บรรยากาศเริ่มอึดอัดจนเหมือนอากาศรอบตัวหนืดขึ้น
วีนัสกำมือแน่น สูดลมหายใจลึก ๆ ก่อนจะรีบแทรกขึ้นเพื่อกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย
“เอ่อ…คือ…”
เธอพยายามยิ้ม แม้ใบหน้าจะตึงจนปวดแก้ม
“ถ้าวีนัสให้ไลน์พี่… พี่ทิศเหนือกับเพื่อน ๆ พี่ จะเซ็นลายเซ็นให้ใช่ไหมคะ? ถ้าเซ็นครบ วีนัสยอมให้ค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งกลุ่มชะงัก
บัวอ้าปากค้าง
จีโน่กับกายเบิกตากว้าง ส่วนวิศวะขยับหน้าเหมือนจะพูดอะไร แต่ก็กลืนคำลงคอเหมือนถูกช็อกจนพูดไม่ออก
ทิศเหนือมองวีนัสนิ่ง ๆ
แววตาเหมือนกำลังประเมินเธอ ไม่ใช่แค่เพราะข้อเสนอ แต่เพราะเธอกำลัง “ยอมลดศักดิ์ศรีของตัวเอง” เพื่อช่วยเพื่อนในกลุ่ม
เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
สั้น แต่คมพอจะบอกว่าเจ้าตัวกำลังสนุกกับสถานการณ์นี้
“หึ…”
เขาเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทางสบาย ๆ เหยียดรอยยิ้มบาง ๆ ที่ดูทั้งกวนและทั้งมีเสน่ห์จนหงุดหงิด
“ไม่ละ”
ทิศเหนือพูดชัดถ้อยชัดคำ
“พี่ไม่เอาละ”
ทุกคนเผลอกะพริบตาเหมือนถูกปาดหน้าเฉย ๆ วิศวะเองก็ขมวดคิ้วทันที ต่างจากเมื่อครู่อย่างเห็นได้ชัด
ทิศเหนือยักไหล่เหมือนเรื่องทั้งหมดเป็นแค่เกมเล่นสนุกของเขา ก่อนจะหยิบสมุดลายเซ็นจากมือจีโน่มาเปิดด้วยนิ้วเดียว
เขาก้มลงเซ็นชื่อ “ทิศเหนือ” อย่างลวก ๆ แต่ลายมือกลับสวยกว่าที่คิด
จากนั้นก็โยนสมุดไปให้เพื่อนคนอื่น ๆ ในกลุ่มเซ็นตาม
แบบไม่รอคำขอบคุณ ไม่รอคำถาม ไม่อธิบายเหตุผลว่าทำไมถึงเปลี่ยนใจ
รอบตัวมีแต่เสียงปากกาเขียนลงบนกระดาษ แต่ภายในกลุ่มของวีนัส ความเงียบมันดังยิ่งกว่าเสียงปืนแตก
และคำถามเดียวที่ค้างในใจทุกคนคือ…
ทิศเหนือ “เปลี่ยนใจ” เพราะอะไร?
หลังจากหลุดออกจากกลุ่มพี่ทิศเหนือไปได้ จีโน่ไม่ปล่อยให้ใครหยุดยืนแม้เสี้ยววินาที เขารีบจ้ำพาทุกคนเดินมาจนถึงมุมตึกคณะที่ไม่มีคนพลุกพล่าน
ก่อนทุกคนจะถอนหายใจออกมาพร้อมกันราวกับเพิ่งรอดจากสนามรบ
บัวจับหน้าอกตัวเองด้วยความตกใจ
“พี่เขาน่ากลัวจัง… บัวไม่ชอบพี่เขาเลยอ่ะ…”
กายที่ยืนพิงเสาอยู่ข้าง ๆ หันมามองด้วยสีหน้าจริงจัง
“ไม่ชอบก็เก็บไว้ในใจ อย่าพูดลอย ๆ แบบนั้น เดี๋ยวคนอื่นได้ยิน เอาไปพูดต่อแล้วมีปัญหาตามมาอีก”
ลมอุ่น ๆ พัดแรงจนผมของวีนัสปลิวผ่านแก้ม
เธอยืนเงียบ มองพื้นด้วยหัวใจที่ยังเต้นแรงจากเหตุการณ์เมื่อครู่
จีโน่ขยับคอเสื้อแล้วบ่นยาว
“โคตรอึดอัด…กูไปซื้อน้ำก่อนนะ พวกมึงเอาไรไหม”
ทุกคนส่ายหน้า ขี้เกียจเดิน ขี้เกียจขยับ เหมือนพลังชีวิตโดนพี่ทิศเหนือดึงออกไปครึ่งหนึ่ง
บัวชูนิ้ว
“งั้นบัวไปเข้าห้องน้ำนะ วีนัสไปด้วยป๊ะ?”
วีนัสเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“ไม่อ่ะ… บัวไปเลย เดี๋ยวเรานั่งรอตรงนี้แหละ”
กายพยักหน้า
“งั้นเราไปด้วย จะเข้าห้องน้ำเหมือนกัน”
ทั้งสามคนเดินแยกไปทเหลือแค่ วีนัสกับวิศวะ
สองคน
สองโลก
สองหัวใจ
ที่ถูกทิ้งไว้ร่วมกันในมุมเงียบของลานคณะ
ลมเหมือนพัดช้าลง เสียงรอบตัวเหมือนจางไป แต่บรรยากาศระหว่างทั้งคู่กลับแน่นขึ้นเหมือนอากาศถูกอัดในกระป๋อง
วิศวะยืนกอดอก มองไปอีกทางทใบหน้าเขาเรียบ แต่คิ้วเริ่มขมวด กรามเกร็ง ไหล่ตึง เหมือนคนที่กำลังระงับบางอย่างในอกไม่อยู่
สุดท้ายเขาก็พูด
น้ำเสียงต่ำและหงุดหงิดจนสัมผัสได้ถึงความร้อนที่พุ่งขึ้นเหนือผิวหนัง
“เธอคิดจะให้ไลน์มันจริง ๆ ดิ”
ประโยคเดียวทำให้วีนัสชะงัก
เธอหันขวับไปมองเขาด้วยความงงและไม่พอใจปนกัน
“อะไรของนาย?”
วิศวะหันมามองเธอเต็มตา
ดวงตาคมคู่นั้นสั่นวูบด้วยความโกรธลึก ๆ ที่เขาไม่อยากยอมรับ
“ฉันถามว่าเธอจะให้ไลน์ไอเหี้ยทิศเหนือจริงดิ”
น้ำเสียงของเขากระแทกเหมือนก้อนหิน
วีนัสเม้มปาก เธอพยายามอธิบายด้วยเสียงที่ยังสั่นเล็ก ๆ จากอารมณ์ค้างเมื่อครู่
“ก็ให้ทำยังไงล่ะ! นายก็เห็นสถานการณ์ตอนนั้น พี่เขาจะต่อยนายอยู่แล้วนะ!”
“ก็ให้มันต่อยมาดิ!”
วิศวะตวัดเสียงกลับแรงจนวีนัสสะดุ้ง เขาก้าวเข้ามาใกล้นิด ๆ ราวกับลืมไปแล้วว่าตรงนี้มีคนเดินผ่าน
“โดนต่อยมันก็เจ็บที่ฉัน ไม่ใช่เธอ!”
“นี่ฉันช่วยนายไว้นะวิศวะ!”
วีนัสเผลอปะทุเสียงเช่นกัน หน้าเธอแดงทั้งโกรธทั้งเสียใจ
วิศวะหัวเราะเบา ๆ แบบไม่ตลก เสียงหัวเราะเหมือนมีมีดซ่อนอยู่ข้างใน
“ช่วย…เหรอ?”
เขาก้มลง กระซิบคำต่อมาช้า ๆ ราวกับตั้งใจให้แทงใจที่สุดท“หรือจริง ๆ เธอถนัดกับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว?”
วีนัสจ้องหน้าเขา หัวใจเธอหล่นวูบ
“หมายความว่ายังไง… นายจะพูดอะไร”
วิศวะไม่หลบทสายตาคมกริบเหมือนคนเจ็บปวดแต่ทำแข็งขืน “ก็ทำตัวร่านเหมือนตอนมอปลายไง”
น้ำเสียงแข็งเป็นหิน “เธอถนัดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอเรื่องแบบนี้”
คำว่า ร่านทเหมือนฟาดใส่หน้าเธอเต็ม ๆ วีนัสถอยหลังไปครึ่งก้าว ดวงตาสั่น น้ำตาแทบไหลด้วยความเจ็บและเสียศักดิ์ศรี
“วิศวะ! นายพูดเกินไปแล้วนะ!”
เขายังไม่หยุดทเสียงคงที่ทแต่ดวงตานั้นทเจ็บยิ่งกว่ายามที่เขาถูกบอกเลิกเสียอีก
“ก็จริงไหมล่ะ? รับไม่ได้เหรอ?”
ลมที่พัดผ่านในวินาทีนั้น เหมือนเอาความอุ่นทั้งหมดไปจากร่างวีนัส
คนที่เคยเป็นที่พึ่ง…
วันนี้กลายเป็นคนที่พูดแทงใจเธอที่สุด
และทั้งสองคน
ยืนมองกันด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าคำว่า “เพื่อนร่วมกลุ่ม” จะอธิบายได้
“ฉันไม่อยากคุยกับนายแล้ว”
วีนัสพูดเสียงสั่น เธอหันหลังจะเดินหนีทันที รู้สึกเหมือนทุกคำของเขาเมื่อกี้ยังทิ่มแทงอยู่ในอก
แต่ยังไม่ทันได้ก้าวพ้น
พรึ่บ!
มือใหญ่ของวิศวะก็คว้าข้อมือเธอไว้แน่นจนเธอต้องหยุดกลางอากาศ
“ทนฟังไม่ได้หรอ?” เสียงเขาเย็นจนลมรอบตัวเหมือนนิ่งสนิท “ก็เรื่องจริงทั้งนั้น… เธอมัน ร่าน จริง ๆ นั่นแหละ”
คำนี้ทำให้หัวใจของวีนัสเหมือนถูกบีบแรง ๆ จนหายใจไม่ออก
แต่เขายังไม่หยุด
“ฉันคบกับเธอไปได้ไงวะ…”
เขาขบกราม “ฉันโคตรขยะแขยงตัวเองเลยว่ะ ที่เคยรักผู้หญิงแบบเธอ”
พูดจบ
มือของเขายังคงจับข้อมือเธอแน่นกว่าเดิม
แรง…แต่สั่นเล็กน้อยเหมือนคนที่ทั้งโกรธ ทั้งเจ็บ ทั้งไม่อยากยอมรับความจริงในใจตัวเอง
วีนัสกัดฟัน
หยาดน้ำตาคลอจนโลกพร่าไปหมด
ในอกของเธอเหมือนมีไฟลุก ทั้งเจ็บ ทั้งโกรธ ทั้งรัก ทั้งเสียเกียรติในเวลาเดียวกัน
เธอสะบัดแขนแรง ๆ จนเขายอมปล่อย วีนัสหันขวับกลับมา ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตาที่เธอพยายามกลืนไว้ไม่ให้ไหล
“เออ…” น้ำเสียงเธอสั่นแต่คมเหมือนกระจกแตก “ขยะแขยงมากใช่ป่ะ? งั้นฟังกูให้ดีนะ วิศวะ”
เธอจิ้มเท้าขยับเข้าไปใกล้เขา ใกล้จนแทบได้ยินเสียงหายใจแรง ๆ ของเขา
“คนอย่างมึงอ่ะ จะมีใครเขาอยากเอาวะ นอกจากกู?”
วีนัสหัวเราะเบา ๆ แบบเจ็บลึก
“มองรอบตัวดิ มึงคิดว่ามึงจะเจอใครรักมึงแบบที่กูรักไหม?”
วิศวะนิ่งไป
แววตาเขาสั่นวูบ จาง ๆ ในส่วนลึกสุดที่เขาไม่อยากให้ใครเห็น
แต่วีนัสไม่ให้โอกาสเขาพูด เธอยกคางขึ้นอย่างท้าทาย
“ถ้าขยะแขยงกูมาก…” เธอพูดช้า ๆ ชัด ๆ เหมือนประกาศสงคราม
“งั้นมึงก็เตรียมตัวไว้ให้ดี ๆ”
วีนัสก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ดวงตาแดงก่ำแต่แน่วแน่ที่สุดในชีวิต
“เพราะกูจะเอาคนของกูกลับคืนมา ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหนก็ตาม”
น้ำเสียงเธอหนักแน่น
“และมึง… ก็จะเป็นคนที่รับมือกูไม่ไหวเอง”
ประโยคนั้นคมพอจะทำให้วิศวะนิ่งค้าง หัวใจเหมือนโดนทุบแรง ๆ จนเขาหายใจไม่ทัน
ลมร้อนพัดผ่าน ใบไม้ปลิวผ่านระหว่างทั้งสอง แต่ไม่มีใครขยับ
สองคนยืนมองกัน ด้วยแผลเดิม ความรักเก่า ความเจ็บที่ยังไม่จบ
และคำประกาศของวีนัส…
มันทำให้วิศวะรู้ว่า
สงครามยังไม่จบแน่ และเขาคือเป้าหมาย