ตอนที่ 7 ชอบผู้หญิงแบบไหน

2027 คำ
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะ เอเดนยังคบกับรดาดี ๆ อยู่ไม่ใช่เหรอ” “ใช่ ผมนี่แหละที่บังคับลูกให้หมั้นกับหนูพราว เพราะผมกับนายพีทสัญญากันไว้นานมากแล้วว่าจะให้ลูกเราสองคนแต่งงานกัน” เรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อนทำเขมมิกาเบิกตาโพลง หันมองหน้าเอเดนก็เห็นว่าเขาทำสีหน้าเรียบเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาวเช่นเดิม “เอเดน ไหนว่ารักรดามากไง ทำไมถึงยอมเลิก คุณเองก็ไม่น่าบังคับเอเดนแบบนี้เลยนะคะ ไม่สงสารเด็ก ๆ เหรอ” “แล้วคุณจะให้ผมทำไง ผมผิดคำพูดกับนายพีทมันไม่ได้” “แต่ลูกชายคนโตของคุณไม่ได้โสดนะคะ คุณพีทก็น่าจะเข้าใจ” เป็นเดือดเป็นร้อนแทนราวกับว่ารักใคร่สงสารเอเดนเสียเต็มประดา แต่กลับไม่สามารถซ่อนความริษยาในสายตาไว้ได้ทำเอเดนแค่นหัวเราะหยัน “ถ้าผมไม่หมั้น แล้วจะให้ใครหมั้นล่ะครับ แอนดริวเหรอ” เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มมุมปากและแววตารู้ทันทำเขมมิกาหน้าม้าน เธอเชิดหน้าขึ้นเรียกความมั่นใจเล็กน้อย “แอนดริวพร้อมทำทุกอย่างตามที่พ่อสั่งอยู่แล้วจ้ะ น้าเลี้ยงลูกมาให้รักและเชื่อฟังพ่อ ไม่ว่าพ่อจะสั่งอะไร แอนดริวก็เต็มใจทำตามทั้งนั้น ถ้าเรื่องนี้เอเดนหนักใจ จะให้น้องรับหน้าที่แทนก็ได้” เขมมิกาทำราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้พูดถึงผู้หญิงที่ลูกชายกำลังจะสานสัมพันธ์ ถึงตอนนี้ ใครก็คงไม่สำคัญและน่าเอามาเป็นภรรยาเท่า พริ้มพราว คลาร์ก อีกแล้ว “พอดีว่าผมไม่ได้หนักใจครับ ทายาทตระกูลคลาร์กเชียวนะครับ ใครหนักใจก็บ้าแล้ว จริงไหมครับแม่” พูดกลั้วหัวเราะแต่แววตาที่มองไปยังเขมมิกาช่างทิ่มแทงจนอีกฝ่ายเจ็บแค้นเดือดดาล “เอา อย่ามัวแต่พูดกันอยู่เลย รีบกินข้าวกันซะ เดี๋ยวสาย” แอรอนตัดบท ใช่ว่าไม่รู้ว่าภรรยาคนที่สองของตนกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เพื่อความสงบสุขในครอบครัว บางเรื่องก็ต้องมองข้าม เมื่อเขมมิกาแยกตัวกลับบ้านมาได้ก็ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาพร้อมกรีดร้องราวกับคนบ้า เด็กรับใช้ที่วิ่งมาดูต่างถูกหมอนปาใส่กระเจิดกระเจิงไปกันคนละทิศละทาง “กรี๊ด...ไอ้เอเดน มึงจะเอาทุกอย่างไปจากลูกชายกูไม่ได้นะ กูไม่มีทางยอม กรี๊ด...” ***************** แอรอน สิริมา และเอเดน นั่งอยู่ในห้องรับแขกของคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตกแต่งอย่างหรูหราราวกับพระราชวัง ครอบครัวคลาร์กเองก็นั่งอยู่ในห้องนั้นพร้อมต้อนรับขับสู้แขกคนสำคัญ ยกเว้นเพียงพริ้มพราวที่ยังไม่ยอมลงมา “นี่ยัยพราวยังแต่งตัวไม่เสร็จอีกเหรอ พอร์ชขึ้นไปตามน้องให้พ่อหน่อย เสียมารยาทจริง ๆ” พิพัฒน์รับคำ กำลังจะลุกขึ้นก็พอดีกับคนที่ทุกคนรอคอยเดินเข้ามาในห้องรับแขก “พราวมาแล้วค่ะ ขอโทษนะคะที่ลงมาสาย” ร่างบอบบางเย้ายวนในชุดเดรสสายเดี่ยวสีขาวกระโปรงบานยาวคลุมเข่า ผมยาวหยักลอนสีน้ำตาลอ่อนปล่อยสยาย ใบหน้าสวยหวาน ดวงตากลมโตแฝงแววเอาเรื่อง จมูกโด่งปลายเชิดรั้นรับกับริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสด เธอช่างงดงามราวกับภาพวาด ทำเอาเอเดนถึงกับตกตะลึง พริ้มพราวหันมายกมือไหว้แขกคนสำคัญ ก่อนชะงักไปเมื่อสบดวงตาคมกริบแสนมีเสน่ห์ของชายหนุ่มรูปหล่อเรือนร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดาร์กบลู เขาหล่อเหลาไร้ที่ติจนหัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นจังหวะ “สวัสดีค่ะ คุณลุงคุณป้า เอ่อ คุณเอเดน ขอโทษนะคะที่พราวมาสาย” “สวัสดี หนูพราว ไม่เป็นไรหรอก ลุงกับป้าตื่นเต้น เลยรีบพาพี่เขามาก่อนเวลาเอง” หนุ่มสาวสบตากันอีกนิดก่อนเบนสายตาหนี ไม่อยากเสียท่าให้อีกฝ่ายรู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไร “ไง เอเดน พ่อบอกแกแล้วใช่ไหมว่าน้องสวย สวยมากเลยล่ะสิ” แอรอนแซวกลั้วเสียงหัวเราะ แต่เอเดนกลับหันมองหน้าว่าที่คู่หมั้นด้วยแววตาเฉยชา ซึ่งคราวนี้เขาบังคับหัวใจที่กำลังเต้นกระหน่ำของตัวเองได้ดี “ครับ สวย” คำพูดและน้ำเสียงราวคนไร้ความรู้สึกทำพริ้มพราวลอบเบะปาก แต่กลับโดนแม่ถลึงตาใส่ “เอาล่ะ วันนี้ที่พี่และคุณสิพาเอเดนมาที่บ้านนาย เพราะอยากให้เด็กสองคนได้ทำความรู้จักกันเอาไว้ก่อนในฐานะคู่หมาย เอเดนเต็มใจหมั้นหมายและแต่งงานกับหนูพราว ทางหนูพราวเองก็คงไม่ต่างกันเราถึงได้นัดมาเจอกันในวันนี้” พ่อแม่ฝ่ายหญิงพยักหน้ารับ แอรอนจึงพูดต่อ “วันนี้ก็ถือเป็นการมาทาบทามสู่ขอแบบไม่เป็นทางการเลยแล้วกันนะพีท ไว้คราวหน้าพี่จะพาผู้ใหญ่มาทำพิธีสู่ขอให้เป็นเรื่องเป็นราวอีกที” “ไม่ต้องยุ่งยากหรอกครับ แค่วันนี้ก็พอแล้ว หลังจากนี้ก็ให้เด็ก ๆ ได้ทำความรู้จักกันก็ค่อยหาฤกษ์แล้วจัดงานหมั้นอีกที” “ได้สิ ฤกษ์งานหมั้นพี่กับคุณสิไปจัดการมาแล้วเรียบร้อย พระอาจารย์ท่านให้ฤกษ์ดีมาสองวัน ให้หนูพราวเลือกได้เลยว่าจะเอาวันไหน ระหว่างกลางเดือนหน้ากับสิ้นเดือนหน้า” พริ้มพราวเบิกตาตกใจ ฤกษ์งามยามดีอะไรจะรวดเร็วทันใจเช่นนี้ ถ้ากลางเดือนหน้าเธอก็มีเวลาเป็นอิสระอีกเพียงราวสามสิบวันเท่านั้น แต่ถ้าสิ้นเดือนก็จะยืดเวลาได้อีกหน่อย อย่างน้อยก็อีกสิบห้าวัน ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย “เอ่อ คุณลุงคะ มีแค่สองวันนี้เองหรือคะ” แทนที่จะเลือก แต่คนใจกล้าอย่างพริ้มพราวกลับเอ่ยถามออกไปแทน ทำเอเดนยกยิ้มมุมปากอย่างชอบใจ ท่าทางเธอก็ดูไม่ค่อยจะชอบขี้หน้าเขาเท่าไรนัก คงไม่แคล้วถูกบังคับเหมือนกันเป็นแน่ น่าสนุกดี ว่าที่คู่หมั้นที่ต้องแต่งงานอยู่กินกันในอนาคตทั้งสองคน ต่างฝ่ายต่างไม่เต็มใจ มันคงจะเป็นความสัมพันธ์ที่ห่วยแตกสิ้นดี “ใช่ มีแค่สองวันนี้เท่านั้น ถ้าจะเอาฤกษ์ปีอื่นก็คงนานเกินไป หมั้นกันให้เรียบร้อย ระหว่างนี้ก็คบหาเรียนรู้กัน กว่าจะถึงงานแต่งคงสนิทสนมรักใคร่กันพอดี” คนตัวบางหุบปากฉับ ทั้งที่อยากเอ่ยถามออกไปใจจะขาดว่าถ้าหากเธอกับเขาลองคบกันแล้วไปไม่รอด รักกันไม่ได้ แล้วผู้ใหญ่จะยอมให้มีการถอนหมั้นแทนการจับคลุมถุงชนแต่งงานหรือไม่ ที่ไม่ยอมเสียมารยาททำอย่างนั้นเพราะถ้าหากเธอกับเขาเข้ากันไม่ได้จริง ๆ วันนั้นเธอจะเป็นฝ่ายเรียกร้องอิสระกลับคืนมาเอง “งั้นพราวเลือกปลายเดือนหน้าค่ะ” คำตอบที่ถูกใจทำเอเดนยกยิ้มมุมปากอีกครั้ง ดวงตากลมโตวาววับคู่นั้นท่าทางเอาเรื่อง ทายาทมาเฟียคนนี้คงจะพยศไม่น้อย “ได้ งั้นถือว่าตอนนี้ลุงได้สู่ขอหนูพราวให้พี่เขาเรียบร้อยแล้วนะ ดีจริงพีท ในที่สุดเราก็ได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน” ชาวต่างชาติที่อยู่ประเทศไทยมานานเกินกว่าอายุลูกชายจนพูดภาษาไทยได้คล่อง เอ่ยสำนวนไทยสำเนียงแปลกประหลาดออกมา แต่คนทั้งห้องกลับยิ้มรับชื่นมื่น ต่างจากสองคนที่ต้องเกี่ยวดองเป็นคนคนเดียวกันตามกฎหมายที่ยังคงวางสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก “ครับพี่ ผมเองก็ดีใจ เห็นเอเดนมาตั้งแต่เด็ก ยังไงอาฝากน้องด้วยนะเอเดน ยัยพราวค่อนข้างจะดื้อ อาอนุญาตให้จัดการสั่งสอนเด็กดื้อได้เต็มที่” “พ่อคะ...” ลูกสาวร้องเรียกพ่อเสียงหลง “ก็เรามันดื้อจริง ๆ ต่อไปห้ามดื้อกับพี่เขาเด็ดขาด โตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะเรา” คนเป็นพ่อคว้าลูกสาวมากอด แม้เธอจะกอดพ่อตอบแต่กลับทำหน้ามุ่ยราวเด็กเอาแต่ใจไม่มีผิด ทั้งยังตวัดสายตามองมายังว่าที่คู่หมั้นราวกับกล่าวโทษว่าเขาเป็นต้นเหตุให้ตัวเองโดนพ่อดุอีกต่างหาก “พราวทราบแล้วค่ะ” ตอบอย่างแง่งอน ดวงตากลมโตยังจับจ้องไปยังมาเฟียหนุ่มหน้าตาย ไม่รู้ว่าเขาทำสีหน้าแบบอื่นไม่เป็นนอกจากหน้านิ่งเฉยและยกยิ้มมุมปากดูกวนประสาทแค่นั้นหรือเปล่า แต่อย่างไรก็ดูขัดหูขัดตาจนน่าหงุดหงิดพิกล “นี่ก็ใกล้ได้เวลามื้อเที่ยงแล้ว เรามาทานข้าวพร้อมกันสักมื้อเถอะครับ” เจ้าบ้านเอ่ยชวนและแขกก็พยักหน้ารับ ทั้งหมดจึงไปนั่งรวมตัวกันในห้องอาหาร เอเดนซึ่งถูกจัดให้นั่งข้างว่าที่คู่หมั้นตักอาหารใส่จานให้ตามหน้าที่ของสุภาพบุรุษ เธอเอ่ยขอบคุณเสียงเบาแล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวในจานเงียบ ๆ แทบไม่เอ่ยปากพูดอะไรออกมาเลยถ้าผู้ใหญ่ไม่ถาม ผิดวิสัยพริ้มพราวคนเดิมเป็นอย่างมาก หลังจากจบมื้อกลางวัน ทุกคนจึงไปรวมตัวกันในห้องนั่งเล่น เปิดทีวีดูข่าวสารพร้อมกินของว่างและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศผ่อนคลายมากสำหรับผู้ใหญ่ที่รู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ผิดกับหนุ่มสาวที่ในอีกไม่นานนี้ต้องนอนร่วมเตียงที่ยังคงไม่พูดอะไรกันสักคำ “พี่สิดูสดใสขึ้นนะคะ หน้าตาผ่องกว่าครั้งล่าสุดที่พั้นช์กับพี่พีทไปเยี่ยมที่บ้านอีก ช่วงนี้สุขภาพเป็นอย่างไรบ้างคะ แข็งแรงดีใช่ไหม” พาขวัญชวนสิริมาพูดคุยอย่างคุ้นเคย “สุขภาพก็เหมือนเดิมจ้ะพั้นช์ เจ็บออด ๆ แอด ๆ หมอก็หาสาเหตุไม่ได้ แต่พอรู้ว่าเอเดนจะได้แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝากับหนูพราว พี่ก็สบายใจ รู้สึกจิตใจมันกระชุ่มกระชวยยังไงไม่รู้” แม้ตอนแรกจะสงสารลูกชายที่ต้องเลิกกับคนรัก แต่ถ้าให้เลือกระหว่างผู้หญิงที่เป็นลูกสาวศัตรูของสามีกับลูกสาวของคนคุ้นเคยรักใคร่กัน เธอเลือกอย่างหลังดีกว่า ที่เหลือก็ภาวนาขอให้เด็กสองคนรู้สึกดีต่อกันมากพอที่จะสร้างครอบครัวให้อบอุ่นต่อไป แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นก็พร้อมสนับสนุนให้ทุกฝ่ายคืนอิสระให้แก่กันเพื่อความสุขที่แท้จริงของหนุ่มสาว “พั้นช์กลัวพี่สิจะผิดหวังจังเลยค่ะ ยัยพราวของพั้นช์ไม่ใช่กุลสตรีเท่าไรนัก ทำอะไรก็ไม่ค่อยเป็น นิสัยก็เป็นเด็กรุ่นใหม่มั่นใจในตัวเอง แถมยังทั้งดื้อทั้งชอบเถียง พั้นช์ล่ะปวดหัวค่ะ” คนที่ถูกหาว่าดื้อมานับครั้งไม่ถ้วนทำหน้ามุ่ย หันมองพี่ชายเพื่อขอความช่วยเหลือก็ได้รับเพียงรอยยิ้มขำ แถมน้องชายก็ไม่ต่างกัน “เด็กสมัยนี้ก็เป็นแบบนี้แหละพั้นช์ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป จะให้มัวมานั่งเป็นแม่บ้านแม่เรือนได้ยังไง ธุรกิจก็มีให้ทำ เป็นผู้หญิงมั่นใจนั่นแหละดีแล้ว จะได้ยืนเคียงข้างสามีได้อย่างเต็มภาคภูมิ ยิ่งเก่ง ยิ่งมั่นใจ ยิ่งสวย สามีก็จะยิ่งภูมิใจ ส่วนเรื่องงานบ้านให้เป็นหน้าที่แม่บ้านดีกว่าจ้ะ” สิริมาเข้าข้างว่าที่ลูกสะใภ้ จึงทำให้พริ้มพราวยิ้มกว้าง รู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อยที่ว่าที่แม่สามีเข้าอกเข้าใจตน แถมยังดูใจดีใจเย็นจนให้ความรู้สึกอบอุ่นอีกต่างหาก “แล้วเอเดนล่ะจ๊ะ ชอบผู้หญิงแบบไหน” พาขวัญเอ่ยถามเพื่อชวนคุย คนเป็นพ่อทั้งสองที่กำลังคุยกันเรื่องธุรกิจอย่างออกรสจึงอดที่จะเงี่ยหูฟังไม่ได้
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม