“พี่ใหญ่ ท่านมีธุระอะไรกับข้าอย่างนั้นหรือ?”
น้ำเสียงแข็งกระด้างที่ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาหวงหลงซึ่งเดินนำเข้ามาในห้องทำงานก่อนอดขันไม่ได้
เพียงเพราะเขาแกล้งขัดใจน้องชายต่างมารดาตอนที่เจ้าตัวอาสาจะไปเข้าครัวกับฉีเหวินหน่อยเดียว ภาพลักษณ์ความสุภาพและกำแพงความห่างเหินซึ่งอีกฝ่ายมักแสดงออกมาก็ถูกพังทลายลงในชั่วพริบตา
หวงหลงชอบจริง ๆ เวลาที่เฟยหลงแสดงความรู้สึกของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ต้องมานั่งคำนึงถึงเรื่องที่ว่ามารดาตนเป็นใคร แต่เพราะที่ผ่านมาน้องชายผู้นี้ปิดกั้นความรู้สึกของตัวเองด้วย ‘สถานะและสายเลือด’ ที่แตกต่างกันมากเกินไป นั่นทำให้ความสัมพันธ์ของเราไม่ใกล้ชิดอย่างที่ควร แม้ว่าเขาจะพยายามเข้าใกล้เฟยหลงเพียงใดก็ตาม
แต่ดูเหมือนตอนนี้จะมีคนทำหน้ากำแพงนั่นร้าวฉานไปเสียแล้ว เพราะเพียงการหยอกเย้าเล็กน้อย ก็ทำให้อีกฝ่ายถึงกับแสดงออกมาได้ถึงขนาดนี้ หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงไม่มีวันได้ยินเฟยหลงพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างเช่นนี้เป็นแน่...
เทพมังกรหนุ่มพยายามปรับสีหน้าของตนให้กลับมาเรียบเฉยราวกับไม่รับรู้ว่าเมื่อครู่ตนทำให้อีกฝ่ายหงุดหงิดใจ ก่อนจะทำเป็นเมินเฉยไม่ได้ยินคำถามนั้นและยิงคำถามกลับไป เพื่อเปลี่ยนเรื่องไปอย่างแนบเนียน
เพราะจริง ๆ เขาไม่ได้มีธุระอะไรให้เฟยหลงช่วยเหมือนอย่างที่บอกเสี่ยวฉีไปนี่นา...
“ข้าไม่ได้กลับมาเยือนที่นี่เพียงไม่นาน ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่สายตาของเจ้ายามจ้องมองน้องสาวข้าเริ่มเปลี่ยนไป”
หวงหลงวางท่าราวกับกำลังจ้องจับผิดน้องชายต่างมารดา ก่อนจะแกล้งพูดเรื่องที่น่าจะทำให้เฟยหลงอารมณ์เสียยิ่งขึ้นต่อไป
“...เจ้าคงยังไม่ลืมใช่หรือไม่ ว่าฉีเหวินเป็น ‘คู่หมั้น’ ของข้า”
เพราะการจะให้กำเนิดเทพมังกรทองสายเลือดบริสุทธิ์รุ่นถัดไปได้
ฮูหยินของหวงหลงจะต้องเป็นเทพมังกรด้วยกันเท่านั้น ซึ่งเทพมังกรหญิงช่างเป็นเทพที่หาได้ยากยิ่งนัก ในรอบห้าร้อยปีถึงจะมีการถือกำเนิดขึ้นมาสักครั้ง หวงหลงในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของสวรรค์และจำต้องสืบทอดสายเลือดนี้ต่อไป จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องหมั้นกับฉีเหวินตั้งแต่นางยังไม่รู้ความ
อย่างไรก็ตาม เขาก็มีเหตุผลอื่นอีกมากมายในการเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ จนตอนนี้แม้แต่เจ้าตัวก็ยังไม่ทราบถึงเรื่องการหมั้นหมายที่ว่านี้เลย
“...แต่ท่านก็ไม่เคยมองนางอย่างคนรักมาตั้งแต่แรกมิใช่หรือ? เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง ท่านก็คงไม่จัดหาบุรุษมากมายมาตามคำขอของ
ฉีเหวิน จน ‘ว่าที่สามี’ ของนางเต็มเรือนเช่นนี้”
เมื่อได้โอกาสถาม เฟยหลงก็พูดสิ่งที่ตนสงสัยมานานออกไปอย่างไม่ลังเล เขารู้อยู่แล้วเรื่องที่ว่าฉีเหวินเป็นคู่หมั้นของหวงหลง ซึ่งนั่นทำให้เมื่อก่อนเฟยหลงพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกับนางอย่างถึงที่สุดเพราะไม่อยากมีปัญหา แต่ตอนที่ได้ยินเรื่องที่นางขอให้สี่สัตว์เทพมาแต่งงานด้วย แล้วหวงหลงยอมตกลงง่าย ๆ เฟยหลงก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าพี่ชายคิดอะไรอยู่กันแน่
เหตุใดถึงได้ตัดสินใจแบบนี้
แม้สุดท้ายคำขอแต่งงานที่ว่านั่นจะถูกลดทอนลงเหลือเพียงการเป็น ‘ว่าที่สามี’ โดยไม่มีแม้แต่พิธีหมั้นหมายอย่างเป็นทางการ แต่กระนั้นเรื่องความสัมพันธ์นี้ก็เป็นที่รู้กันทั่วในสวรรค์ เฟยหลงจึงไม่เข้าใจเลยว่าหวงหลงจะยอมให้คู่หมั้นของตนทำเรื่องเช่นนี้ไปทำไมกัน
และเพราะเป็นเช่นนั้น หากเขาจะมองว่าหวงหลงไม่ได้ ‘รัก’ นางเช่นนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร...
