แสงแรกของวันใหม่ค่อย ๆ คลี่คลุมท้องทุ่งนาอันกว้างไกล หมอกบางลอยอ้อยอิ่งเหนือรวงข้าวสีทอง หยดน้ำค้างพราวระยับเกาะตามปลายใบ สะท้อนแสงอุ่นจนดูเหมือนกำลังเปล่งประกาย
สายลมยามเช้าพัดผ่านอย่างอ่อนโยน พาเอากลิ่นดินและกลิ่นหญ้าเข้ามาสัมผัสปลายจมูก พร้อมเสียงนกเจื้อยแจ้วปลุกให้เช้าวันใหม่ที่เต็มไปด้วยความห่อเหี่ยวของฟลอยด์ อันที่จริงจะเรียกว่าปลุกเขาขึ้นมาก็ไม่ถูกนัก เพราะเขานั้นยังไม่ได้นอน คนติดเมียแต่ไม่มีเมียให้กอด จะหลับตาลงได้ยังไง
“มากินข้าวได้แล้ว” เสียงของปุ้ยดังมาจากในบ้าน
“มาแล้วจ้ะเมียจ๋า” ฟลอยด์ที่หอบหมอนกับผ้าห่มกลับมาจากเถียงนาได้ยินก็คิดว่าเมียรักหายโกรธ ขานรับเสียงอ่อนเสียงหวาน ยิ้มกว้างหน้าบานรีบเข้าไปหา
“สเตฟานมากินข้าว” ปุ้ยเห็นมีคนเข้าใจผิด จึงเอ่ยชื่อเจ้าของข้าวในชามที่เธอเพิ่งทำเสร็จ
โฮ่ง โฮ่ง
เจ้าสเตฟานส่งเสียงเห่า ราวกับจะบอกว่าอย่ามาแย่งข้าวของมันนะ
“มึงจะเห่าทำไมห๊ะไอ้สเตฟาน เห่าหาพ่อมึงเหรอ” เมื่อเมียยังคงขุ่นเคืองตัวเอง เจ้าสเตฟานจึงถูกคนพาลตวาดลั่น
“แล้วพี่ฟลอยด์จะไปดุสเตฟานมันทำไม แล้วพ่อมันก็พี่ฟลอยด์นั่นแหละ หอบหิ้วกันมาจากวัดจำไม่ได้หรือไง”
เมื่อสองปีก่อน ครอบครัวได้ไปทำบุญที่วัด หมาน้อยส่งเสียงร้องระงม เพราะเล่นซนตกโพรงดินสภาพตัวมอมแมม เลอะไปด้วยโคลนเนื่องจากเมื่อคืนมีฝนตกคงทำให้น้ำเซาะดินบริเวณดังกล่าวจนนุ่มและเป็นโพรงลึก เจ้าหมาน้อยคงเดินมาเล่นบริเวณนี้ จึงพลัดตกลงไป แล้วฟลอยด์ที่ได้ยินเสียงร้องและเดินตามเสียงมา รีบช่วยจนโคลนเลอะเต็มตัวทั้งคนทั้งหมา และคงเป็นเพราะถูกชะตา จึงพากลับมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน แล้วตั้งชื่อให้ว่าสเตฟาน แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป เจ้าสเตฟานกลับรักและเชื่อฟังปุ้ยมากกว่าฟลอยด์
โฮ่ง โฮ่ง
เจ้าสเตฟานเดินไปยืนหลังคนที่สามารถปกป้องมันได้ โผล่หน้ามาส่งเสียงเห่า แล้วแยกเขี้ยวใส่คนที่ดุมัน ก่อนจะครางหงิง ๆ ออดอ้อน และนั่นทำให้ฟลอยด์อยากจะซัดเจ้าหมาขี้ประจบสักป๊าบตามอารมณ์คนพาลที่ถูกเมียดุ
“ไอ้หมาทรพี”
โฮ่ง โฮ่ง
“ทำไมพี่ฟลอยด์ไปว่าเสตฟานแบบนั้น มันก็ช่วยเฝ้าบ้านให้อย่างดี ตามไปเฝ้าร้าน หรือแม้แต่ไปเฝ้าพี่ฟลอยด์ที่นาด้วย”
“เมียจ๋า ผัวหิวข้าว” กะพริบตาปริบ ๆ เว้าวอน ใช้ไม้อ่อนเรียกความสงสาร
“หิวก็ไปหากินสิ ในครัวนู่น” พูดพร้อมกับวางชามอาหารของเจ้าสี่ขาลงบนพื้นตรงหน้ามัน
“เมียจ๋า ผัวผิดไปแล้ว ให้อภัยผัวเถอะนะ” อาศัยความหน้ามึนเข้าไปสวมกอด ระดมหอมแก้มเมียสุดที่รัก
“พี่ฟลอยด์!! พอแล้ว” แม้เสียงจะดุ แต่ก็เผลอตัวยิ้มออกมา
“หายโกรธพี่แล้วใช่ไหม” วางคางกับไหล่บาง เห็นยิ้มนั้นก็ใจชื้นขึ้น
“สามคืน” ปุ้ยยังคงยืนยันบทลงโทษเดิม จากที่ต้องไปนอนร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้างสามวันสามคืน แต่เพราะไม่ยอมรับโทรศัพท์ มิหนำซ้ำยังตัดสายของเธอทิ้ง จึงให้ไปนอนที่เถียงนาแทน
“แค่คืนเดียวพี่ก็จะตายแล้ว”
“ก็ยังเห็นอยู่ดีนี่ หรือจะเจ็ดคืนเหมือนเดิม”
“เมียจ๋า ผัวผิดไปแล้ว ต่อไปเมียว่าไง ผัวว่าตามนั้นเลย สาบานให้ฟ้าผ่าให้ไอ้สเตฟานตายไปเลย”
โฮ่ง โฮ่ง
เจ้าสเตฟานส่งเสียงเห่า เหล่ตามองคนที่เอามันไปมีส่วนร่วมในคำสาบาน มั่นใจได้เลยว่ามันโดนฟ้าผ่าตายแน่ ๆ
“ไปอาบน้ำได้แล้ว จะได้มากินข้าวกินปลา แล้วจะได้ไปร้าน วันนี้มีออเดอร์ใหญ่นะ”
“บอกพี่ก่อนว่าหายโกรธ พี่ไม่อยากไปนอนที่เถียงนาแล้ว”
“แล้วถ้าบอกว่าไม่ล่ะ”
“จะทำอะไรได้ล่ะ ก็ต้องไปนอนที่เถียงนาไง” ค่อย ๆ คลายกอดจากเมียรัก ทำหน้าทำตาละห้อย เดินคอตกออกไป แต่ก็คอยหันมาชำเลืองท่าทีของปุ้ย แต่ก็หาได้รับความสนใจหรือทำให้เธอใจอ่อน และคงต้องนอนที่เถียงนาต่อไป
โฮ่ง โฮ่ง
“ไม่ต้องมาไล่ คืนนี้มึงไปนอนกับกูเลยนะไอ้สเตฟาน” คนพาลก็ยังคงพาล แล้วเจ้าสเตฟานก็คือตัวที่ต้องรองรับอารมณ์
ปุ้ยยิ้มพลางส่ายหน้าให้กับคนเป็นสามี เธอต้องใช้ไม้แข็ง ไม่งั้นคนหวงลูกสาว ก็จะหวงเกินกว่าเหตุ และที่สำคัญ ว่าที่ลูกเขยคนนี้ถูกใจเธอที่สุด เพราะเธอเลี้ยงมาเองกับมือตั้งแต่ยังแบเบาะ
จังหวัดขอนแก่น
My Captain : คิดถึงแฟนจังเลยค่ะ
Fadia : หนูก็คิดถึงเฮียเมฆค่ะ
My Captain : ประชุมเสร็จ เฮียจะรีบไปหานะคะ
Fadia : เฮียพูดเหมือนขอนแก่นกับกรุงเทพฯ อยู่ใกล้กันมากอย่างนั้นแหละ
My Captain : ถ้าเฮียอยากเจอหนู ระยะทางก็ไม่ใช่ปัญหา
Fadia : เหนื่อยแย่เลย
My Captain : แค่เห็นหน้าหนู เฮียก็หายเหนื่อยแล้ว เฮียต้องเข้าประชุมแล้วค่ะ
Fadia : ตั้งใจประชุมนะคะ กัปตันของหนู
มุมปากสีชมพูระเรื่อของฟาเดียขยับโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มน้อย ๆ ที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุขและอาการเขินอาย รอยยิ้มนั้นหวานหยดจนแทบจะเก็บอาการไว้ไม่มิด บ่งบอกว่าบทสนทนาที่กำลังดำเนินอยู่นั้นมีความสำคัญต่อหัวใจของเธอเพียงใด
“แหนะ! ฟาเดียคุยกับใครอยู่อะ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลยนะ” เสียงหยอกล้อนั้นเป็นของเมเปิ้ล
“แกก็ไม่น่าถาม จะเป็นใครได้นอกจากกัปตันม่านเมฆสุดหล่อ” วันนี้พะแพงมีสีหน้าสดชื่นในแบบของคนที่นอนเต็มอิ่ม
“ทำไมวันนี้มาแต่เช้าได้ยะ”
“ก็เมื่อคืนยังไม่รู้ว่าจะดูเรื่องอะไรต่อดี เลยถือโอกาสนอนเร็วสักวัน หน้าจะได้เฟรซสมกับเป็นเฟรซชี่ไง แล้วที่มาแต่เช้าเนี่ยก็เพราะอยากรู้”
“อยากรู้อะไร” ฟาเดียกับเมเปิ้ลถามพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“ก็อยากรู้ว่าพระเอกกับนางเอกจากซีรีส์เรื่องดวงใจกัปตันม่านเมฆไปฉลองกันถึงไหนน่ะสิ” พะแพงจ้องหน้าฟาเดียอย่างคาดคั้น
“พูดอะไรของพะแพงเนี่ย พระเอกนางเอกอะไรกันเล่า” ใบหน้าขาวใสแดงระเรื่อจนถึงใบหู
“เอาจริงก็ไม่น่าถามหรอก ดูจากอาการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับสร้อยที่คอก็พอจะรู้ว่าต้องโซสวีทสุด ๆ” สายตาของเมเปิ้ลไปหยุดที่สร้อยคอเส้นสวย มีสัญลักษณ์รูปเครื่องบินกับหัวใจบนคอของฟาเดีย
“เล่ามา เมื่อคืนเฮียเมฆของแกพาไปฉลองที่ไหน” ยิ่งเห็นฟาเดียใส่สร้อยที่สื่อความหมาย พะแพงก็ยิ่งอยากรู้
ฟาเดียเล่าเรื่องดินเนอร์หรูบนเครื่องบินให้กับเพื่อนทั้งสองฟัง จนถึงตอนที่ถูกขอเป็นแฟน และม่านเมฆใส่สร้อยให้
“กรี๊ดดดดด” เสียงของเมเปิ้ลกับพะแพงดังจนคนทั้งคณะหันมามอง
“เดตบนเครื่องบินส่วนตัว” เมเปิ้ลตื่นเต้นกับฉากหวานอลังการ
“ขอเป็นแฟนบนฟ้า” พะแพงคิดภาพตามด้วยท่าทางเพ้อฝัน
“ใส่สร้อยให้” เมเปิ้ลบิดไปบิดมาเขินแทนเพื่อน
“นี่มันนิยายชัด ๆ” พะแพงจับแขนฟาเดียเขย่า
“แล้วตอนจบ จบที่ห้องของแกใช่หรือเปล่าฟาเดีย”
“จะบ้าเหรอ เฮียเมฆส่งแค่หน้าคอนโดฯ”
“โห่!!” เพื่อนทั้งสองทำหน้าราวกับเสียดาย ที่ฉากจบไม่เป็นอย่างที่คิด
“เฮียเมฆเพิ่งจะขอฉันเป็นแฟน พวกแกจะให้ฉันชวนขึ้นห้องเลยหรือไง แค่...”
“แค่อะไร” เพื่อนสาวทั้งสองคนตาลุกวาวด้วยความอยากรู้ ตั้งตารอฟังสิ่งที่ฟาเดียจะเล่า
“แค่...แค่หอมแก้ม ฉันก็เขินจะแย่” ฟาเดียหน้าร้อนผ่าวเมื่อเล่าถึงความใจกล้าของตัวเองที่เป็นฝ่ายหอมแก้มผู้ชายก่อน
“อย่าบอกนะว่าแกเป็นฝ่ายหอมแก้มเฮียเมฆก่อน”
“อือ”
“แกนี่ร้ายไม่เบาเลยนะยะ”
“แต่นางเอกยุคใหม่ก็ต้องสายรุกแบบนี้แหละ มัวแต่รอเดี๋ยวก็พลาดกันพอดี ยิ่งผู้ชายโปรไฟล์ดีแบบเฮียเมฆของแกด้วยนะ เป็นฉันนะรวบหัวรวบหางได้ รวบเลยจ้ะ” พระแพงนึกถึงนางเอกในซีรีส์ที่เคยดู ในฉากที่นางเอกเป็นฝ่ายตามจีบและรุกพระเอกก่อน
“นี่แกจะให้ฟาเดียปล้ำเฮียเมฆเหรอพะแพง”
“ปล้ำได้ปล้ำเลย”
“แกจะบ้าเหรอพะแพง”
“แล้วแกไม่กลัวสาว ๆ มาคาบเฮียเมฆของแกไปหรือไง หล่อ รวย เพอร์เฟคขนาดนั้น รับรองได้เลยว่ามีสาว ๆ พร้อมถวายตัวเพียบ”
ฟาเดียคิดตามที่พะแพงพูด ม่านเมฆเป็นคนที่มีเสน่ห์ทั้งรูปร่าง หน้าตา ชื่อเสียงทางสังคมและฐานะ ย่อมมีผู้หญิงเข้าหาเขามากมายจริง ๆ ทั้งที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าคนพี่มั่นคงต่อเธอคนเดียวมาตลอด แต่ความรู้สึกอยากแสดงความเป็นเจ้าของตามประสาหนุ่มสาวก็เริ่มทำงาน