆ ก่อนจะก้มลงมองกุ้งตัวใหญ่ที่วางอยู่กลางจาน เขาเอื้อมมือไปจับช้อน ตั้งใจจะตักเข้าปากอย่างไม่คิดอะไร ทว่า… ปันปันที่นั่งฝั่งตรงข้ามรีบโน้มตัวพรวดเข้ามา มือเล็กคว้าข้อมือเขาไว้ทันที “อยากตายหรือไงศิลา! ตัวเองแพ้กุ้ง จำไม่ได้หรอ?” น้ำเสียงเธอแหลมขึ้นเพราะตกใจจริง ๆ ดวงตาเบิกกว้างเหมือนลืมตัวว่ากำลังแสดงความห่วงใยอยู่กลางโต๊ะอาหาร ศิลาเงยหน้ามองเธอช้า ๆ มุมปากยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ “อ๋อ…ลืม” แม่ของปันปันรีบดึงมือกลับแตะอกตัวเอง “ตายจริง แม่ลืมไปเลย ขอโทษนะศิลา แม่ไม่ได้ตั้งใจจะให้หนูแพ้อีกนะลูก เดี๋ยวแม่ไปตักข้าวให้ใหม่เนอะ” แม่ของปันปันรีบลุกขึ้นทันที คว้าจานในมือศิลาไปอย่างลนลานแล้วเดินตรงดิ่งเข้าครัว เหลือเพียงศิลาและปันปันที่นั่งเผชิญหน้ากันอยู่เงียบ ๆ ศิลายกแขนขึ้นมองข้อมือที่เมื่อกี้โดนปันปันจับไว้ก่อนจะเลิกคิ้ว “เป็นห่วงหรอ” ปันปันปรายตามองอย่างหงุดหงิดปนเขิน “เปล่า… กลัวจะตายคาบ้าน ขี้เกียจเก็บศพ” มุมปากของศิลาโค้งขึ้นทันที “อ้อ…ห่วงมาก” “ศิลา!” “ครับผม~” เขาตอบหน้าตาเฉย แต่ดวงตากลับยิ้มจนเห็นชัดว่าแกล้งเธออยู่เต็มที่ “ถามจริง…มาวุ่นวายทำไม” ปันปันวางช้อนลงก่อนจะหันมามองเขาตรง ๆ ดวงตาขุ่นเคืองปนตั้งคำถาม ศิลามองหน้าเธอไม่หลบ “ก็…คิดถึง ก็บอกไปแล้ว” “ศิลา ไม่เล่นได้ไหม” น้ำเสียงเธอเริ่มแข็ง เพราะไม่อยากให้เขาทำเหมือนทุกอย่างง่ายไปหมด ศิลาขยับตัวนั่งหลังตรงขึ้นเล็กน้อย สีหน้าจริงจังขึ้นทันที “ก็ฉันคิดถึงเธอ…รู้ไหมกว่าจะขอร้องพ่อให้ย้ายกลับมาไทยมันยากแค่ไหน” ปันปันหัวเราะหยันเบา ๆ “แล้ว? ทีตอนจะไป ทำไมไม่ยักกะต้องขออะไรเลยล่ะ เลิกกันแล้วก็เลิกกันไปสิ จะกลับมาทำไมอีก” เขาเงียบไปหนึ่งวินาที เหมือนกลืนน้ำลายก่อนจะพูดสิ่งที่คิดจริง ๆ ออกมา “กลับมาเอาเมียเก่าคืน” ปันปันชะงักไปทันที ร่างกายนิ่งงันเหมือนถูกแช่แข็ง ส่วนสายตาศิลายังคงตรึงเธอไว้ราวกับจะให้เธอหนีความจริงไม่ได้ ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงจนรู้สึกได้ถึงความอึดอัดแผ่ซ่านไปทั้งอก เธอสูดลมหายใจลึกแล้วพูดเสียงแข็งเท่าที่ทำได้ “ใครเมียเก่านายไม่ทราบ” ศิลายกมุมปากนิด ๆ สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่ดวงตาคมเหมือนกำลังท้าทาย “ต้องให้พูดไหม?” ประโยคนั้นทำเอาปันปันร้อนวูบตั้งแต่หน้าไปจนถึงปลายคอ เธอรีบสะบัดหน้าหนีแล้วตอบอย่างหงุดหงิด “หุบปากเน่า ๆ ของนายไปเถอะ รีบกิน จะได้รีบกลับ” ทันใดนั้นเสียงฝนภายนอกก็ดังขึ้นอย่างหนัก เม็ดฝนกระแทกลงบนหลังคาดังเป็นจังหวะถี่รัว ทำให้อากาศในบ้านเย็นเฉียบลง แต่บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับร้อนผ่าว