บทที่ 3 เกวลิน สันติสกุล

1466 คำ
ไม่รู้ว่าโชคชะตานำพา หรือว่าฟ้าฝนเป็นใจ เพราะหลังจากที่ดนุพลคุยงานกับลูกค้าเสร็จ และแอบไปเตี้ยมกับ ‘เอกพล’ เลขาของน้องชายเรื่องที่จะให้ตามหาผู้หญิงคนหนึ่งให้ เธอคนนั้นก็ดันมาปรากฎที่ห้องทำงานของเขาเสียอย่างนั้น “ ‘เกวลิน สันติสกุล’ เหรอ?” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานบริษัทถามขึ้น หลังจากที่อ่านชื่อนั้นจากใบประวัติ ทางด้านคนถูกถามก็ได้แต่ก้มหัวปรก ๆ เพราะเพิ่งสังเกตเห็นว่าคนที่ตนขอให้กดลิฟต์ให้เธอเมื่อเช้านี้ คือคนเดียวกับที่เธอจะมาเป็นเลขาให้ “ใช่ค่ะท่านประธาน แต่ท่านเรียกหนูว่า ‘เกล’ เฉย ๆ ก็ได้นะคะ” เกวลินพยายามทำใจดีสู้เสือ แม้ว่าตอนนี้จะแอบเหงื่อแตกพลั่กอยู่ในใจ ทว่าคำเรียกติดปากที่เผลอพูดออกไปอย่างลืมตัวนั่น กลับทำให้ดนุพลที่นั่งอยู่อีกฝั่ง ถึงกับตาวาวขึ้นมา “คุณชื่อเกลเหรอ?” “ใช่ค่ะ” ใจแกร่งเต้นแรงจนแทบจะระเบิดออกมา เมื่อเผลอคิดว่า ‘เธอ’ อาจจะเป็นคนที่เขาตามหามานานก็เป็นได้ หน้าตาว่าคล้ายแล้ว นี่ชื่อยังจะเหมือนกันอีก โลกนี้มันจะบังเอิญได้ขนาดนั้นเชียวเหรอ? แต่ถ้าจำไม่ผิด...น้องเกลของเขานามสกุล ‘มงคลภักดี’ นี่นา ถ้าเธอคือน้องเกลที่เขาตามหาจริง ๆ แล้วทำไมถึง...? เพราะจู่ ๆ คู่สนทนาก็เงียบลงไปอย่างกะทันหัน เกวลินที่ทำตัวไม่ค่อยถูกในสถานการณ์แบบนี้เท่าไหร่นัก จึงตัดสินใจถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม “เอ่อ คือว่า... ชื่อ 'เกล' มันมีอะไรแปลกรึเปล่าคะ?” ทางด้านคนถูกทักที่เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอทำตัวแปลก ๆ ออกไป ก็รีบกระแอมไอกลบเกลื่อน ก่อนจะกลับมาไว้ตัวพูดกับเธอด้วยมาดผู้บริหารอีกครั้ง “ไม่แปลกหรอกครับ ผมแค่แปลกใจน่ะ” เขาพูดเว้นวรรค ก่อนจะถามคำถามต่อไปด้วยความคับข้องใจ “ว่าแต่...คุณเกวลินแต่งงานรึยังครับ?” “เอ๊ะ!?” เพราะสังเกตเห็นความหวาดระแวงในปรากฎขึ้นแววตาคู่นั้นอย่างฉับพลัน ดนุพลที่ตั้งใจจะถามซอกแซกเรื่องส่วนตัวของคนตรงหน้า จึงต้องแสร้งวางตัวเป็นผู้ใหญ่ และทำทีพูดชักแม่น้ำทั้งห้า เพื่อให้คำพูดของตัวเองไม่น่าสงสัยเกินไป “ผมแค่ถามคุณเกลเผื่อเอาไว้น่ะครับ เพราะถ้าคุณมาเป็นเลขาของผม คุณคงจะต้องอยู่กับผมบ่อย ๆ และอาจจะมีงานนอกเวลา ...