เทพมังกรทองที่ได้ยินคำถามนั้นของน้องชายก็ได้แต่แย้มยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะถามจี้จุดกลับไป โดยไม่ได้ให้คำตอบของคำถามที่เฟยหลงต้องการ
“ที่เจ้าพูดออกมาเมื่อครู่... แสดงว่าเจ้าไม่ได้ปฏิเสธว่าสายตาของเจ้ายามที่มองนางมันเปลี่ยนไปแล้ว ใช่หรือไม่?”
คนอายุน้อยกว่าถึงกับสูญเสียคำพูดไปอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อประโยคนั้นราวกับลูกธนูที่แทงเข้ากลางใจ
ทั้งที่เขาเพิ่งรู้สึกได้ถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนไปของตนเมื่อไม่ถึงชั่วยามที่ผ่านมา แต่บัดนี้ความรู้สึกนั้นกลับถูกจับได้โดยพี่ชายต่างมารดาซึ่งเป็นคู่หมั้นของสตรีที่เขาหมายตาอย่างนั้นหรือ?
“เรื่องความรู้สึกของเจ้า ข้าไม่ได้ถือสาอะไรหรอกนะ...”
ราวกับสัมผัสได้ถึงความคิดของเฟยหลง เพราะจู่ ๆ หวงหลงก็พูดขึ้นมาทั้งอย่างนั้น ครึ่งมังกรหนุ่มจ้องมองอีกฝ่ายราวกับกำลังค้นหาความหมายที่ถูกเก็บซ่อนไว้เบื้องหลังประโยคนั้น แต่กระนั้นเขากลับไม่สามารถหาสิ่งใดได้พบ
“...ที่พูดเมื่อครู่ ท่านหมายความว่าอย่างไร?” ยิ่งพูดคุยกันนานเท่าไหร่ ในหัวของเฟยหลงยิ่งมีแต่คำถาม เขาไม่เข้าใจเลยว่าหวงหลงกำลังคิดอะไรอยู่บ้าง และดูเหมือนเจ้าตัวก็ไม่ได้อยากจะบอกสิ่งเหล่านั้นออกมาเสียด้วย
“ข้าหมายความตามที่พูด... เอาเป็นว่าข้ามีเหตุผลของข้าก็แล้วกัน
แต่จะเพราะอะไร เจ้ายังไม่ต้องรู้ในตอนนี้หรอก” เทพมังกรทองพูดสรุป เมื่อเห็นว่าถึงจะพูดกันยืดยาวกว่านี้ก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา
และเพราะถูกปิดปากด้วยประโยคที่ว่า เฟยหลงที่แม้จะยังมีความสงสัยอยู่มาก แต่ก็จำต้องหยุดตั้งคำถามไปก่อน
หวงหลงที่เห็นดังนั้นจึงช่วยขยายความให้น้องชายตนเพิ่มอีกเล็กน้อย แทนการบอกใบ้ถึงบางสิ่ง
“ที่เจ้าบอกว่า ‘ข้าไม่ได้มองนางอย่างคนรักมาตั้งแต่แรก’ เรื่องนั้นข้าก็ไม่ได้คิดจะปฏิเสธอะไรหรอกนะ” เขาเว้นวรรคพลางจ้องมองไปที่นอกหน้าต่างซึ่งสามารถมองเห็นร่างเล็กที่กำลังถือถาดอะไรบางอย่างวิ่งมาทางนี้ได้แต่ไกล
รอยยิ้มเอ็นดูจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้เป็นศูนย์กลางของสวรรค์อย่างหาชมได้ยาก ก่อนที่หวงหลงจะละสายตากลับมายังน้องชายของตนอีกครั้งหนึ่ง
“...แต่การที่ ‘ไม่เคยสนใจ’ นางมาก่อน มันมิได้หมายความว่า
ข้าจะไม่สนใจนาง ‘ไปตลอด’ มิใช่หรือ?”
แม้ใบหน้าของน้องชายจะยังคงสงบนิ่งอยู่ แต่คนที่หูตาไวอย่าง
หวงหลง มีหรือจะไม่สังเกตเห็นถึงนิ้วมือที่กระตุกขึ้นมา ยามที่เขาพูดประโยคนั้น
“ ‘พวกเรา’ ยังมีเวลาอยู่ ‘ร่วมกัน’ อีกมาก เจ้ากลับไปนั่งทบทวนความรู้สึกของตัวเองให้ดีก่อนเถิด”
ราวกับทุกอย่างถูกวางแผนมาแล้วล่วงหน้า เพราะไม่ทันทิ้งจังหวะให้เฟยหลงได้ตั้งคำถามอะไรขึ้นมา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นที่หน้าห้องเสียแล้ว...