เพราะสายตาศิลายังคงจับจ้องเธอไม่ปล่อย ราวกับต้องการจะสื่ออะไรที่ลึกกว่าคำพูด จังหวะนั้น แม่ของปันปันเดินถือจานข้าวใบใหม่ออกมาจากครัว กลิ่นอาหารร้อน ๆ ลอยคลุ้งไปทั่วโต๊ะ ทำให้บรรยากาศภายในบ้านอุ่นขึ้นเล็กน้อยแม้เสียงฝนด้านนอกยังคงกระหน่ำลงมาไม่หยุด “อ้าว…ฝนตกแล้วแบบนี้ศิลาจะกลับยังไงละ” แม่เอ่ยพร้อมวางจานข้าวลงตรงหน้าศิลาอย่างเป็นห่วง “เดี๋ยวผมเรียกรถเอาก็ได้ครับ” ศิลาตอบสุภาพ ยิ้มบาง ๆ ให้แม่ปันปัน “ตายจริง แล้วฝนตกแบบนี้” แม่รีบส่ายหน้า ก่อนจะหันขวับไปทางลูกสาว “เอางี้ เดี๋ยวแม่ให้ปันปันไปส่งดีกว่า ดีไหมลูก? ลูกจะกลับคอนโดเลย จะได้ไม่ต้องตื่นเช้าด้วย พรุ่งนี้มีเรียนเช้านิ” ปันปันชะงักมือที่กำลังตักข้าวทันที เธอแทบจะสำลักอากาศ “ไม่อ่ะ ปันยอมตื่นเช้าดีกว่า” แม่ถอนหายใจยาวอย่างปลง ๆ “ไอลูกคนนี่นิ…” ศิลามองภาพแม่กับลูกเถียงกันเบา ๆ แล้วหัวเราะในลำคอ ส่วนปันปันทำหน้าไม่ถูก เพราะกลัวอย่างเดียวว่า ถ้าต้องขับรถไปส่งศิลา…เธออาจจะต้องฟังประโยคกวนประสาทตลอดทางจนอยากเปิดประตูรถโดดหนีเองเลยด้วยซ้ำ หลังจากกินข้าวเสร็จ คุณศิริพรก็ลงมือเก็บจานล้างเองอย่างอารมณ์ดี ส่วนปันปัน อารมณ์ไม่ดีเลยสักนิด เพราะถูก บังคับ ให้ไปส่งศิลาถึงคอนโด แม่ยังไม่ทันเช็ดมือให้แห้งก็หันมาบอกเสียงสบาย ๆ ว่าให้นาง ไปส่งศิลา ที่คอนโด ตอนแรกปันปันรีบปฏิเสธทันที “ไม่ไป แม่ให้เขาเรียกรถกลับไปเองก็ได้” แต่แม่ก็คือแม่ ยิ่งปฏิเสธ แม่ยิ่งหาเหตุผลมากดดัน ยิ่งหนี แม่ยิ่งไล่จนมุม “ขับรถดี ๆ นะลูก” คุณศิริพรเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ เหมือนสั่งให้ไปเดินห้างใกล้บ้าน ไม่ใช่ไปส่งผัวเก่า ปันปันถอนหายใจแรงกว่าเสียงลมพัด “ไม่ไปได้ไหมแม่ เดี๋ยวแม่ไม่มีรถใช้นะ” คุณศิริพรปรายตามองลูกสาวนิดเดียว ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดู… แม่มาก ๆ “โอ๊ย ปัน บ้านเรามีรถตั้งหลายคัน แม่ให้เอาไปใช้ก็ไม่เอา มัวแต่รอซ่อมคันที่ชนเสาอยู่นั่นละ” แม่เท้าเอว ส่ายหน้าอย่างเอือม “เอาไปสักคันนี่แหละ แล้วก็…ไปส่งศิลาให้เรียบร้อยด้วย!” ปันปันอ้าปากค้าง รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนขายออกเรือนครั้งที่สอง ศิลาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เงียบ ๆ กลับยิ้มมุมปาก เหมือนกำลังเก็บคะแนนความพอใจของตัวเอง แต่ไม่พูดอะไร…ยิ่งทำให้น่าหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ “แม่นะแม่!!” ปันปันบ่นงึมงำเหมือนเด็กโดนบังคับให้ไปโรงเรียนวันหยุด แต่สุดท้ายก็ต้องเดินไปหยิบกุญแจรถเหมือนจำยอมชะตากรรม
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม