ทันทีที่โต๊ะอาหารเริ่มถูกจัดเต็มด้วยกับข้าวมากมาย ทั้งต้มยำกุ้ง แกงส้มชะอมไข่ ปลาทอดกรอบ และข้าวสวยร้อน ๆ กลิ่นหอมลอยคลุ้งไปทั่วบ้าน
แม่ของปันปันจัดจานสุดท้ายลงตรงกลางก่อนจะเอ่ยเบา ๆ
“เอ้า เรียบร้อย นั่งกินกันได้แล้วลูก”
ทุกคนเริ่มขยับหาที่นั่งของตัวเอง
ปันปันนั่งประจำตรงมุมใกล้หัวโต๊ะ ส่วนศิลา… ก็เดินมาพร้อมท่าทีคุ้นเคยสุด ๆ แล้วจงใจลากเก้าอี้มานั่งข้างเธอ
เสียงขาเก้าอี้เสียดพื้น “ครืดดด…” ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“ไปนั่งฝั่งโน้น” ปันปันพูดนิ่ง ๆ พร้อมวางมือจับพนักเก้าอี้ไว้แน่นไม่ให้เขาดึงออกมาได้
ศิลาเดินอ้อมโต๊ะไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับเธอ แต่ระหว่างที่นั่งลง ดวงตาคมนั่นยังไม่วายเหลือบมองข้ามโต๊ะมาทางปันปันเหมือนจะยั่ว
ปันปันเม้มปากแน่น
ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกเหมือนโต๊ะกินข้าวที่เคยอบอุ่น กลับกลายเป็นสนามรบย่อม ๆ ทันที
แม่ของปันปันมองภาพตรงหน้าแล้วหัวเราะเบา ๆ
“แม่ละดีใจจริง ๆ ที่พวกเรายังนั่งกินข้าวพร้อมหน้ากันได้แบบนี้อีก”
ศิลายิ้มบาง ๆ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“แม่ทำกับข้าวอร่อยเหมือนเดิมเลยครับ กลับมากินทีไรก็คิดถึงรสนี้ทุกที”
คำว่า คิดถึง ทำให้มือของปันปันที่ตักข้าวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบวางช้อนแล้วก้มหน้ากินเงียบ ๆ
“แหมม คิดถึงก็มากินข้าวกับแม่บ่อยๆ สิ ศิลา…บ้านนี้แม่ยินดีต้อนรับเสมอเลยนะลูก”
เสียงหวาน ๆ ของแม่ปันปันดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้ศิลายกมือไหว้เบา ๆ
“ครับแม่ ผมก็ตั้งใจว่าจะมาเรื่อย ๆ เหมือนกันครับ”
ศิลาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มจนคนฟังรู้สึกเหมือนโดนสะกด
ปันปันถึงกับสำลักข้าวแทบพุ่ง
“แม่!”
แม่หันมามองลูกสาวด้วยสายตาเหนื่อยใจนิด ๆ
“อะไรของหนูเนี่ยปันปัน… กินข้าวไปเลยค่ะ อย่าทำตัวงอแงใส่แม่”
ปันปันเบิกตาใส่ศิลาแบบ “ดูสิ! เป็นเพราะใคร!” แต่ศิลาเพียงยักคิ้วเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มกวนประสาทที่สุดในโลก
แม่ของปันปันเอื้อมตักต้มยำกุ้งตัวโตใส่จานให้ศิลาอย่างเอ็นดู
“ทานเยอะ ๆ นะศิลา ดูผอมลงไปเยอะเลย เรียนหนักหรอลูก”
“ครับ”
ศิลายกยิ้มบาง ๆ ก่อนจะก้มลงมองกุ้งตัวใหญ่ที่วางอยู่กลางจาน เขาเอื้อมมือไปจับช้อน ตั้งใจจะตักเข้าปากอย่างไม่คิดอะไร
ทว่า…
ปันปันที่นั่งฝั่งตรงข้ามรีบโน้มตัวพรวดเข้ามา มือเล็กคว้าข้อมือเขาไว้ทันที
“อยากตายหรือไงศิลา! ตัวเองแพ้กุ้ง จำไม่ได้หรอ?”
น้ำเสียงเธอแหลมขึ้นเพราะตกใจจริง ๆ ดวงตาเบิกกว้างเหมือนลืมตัวว่ากำลังแสดงความห่วงใยอยู่กลางโต๊ะอาหาร
ศิลาเงยหน้ามองเธอช้า ๆ มุมปากยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
“อ๋อ…ลืม”
แม่ของปันปันรีบดึงมือกลับแตะอกตัวเอง
“ตายจริง แม่ลืมไปเลย ขอโทษนะศิลา แม่ไม่ได้ตั้งใจจะให้หนูแพ้อีกนะลูก เดี๋ยวแม่ไปตักข้าวให้ใหม่เนอะ”
แม่ของปันปันรีบลุกขึ้นทันที คว้าจานในมือศิลาไปอย่างลนลานแล้วเดินตรงดิ่งเข้าครัว
เหลือเพียงศิลาและปันปันที่นั่งเผชิญหน้ากันอยู่เงียบ ๆ
ศิลายกแขนขึ้นมองข้อมือที่เมื่อกี้โดนปันปันจับไว้ก่อนจะเลิกคิ้ว
“เป็นห่วงหรอ”
ปันปันปรายตามองอย่างหงุดหงิดปนเขิน
“เปล่า… กลัวจะตายคาบ้าน ขี้เกียจเก็บศพ”
มุมปากของศิลาโค้งขึ้นทันที
“อ้อ…ห่วงมาก”
“ศิลา!”
“ครับผม~” เขาตอบหน้าตาเฉย แต่ดวงตากลับยิ้มจนเห็นชัดว่าแกล้งเธออยู่เต็มที่
“ถามจริง…มาวุ่นวายทำไม”
ปันปันวางช้อนลงก่อนจะหันมามองเขาตรง ๆ ดวงตาขุ่นเคืองปนตั้งคำถาม
ศิลามองหน้าเธอไม่หลบ
“ก็…คิดถึง ก็บอกไปแล้ว”
“ศิลา ไม่เล่นได้ไหม” น้ำเสียงเธอเริ่มแข็ง เพราะไม่อยากให้เขาทำเหมือนทุกอย่างง่ายไปหมด
ศิลาขยับตัวนั่งหลังตรงขึ้นเล็กน้อย สีหน้าจริงจังขึ้นทันที
“ก็ฉันคิดถึงเธอ…รู้ไหมกว่าจะขอร้องพ่อให้ย้ายกลับมาไทยมันยากแค่ไหน”
ปันปันหัวเราะหยันเบา ๆ
“แล้ว? ทีตอนจะไป ทำไมไม่ยักกะต้องขออะไรเลยล่ะ เลิกกันแล้วก็เลิกกันไปสิ จะกลับมาทำไมอีก”
เขาเงียบไปหนึ่งวินาที เหมือนกลืนน้ำลายก่อนจะพูดสิ่งที่คิดจริง ๆ ออกมา
“กลับมาเอาเมียเก่าคืน”
ปันปันชะงักไปทันที ร่างกายนิ่งงันเหมือนถูกแช่แข็ง ส่วนสายตาศิลายังคงตรึงเธอไว้ราวกับจะให้เธอหนีความจริงไม่ได้
ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงจนรู้สึกได้ถึงความอึดอัดแผ่ซ่านไปทั้งอก
เธอสูดลมหายใจลึกแล้วพูดเสียงแข็งเท่าที่ทำได้
“ใครเมียเก่านายไม่ทราบ”
ศิลายกมุมปากนิด ๆ สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่ดวงตาคมเหมือนกำลังท้าทาย “ต้องให้พูดไหม?”
ประโยคนั้นทำเอาปันปันร้อนวูบตั้งแต่หน้าไปจนถึงปลายคอ เธอรีบสะบัดหน้าหนีแล้วตอบอย่างหงุดหงิด
“หุบปากเน่า ๆ ของนายไปเถอะ รีบกิน จะได้รีบกลับ”
ทันใดนั้นเสียงฝนภายนอกก็ดังขึ้นอย่างหนัก เม็ดฝนกระแทกลงบนหลังคาดังเป็นจังหวะถี่รัว ทำให้อากาศในบ้านเย็นเฉียบลง
แต่บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับร้อนผ่าว เพราะสายตาศิลายังคงจับจ้องเธอไม่ปล่อย ราวกับต้องการจะสื่ออะไรที่ลึกกว่าคำพูด
จังหวะนั้น แม่ของปันปันเดินถือจานข้าวใบใหม่ออกมาจากครัว กลิ่นอาหารร้อน ๆ ลอยคลุ้งไปทั่วโต๊ะ ทำให้บรรยากาศภายในบ้านอุ่นขึ้นเล็กน้อยแม้เสียงฝนด้านนอกยังคงกระหน่ำลงมาไม่หยุด
“อ้าว…ฝนตกแล้วแบบนี้ศิลาจะกลับยังไงละ”
แม่เอ่ยพร้อมวางจานข้าวลงตรงหน้าศิลาอย่างเป็นห่วง
“เดี๋ยวผมเรียกรถเอาก็ได้ครับ” ศิลาตอบสุภาพ ยิ้มบาง ๆ ให้แม่ปันปัน
“ตายจริง แล้วฝนตกแบบนี้”
แม่รีบส่ายหน้า ก่อนจะหันขวับไปทางลูกสาว “เอางี้ เดี๋ยวแม่ให้ปันปันไปส่งดีกว่า ดีไหมลูก? ลูกจะกลับคอนโดเลย จะได้ไม่ต้องตื่นเช้าด้วย พรุ่งนี้มีเรียนเช้านิ”
ปันปันชะงักมือที่กำลังตักข้าวทันที เธอแทบจะสำลักอากาศ
“ไม่อ่ะ ปันยอมตื่นเช้าดีกว่า”
แม่ถอนหายใจยาวอย่างปลง ๆ
“ไอลูกคนนี่นิ…”
ศิลามองภาพแม่กับลูกเถียงกันเบา ๆ แล้วหัวเราะในลำคอ
ส่วนปันปันทำหน้าไม่ถูก เพราะกลัวอย่างเดียวว่า ถ้าต้องขับรถไปส่งศิลา…เธออาจจะต้องฟังประโยคกวนประสาทตลอดทางจนอยากเปิดประตูรถโดดหนีเองเลยด้วยซ้ำ
หลังจากกินข้าวเสร็จ คุณศิริพรก็ลงมือเก็บจานล้างเองอย่างอารมณ์ดี
ส่วนปันปัน อารมณ์ไม่ดีเลยสักนิด เพราะถูก บังคับ ให้ไปส่งศิลาถึงคอนโด
แม่ยังไม่ทันเช็ดมือให้แห้งก็หันมาบอกเสียงสบาย ๆ ว่าให้นาง ไปส่งศิลา ที่คอนโด
ตอนแรกปันปันรีบปฏิเสธทันที
“ไม่ไป แม่ให้เขาเรียกรถกลับไปเองก็ได้”
แต่แม่ก็คือแม่ ยิ่งปฏิเสธ แม่ยิ่งหาเหตุผลมากดดัน ยิ่งหนี แม่ยิ่งไล่จนมุม
“ขับรถดี ๆ นะลูก”
คุณศิริพรเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ เหมือนสั่งให้ไปเดินห้างใกล้บ้าน ไม่ใช่ไปส่งผัวเก่า
ปันปันถอนหายใจแรงกว่าเสียงลมพัด
“ไม่ไปได้ไหมแม่ เดี๋ยวแม่ไม่มีรถใช้นะ”
คุณศิริพรปรายตามองลูกสาวนิดเดียว ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดู… แม่มาก ๆ
“โอ๊ย ปัน บ้านเรามีรถตั้งหลายคัน แม่ให้เอาไปใช้ก็ไม่เอา มัวแต่รอซ่อมคันที่ชนเสาอยู่นั่นละ”
แม่เท้าเอว ส่ายหน้าอย่างเอือม
“เอาไปสักคันนี่แหละ แล้วก็…ไปส่งศิลาให้เรียบร้อยด้วย!”
ปันปันอ้าปากค้าง
รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนขายออกเรือนครั้งที่สอง
ศิลาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เงียบ ๆ กลับยิ้มมุมปาก เหมือนกำลังเก็บคะแนนความพอใจของตัวเอง
แต่ไม่พูดอะไร…ยิ่งทำให้น่าหงุดหงิดเข้าไปใหญ่
“แม่นะแม่!!”
ปันปันบ่นงึมงำเหมือนเด็กโดนบังคับให้ไปโรงเรียนวันหยุด แต่สุดท้ายก็ต้องเดินไปหยิบกุญแจรถเหมือนจำยอมชะตากรรม