ฉีเหวินพุ่งตัวเข้ามาในห้องอาหารอย่างเร่งรีบตามการบอกทางของลี่ฟาง หลังจากที่นางหลงทางไปถึงห้องเก็บฟืนซึ่งอยู่ท้ายเรือนคนรับใช้
หญิงสาวจึงจำเป็นต้องใส่เกียร์หมาเพื่อจะวิ่งมาให้ถึงที่นี่ก่อนเวลาตั้งโต๊ะ
“แฮ่ก... แฮ่ก... ขะ ขออภัยที่มาสายนะเจ้าคะ!” นางพูดขึ้นทันที เมื่อเห็นว่าบุรุษทั้งห้าคนกำลังนั่งล้อมวงอยู่รอบโต๊ะอย่างพร้อมหน้า
แต่ยังไม่ทันที่ฉีเหวินจะได้หย่อนตัวลงนั่งอย่างเรียบร้อย คำพูดกวนเบื้องล่างของผู้ชายผมสีแสบตาเมื่อวาน ซึ่งนางคาดเดาจากรูปลักษณ์ว่าน่าจะเป็น ‘จูเชว่’ ก็ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ร้อยวันพันปีไม่เคยคิดมาร่วมโต๊ะอาหาร ครั้นพอบอกจะมา ก็ไม่ตรงเวลาตั้งแต่วันแรก ช่างน่าประทับใจเสียจริง...”
“พวกท่านก็ยังไม่ได้เริ่มรับประทานอะไรกันเสียหน่อย จะหาเรื่องข้าไปไยกัน...” ฉีเหวินพูดพลางเหลือบมองคนที่พูดจาหาเรื่องตน ก่อนจะยอมพูดถึงสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ตนมาถึงช้ากว่าที่คาดไว้ออกไป เมื่อเห็นสายตาสงสัยของเฟยหลงซึ่งจ้องมองมา “อย่างที่ข้าบอกท่านไปเมื่อวาน... ช่วงนี้ข้าจำอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่นัก ก็เลยหลงทางเล็กน้อยน่ะเจ้าค่ะ”
“นี่เจ้าโง่ขนาดจำทางในบ้านตัวเองไม่ได้เลยงั้นหรือ?”
หากไม่ติดเรื่องมารยาท ฉีเหวินสาบานได้เลยว่า จะต้องหาอะไรไปยัดปากที่คอยพ่นวาจาหาเรื่องนางไม่หยุดนั่นให้จงได้!
อย่างไรก็ตาม บนโต๊ะอาหารตัวนี้ยังมีสายตาอีกสี่คู่ที่กำลังจับจ้องนางอยู่ ฉีเหวินจึงเลือกทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดขัดหูนั่น และสร้างภาพจำใหม่ของตนสำหรับทุกคนที่นี่แทน ซึ่งมันสร้างความหงุดหงิดใจให้กับจูเชว่ที่ถูกเมินไปเป็นอย่างมาก
เพียงไม่นานหลังจากอาหารมากมายก็ถูกลำเลียงออกมาวางบนโต๊ะ หญิงสาวที่รักการกินยิ่งกว่าอะไรถึงกับตาลุกวาวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่นางจะเริ่มลงมือรับประทานอาหารตรงหน้าอย่างคล่องแคล่ว
โชคดีที่เดิมนางก็เกิดและเติบโตมาในประเทศจีนอยู่แล้ว ดังนั้นทักษะการใช้ตะเกียบจึงนับว่าดีไม่แพ้ใคร
กลับกลายเป็นบุรุษผู้ร่วมโต๊ะอีกห้าชีวิต ที่ได้แต่มองภาพอาหารมากมายกำลังพร่องลงอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ เพราะแต่ไหนแต่ไรสตรีผู้นี้มักจะสงวนกิริยาของตนไว้ให้งดงามอยู่ตลอด แม้กระทั่งตอนรับประทานอาหาร นางก็มักจะทำเพียงคีบอาหารใส่ปากไม่กี่คำเท่านั้น ดังนั้นการรับประทานประหนึ่งอดอยากมานานเช่นนี้ จึงนับเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็น
“...นี่เจ้าเขมือบอาหารทั้งหมดนี่เข้าไปได้อย่างไร!? กินเข้าไปขนาดนี้ เดี๋ยวก็กลายเป็นงูเหลือมขึ้นอืดกันพอดี!”
จูเชว่อดไม่ได้จริง ๆ ที่จะเอ่ยทักออกมา แม้เขาจะไม่อยากเสวนากับนางสักเท่าไหร่นัก แต่ปริมาณอาหารที่อีกฝ่ายรับประทาน มันออกจะน่ากลัวเกินไปหน่อย
ฉีเหวินที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘งูเหลือมขึ้นอืด’ จึงเร่งกลืนซี่โครงหมูน้ำแดงคำสุดท้ายในปาก ก่อนจะตอบกลับคนที่ขัดความสุขในการกินของนางกลับไปด้วยความหงุดหงิด
“แล้วเจ้าจะมายุ่งด้วยทำไม? ข้าละสงสัยจริง ๆ ว่าสรุปแล้วเจ้าเป็นหงส์หรือเป็นไก่ เหตุใดถึงได้หาเรื่องจิกกัดข้าบ่อยนัก!” ฉีเหวินว่าพลางวางตะเกียบในมือลงบนชาม หลังจากจัดการข้าวถ้วยที่สามของมื้ออาหารจนหมด
มือเรียวยกจอกน้ำชาขึ้นบังริมฝีปากของตน ก่อนจะพูดแกล้งบ่นให้อีกฝ่ายได้ยินอย่างจงใจ
“...แค่สีผมเหมือนหงอนไก่อย่างเดี๋ยวก็พอแล้วมั้ง นี่คิดจะทำนิสัยเหมือนไก่ด้วยหรืออย่างไร?”
“ฉีเหวิน!”
ปึก!
ชิงหลงที่ทนกับการโต้เถียงของทั้งสองคนไม่ไหวจึงกระแทกตะเกียบลงบนโต๊ะอาหารเสียงดัง ตาคมที่ฉายชัดไปด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจกวาดมองไปยังต้นเหตุซึ่งทำลายความสงบยามเช้าอย่างดุดัน ก่อนจะถอนหายใจฮึดฮัดและพูดตำหนิออกไป
“ ‘ไม่ควรพูดคุยกันระหว่างทานอาหาร’ เรื่องง่าย ๆ แค่นี้พวกเจ้าไม่รู้กันบ้างเลยงั้นหรือ?”
“...เขาว่าเจ้าแหนะ”
ฉีเหวินแกล้งทำลอยหน้าลอยตาพูดกับคนที่โดนดุพร้อมกับตน
เมื่อครู่อย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะได้รับสายตาคาดโทษกลับมาจากจูเชว่ ซึ่งนางขอสถาปนาให้เขาเป็นคนที่ไม่น่าเสวนาด้วยที่สุดแล้วในตอนนี้
แน่นอนว่าฉีเหวินไม่รู้สึกอะไรกับสายตาคาดโทษของอีกฝ่าย ทั้งยังออกจะแอบนึกขันในใจเมื่อเห็นท่าทางเหมือนเด็กโดนดุนั่นอีกต่างหาก
ก็ในเมื่อเขาเป็นฝ่ายเริ่มหาเรื่องนาง จะโบ้ยว่าเป็นความผิดของนางเพียงคนเดียวได้อย่างไรล่ะ จริงไหม?
.
.
ในที่สุด มื้ออาหารอันแสนวุ่นวายก็จบลง ชิงหลงในอาภรณ์สีครามปักดิ้นเงินก็รีบลุกเดินออกจากห้องอาหารแห่งนี้ไปเป็นคนแรก
ภาพของชายหนุ่มที่มวยผมสูงเหนือศีรษะซึ่งเดินเชิดหน้าออกไป โดยไม่แม้แต่จะชายตามองใคร ทำเอาฉีเหวินอดสงสารกล้ามเนื้อต้นคอของอีกฝ่ายในใจไม่ได้ เพราะดูจากการเกร็งค้างในท่านั้นทุกครั้งที่เห็นหน้านาง
ฉีเหวินอดคิดไม่ได้จริง ๆ ว่าบางทีอีกฝ่ายอาจจะรู้สึกปวดคอไม่น้อย...
ฉีเหวินก็พอเดาได้บ้าง ว่าทั้งสี่สัตว์เทพไม่พอใจเท่าไหร่ที่ต้องมาอยู่ในฐานะ ‘ว่าที่สามี’ ของนาง แต่ดูเหมือนในบรรดาสี่คนที่ว่า ชิงหลงจะมีความไม่พอใจมากกว่าใครเพื่อน เพราะดูจากท่าทางเย่อหยิ่งทะนงตนของเขาเมื่อครู่ คำขอของนางและการที่หวงหลงไปบังคับเขาให้ทำอย่างที่ต้องการ คงจะเป็นการหยามหน้าเขาไม่น้อย
และคนที่น่าจะไม่พอใจไม่แพ้ชิงหลง ก็น่าจะเป็นจูเชว่ ซึ่งหาเรื่องจิกกัดนางไม่เว้นแต่ละวัน ฉีเหวินคร้านจะนับจริง ๆ ว่าตนลับฝีปากกับเขามาแล้วกี่ครั้งหลังจากที่ได้พบกัน แม้มันจะน่ารำคาญไปสักหน่อย แต่การได้ทะเลาะกับใครเป็นเด็ก ๆ เช่นนี้ก็ทำให้นางรู้สึกมีสีสันไม่น้อย
อืม... ถ้าหากจูเชว่รู้ว่านางนำเขาไปเปรียบเทียบกับการโต้เถียงของเด็กน้อย บางทีนางอาจจะต้องระคายหูไปอีกพักใหญ่เลยละนะ...
หญิงสาวรีบละสายตาจากคนที่นางแอบนำไปเทียบกับเด็กประถมในใจเมื่อครู่อย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังหันมา แต่กระนั้นภาพลักษณ์ที่โดดเด่นสะดุดตากลับทำให้นางอดพิจารณาเขาในใจไม่ได้
เส้นผมสีแดงเพลิงซึ่งถูกมัดเปียพาดบ่า กับผิวสีน้ำผึ้งสวยงามก็ช่วยขับให้ดวงตาสีทองเข้มนั่นดูน่ามองขึ้นไม่น้อย หากไม่ติดว่าเขาเป็นคนที่ปากเสียขนาดหนัก บางทีเขาอาจจะเป็นคนที่น่าเข้าหาคนหนึ่งก็เป็นได้
ฉีเหวินส่ายหน้าเล็กน้อยเมื่อคิดว่าตัวเองกำลังหลงประเด็น แรกเริ่มเดิมที นางตั้งใจจะเก็บข้อมูลจากการสังเกตลักษณะนิสัยของพวกเขา เพื่อใช้ในการประเมินว่าควรจะเข้าหาใครก่อนไม่ใช่หรือไง? แล้วไฉนจึงกลายเป็นการวิเคราะห์ใบหน้าและความหล่อเหลาของพวกเขาเช่นนี้ไปได้กัน?
เอาเป็นว่า ทั้งชิงหลงและจูเชว่ดูเหมือนจะมีอคติกับฉีเหวินคนเก่าเป็นอย่างมาก บางทีนางอาจจะควรเปลี่ยนเป้าหมายเป็นสัตว์เทพประจำทิศเหนือและทิศตะวันตกมากกว่ากระมัง
ตากลมเคลื่อนไปยังคนที่ยืนอยู่ถัดจากจูเชว่ไป ก่อนจะเผลอสะดุ้งกายเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมองมาที่นางอยู่เช่นกัน
ดวงตาที่ดูเหมือนจะมีสีสันมากมายแอบซ่อนอยู่ในนั้น เมื่อประกอบกับเส้นผมสีเงินยวงที่ถูกรวบขึ้นเป็นหางม้าซึ่งทิ้งตัวอยู่ด้านหลัง ทำให้เขาดึงดูดสายตานางได้อย่างประหลาด
แม้สีผมของเขาจะตัดกับผิวกายเป็นอย่างมาก แต่ก็ถือได้ว่าเป็นความงามที่ลงตัวไม่น้อย แต่ส่วนที่ดึงดูดสายตานางที่สุดในร่างกายของเขา แน่นอนว่าจะต้องเป็นกล้ามท้อง ซึ่งเรียกตัวสวยงามภายใต้อาภรณ์ที่แหวกลึกนั่น...
ทุกส่วนของไป่หูช่วยขับให้เขาดูองอาจและเต็มไปด้วยพลัง จนคนธรรมดารู้สึกยากจะเข้าถึงได้โดยง่าย เรียกได้ว่าเหมาะสมแล้วที่เป็น
‘พยัคฆ์ขาว’ ในตำนานซึ่งใคร ๆ ต่างกล่าวขานถึง
ถ้างั้นคนที่นางพอจะเข้าหาได้ก็คงเหลือแต่...