ถ้าเป็นแบบนั้นมันจะไม่รบกวนสามีคุณใช่ไหม?” ชายหนุ่มพยายามแล้วที่จะแถอย่างแนบเนียนที่สุด แม้ลึก ๆ ในใจเข้าจะรู้สึกว่าฟังไม่ขึ้นเท่าไหร่ ไอ้เรื่องที่กลัวว่าจะรบกวนเวลาส่วนตัวของพนักงานนี่พอเข้าใจได้ แต่อย่างมากถ้าล่วงเวลาจริง ๆ มันก็แค่จ่ายโอทีไหม? ปกติใครเขาจะมาถามเจาะจงถึงสามีขนาดนี้วะ? “ถ้าเรื่องนั้นท่านประธานไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ เกลยังไม่ได้แต่งงาน แล้วก็ไม่ต้องรีบกลับบ้านขนาดนั้น เพราะงั้นเรื่องทำงานนอกเวลา ท่านประธานหายห่วงได้เลยค่ะ” เออ ดันฟังขึ้นซะงั้น! แต่พอเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมนั่นแล้ว ดนุพลอดที่จะรู้สึกกระดากในใจไม่ได้ คือเขาแค่อยากรู้ว่าเธอโสดไหมด้วยใจอกุศลไง แต่เธอดันมองเขาเป็นเจ้านายที่ใส่ใจลูกน้องทั้งที่เพิ่งเข้ามาใหม่เสียอย่างนั้น “แปลว่าคุณโสด?” ท่าทางอึกอักที่ต่างจากก่อนหน้านี้อย่างลิบลับ ทำเอาคิ้วคมขมวดฉับด้วยความไม่พอใจขึ้นมาในทันที นี่น้องเกลของเขาไม่โสดแล้วเหรอ? เธอคบกับใคร? ไม่สิ...ตอนนี้เขายังไม่แน่ใจเลยว่าเธอใช่ ‘น้องเกล’ ที่เขาตามหาไหม แล้วจะไปวอแวอะไรกับเธอขนาดนั้นวะ? “ถ้าคุณไม่สะดวกตอบเรื่องนี้ก็ไม่เป็นไรครับ ผมแค่ถามเผื่อเอาไว้ เพราะคิดว่าเราคงต้องทำงานด้วยกันอีกนาน” สุดท้ายคนอายุมากกว่าก็ต้องกลั้นใจตอบปัดออกไปเพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศ แต่กระนั้นก็ยังไม่วายเว้นจังหวะให้เธอพูดแทรกขึ้นมาเผื่อว่าจะได้คำตอบ นี่คิดจะไม่ตอบอะไรออกมาจริง ๆ เหรอ? เขาอุตส่าห์เว้นช่วงไว้ให้ขนาดนี้แล้วนะ! “อะแฮ่ม! เอาเป็นว่า... เดี๋ยวผมจะให้เอกพลส่งตารางงานของผมที่เขาช่วยดูแลอยู่ตอนนี้ให้คุณนะ และคุณก็ลองไปถามเขาดูเอาเองก็แล้วกัน ว่าหน้าที่เลขาผมต้องทำอะไรบ้าง” เพราะไม่อยากทำตัวเหมือนเจ้านายที่จู้จี้จุกจิกกับคนของตัวเองมากเกินไป ดนุพลจึงต้องจำใจปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปก่อน ถึงยังไงเธอก็ต้องไปเรียนรู้งานกับไอ้เอกต่อ ถ้าเป็นหมอนั่นก็คงพอที่จะตีสนิทกับเธอได้ เดี๋ยวเขาค่อยไปรีดข้อมูลจากมันอีกที เอาเป็นว่าตอนนี้เขาต้องทำตัวดี ๆ เข้าไว้ ถึงยังไงเราก็ยังต้องทำงานด้วยกันอีกนาน เพราะงั้นต่อให้รู้ช้าไปอีกนิด ก็คงไม่เป็นไรละมั้ง? เมื่อคิดเช่นนั้น ดนุพลก็ไม่รอช้าเลยที่จะส่งยิ้มให้เธออย่างเป็นมิตร และดูเหมือนว่าเกวลินจะเป็นคนที่กระตือรือร้นกับงานไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะทันทีที่ได้รับการมอบหมาย อีกฝ่ายทำท่าเหมือนจะพุ่งตัวออกจากห้องทำงานของเขาอยู่รอมร่อ “ได้ค่ะท่านประธาน! ถ้างั้นเกลขอออกไปเตรียมตัวเลยนะคะ” คนอายุมากกว่าถึงกับตาพร่าเมื่อได้เห็นรอยยิ้มสว่างไสวของคุณเลขาคนใหม่ แต่เพราะคำเรียกแสลงหูที่เธอใช้ มันทำให้ดนุพลอดไม่ได้ที่จะเรียกอีกฝ่ายเอาไว้ก่อน “เดี๋ยว!” “คะ?” “หลังจากนี้ไป คุณไม่ต้องเรียกผมเต็มยศว่า ‘ท่านประธาน’ หรอก ...ผมไม่ชอบให้คนใกล้ตัวพูดจาห่างเหินเท่าไหร่” โอ้โห...กล้าพูดมากไอ้นุ! คนเขาเรียกมึงแบบนี้กันทั้งบริษัท เอาอะไรมาไม่ชิน นั่นคือคำพูดที่ผุดขึ้นมาในใจ “ถะ ถ้างั้น ให้เกลเรียกว่า ‘บอส’ แทนดีไหมคะ?” “ไม่ดีครับ” “อ่าว แล้ว...” มุมปากหยักกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้ม เมื่อได้เห็นท่าทีเลิ่กลั่กนั่น ก่อนที่เขาจะพูดขยายความออกไปอย่างนุ่มนวล “เกลเรียกผมว่า ‘คุณนุ’ เฉย ๆ ก็พอ และหลังจากนี้ผมก็จะเรียก ‘เกล’ ด้วยชื่อเฉย ๆ เหมือนกัน” ถึงใจจริงจะอยากให้เธอเรียกว่า ‘พี่นุ’ มากกว่า แต่เขาก็ยังพอจะคิดได้ ว่ามันอาจจะยังไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ “ได้ค่ะคุณนุ ถ้างั้นเกลขอตัวก่อนนะคะ” ชายวัยกลางคนพยักหน้าครั้งหนึ่งแทนการอนุญาตกับคำขอนั้น ก่อนจะนั่งมองเลขาคนใหม่จนลับไปจากสายตา กระทั่งเธอปิดประตูห้องทำงานเขาจนเรียบร้อยดีแล้วนั่นแหละนะ คนที่วางมาดเป็นเจ้านายผู้แสนดีถึงได้ทิ้งตัวลงนอนแผ่กับเก้าอี้ทำงานอย่างหมดสภาพในทันที แม่งเอ๊ย! กูนึกว่าจะหัวใจวาย! คนบ้าอะไร...ทำไมถึงใช้คำว่า ‘น่ารัก’ ได้เปลืองขนาดนี้วะ!? ชีวิตดนุพลผ่านผู้หญิงมาตั้งมาก หลีหญิงมาก็ไม่รู้กี่ครั้ง แต่ยังไม่เคยมีใครทำเขาเสียอาการได้เท่ากับเธอคนนี้เลย ไม่สิ... ที่จริงก็มีอยู่คนหนึ่ง คนที่เขาแพ้ทางสุด ๆ ก็เด็กผู้หญิงที่ชอบสวมชุดกระโปรงฟู ๆ ในฝันเขาเมื่อเช้านี้ไง มือหนาคว้าเอาโทรศัพท์มือถือของตนมาถ่ายประวัติของเกวลินที่ฝ่ายบุคคลส่งมาให้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบส่งต่อให้นักสืบขาประจำที่เขาให้สืบเรื่องน้องเกลตั้งแต่เพิ่งกลับมาเมืองไทยใหม่ ๆ พร้อมกับคำสั่งที่ให้สืบหาว่า ‘เธอ’ ใช่คนที่เขาตามหามานานรึเปล่า ตอนนี้ใช่ไม่ใช่ไม่รู้แล้ว ดนุพลรู้แต่ว่าเธอมีผลต่อหัวใจของเขาตั้งแต่แรกพบสบตา ตาคมไล่อ่านข้อมูลของเลขาคนใหม่อย่างละเอียด ก่อนจะไปสะดุดเข้าที่ช่องว่างช่องหนึ่งของเอกสาร “อายุ 26 เนี่ยนะ? ถึงว่าละ...วันนี้ต่อมศีลธรรมกูทรงงานหนัก ฉิบหายเลย”
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม