เอเดนชะงักเล็กน้อย มองใบหน้าสวยหวานที่น่าจะขัดกับนิสัยใจคอของว่าที่คู่หมั้นแล้วลอบถอนใจ ตั้งแต่จำความได้ เขารักและสงสารแม่มาก จึงคิดว่าผู้หญิงที่อาจจะต้องมาเป็นภรรยาและได้หัวใจของเขาไปต้องเป็นคนอ่อนโยน ใจเย็น มองโลกแง่ดีและใจกว้างเหมือนแม่เขาเท่านั้น
แต่พอเอาเข้าจริงกลับไม่เคยมีใครทำเขาใจเต้นแรงมาก่อนเหมือนอย่างรดา ที่ดูแตกต่างจากแม่ของเขาอย่างสิ้นเชิงเพราะเธอเป็นสาวสมัยใหม่ เปรี้ยว เฉี่ยว และเป็นตัวของตัวเอง
มาวันนี้กลับมีผู้หญิงอีกคนที่ดันทำหัวใจซึ่งกำลังแห้งแล้งไร้ความรู้สึกของเขาเต้นกระหน่ำสะท้อนในอก ทั้งที่เธอก็ดูแตกต่างจากรดา ด้วยท่าทีแสนพยศ มองเขาด้วยแววตาเอาเรื่อง ดูท่าเธอคงหยิ่งไม่น้อย ซึ่งปกติเขาไม่เคยเห็นผู้หญิงพวกนี้ในสายตาเลย
“เอ่อ ผมชอบผู้หญิงที่เป็นตัวของตัวเองครับ” ตอบแบบกว้าง ๆ เอาไว้ก่อน
เหลือบมองคู่หมั้นคนสวยอีกเล็กน้อยก็เห็นว่าเธอมองเขาอยู่ด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก เขาจึงจ้องตอบด้วยสายตาแบบเดียวกัน ไม่นานเธอก็หลบตา
“ตายจริง หนุ่มสาวเขาเขินอายกันด้วย เอเดน พาน้องออกไปเดินเล่นข้างนอกเถอะลูก จะได้พูดคุยกันตามลำพัง นั่งอยู่กับผู้ใหญ่เต็มห้องก็คงไม่กล้าคุยกันสินะ”
สิริมาเปิดโอกาสให้ลูกชาย พาขวัญพยักหน้าเห็นด้วย เขาจึงจำต้องพาลูกสาวเจ้าของบ้านออกไปนั่งเล่นในสวนกุหลาบข้างบ้าน
แต่แทนที่จะคุยกัน เขากลับนั่งจ้องหน้าเธอเงียบ ๆ อีกแล้ว พริ้มพราวจึงทนความอึดอัดไม่ไหว โพล่งออกมาก่อน
“นี่คุณ จะมองหน้าฉันอีกนานไหมคะ ฉันสวยถูกใจมากเลยหรือไง”
ดวงตาวาววับเอาเรื่องคู่นั้นที่มองมายังเขาอย่างไม่เป็นมิตรทำเขาแค่นหัวเราะหยัน
“คุณเองก็เอาแต่มองหน้าผมเหมือนกัน ผมก็คงจะหล่อถูกใจคุณมากเหมือนกันใช่ไหม”
“เสียใจ แบบคุณไม่ใช่สเปก คุณทำฉันใจเต้นไม่ได้หรอก ที่ต้องหมั้นด้วยก็เพราะพ่อบังคับ ก็คงไม่ต่างจากคุณ”
หงายการ์ดความจริงให้เขารู้ไปเลยว่าเธอไม่ได้คิดอะไร แถมยังจำใจหมั้นหมายกับเขาเพราะไม่มีทางเลือก จะได้เลิกหลงตัวเองเสียที
“ครับ ผมเองก็โดนบังคับ”
“ที่จริงคุณน่าจะปฏิเสธพ่อคุณไปนะ ในเมื่อคุณไม่ได้ชอบฉัน แล้วคุณลุงจะมาทวงสัญญาปากเปล่านั่นทำไม ทำฉันเดือดร้อนไปด้วย”
“ถ้ามันทำง่ายขนาดนั้น ผมกับคุณคงไม่ต้องมานั่งจ้องหน้ากันอยู่แบบนี้หรอก”
คนสวยฮึดฮัดขัดใจ เถียงไม่ออก แต่ก็ไม่ยอมให้ทุกอย่างมันจบแค่นี้
“บอกเอาไว้ก่อนนะ ว่าต่อให้เราหมั้นกันแล้ว ฉันก็จะไม่ยอมแต่งงานกับคุณง่าย ๆ หรอก ที่ยอมหมั้นก็เพื่อรักษาสัญญาเท่านั้น ช่วงเวลาที่เราศึกษากัน ถ้าคุณทำให้ฉันชอบไม่ได้ หรือดูแล้วว่าอยู่กันไปจะต้องหย่า ฉันจะถอนหมั้น คุณก็ช่วยเป็นสุภาพบุรุษ ปล่อยฉันไปด้วย”
คนตัวบางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างถือดี มาเฟียหนุ่มแค่นยิ้มหยัน เขาเองก็ไม่ได้อยากจะแต่งงานกับเธอสักนิด แล้วเรื่องอะไรที่จะรั้งเธอไว้ ยินดีเสียอีกที่เธอจะเป็นฝ่ายถอนหมั้นไปก่อน
“ผมไม่มีทางรั้งคุณไว้เด็ดขาด คิดว่าผมอยากเป็นลูกเขยตระกูลคลาร์กมากหรือไงคุณพริ้มพราว”
“ดีค่ะ เพราะถึงคุณไม่อยากเป็น แต่มีผู้ชายคนอื่นอยากเป็นอีกมาก ฉันจะไม่มีวันปิดกั้นตัวเองเด็ดขาด”
“อย่าบอกนะว่ามีแฟนแล้ว” เขาเลิกคิ้วถาม แต่เธอกลับเชิดหน้าขึ้น
“ยังไม่ใช่แฟน แต่เป็นคนคุย และฉันว่าฉันชอบเขามากกว่าคุณเยอะ เพราะงั้นเตรียมตัวเตรียมใจไว้ล่ะคุณเอเดน”
แม้ผู้ชายที่เธอกล่าวอ้างจะไม่มีตัวตน แต่เรื่องอะไรจะทำให้เขารู้ว่าเธอสิ้นไร้ไม้ตรอก เรื่องมากจนยังไม่มีแม้แต่คนคุย
“เหอะ ผมจะยินดีมากถ้าคุณขอถอนหมั้นกับผมก่อนที่เราจะถูกบังคับให้แต่งงานกันจริง ๆ ไม่งั้นผมก็ไม่รับรองเหมือนกันว่าคุณจะไปจากผมได้ง่าย ๆ หรือเปล่า”
ท่าทีหยิ่งยโสของคุณหนูพริ้มพราวทำให้เอเดนอดที่จะหมั่นไส้ไม่ได้ จึงข่มขู่เธอด้วยถ้อยคำปริศนา
“อะไร หมายความว่ายังไง ฉันไม่เข้าใจ” ดวงตาวาววับคู่นั้นยิ่งน่าแกล้ง
“ก็หมายความว่าถ้าเราถูกบังคับแต่งงานกันจริง ๆ คืนเข้าหอผมคงไม่นอนมองคุณเฉย ๆ เพราะฉะนั้นการที่เราจะเลิกกันมันคงไม่ง่าย เพราะคุณอาจจะท้องลูกของผมไง”
ใบหน้าสวยหวานแดงซ่าน เธอเลิกคิ้วเบิกตาโต อ้าปากเตรียมด่าแต่ดันคิดคำพูดไม่ออก หลายอึดใจสมองจึงกลับมาทำงานเป็นปกติ
“ทุเรศ ต่อให้ต้องตาย ฉันก็จะไม่มีวันมีอะไรกับคุณเด็ดขาด”
“อย่ามั่นใจให้มากพริ้มพราว บางทีคุณอาจยอมนอนกับผมตั้งแต่ที่เรายังเป็นแค่คู่หมั้นไม่ทันได้มีงานแต่งด้วยซ้ำ”
คนหล่อแค่นยิ้มหยัน ดวงตาทรงเสน่ห์คู่นั้นจ้องสะกดทำหัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นส่ำ จึงละล่ำละลักปฏิเสธแก้เก้อ
“ฝันไปเถอะ อยากนอนกับใครก็เชิญ แต่อย่ามายุ่งกับฉันก็พอ”
ดีเหมือนกัน ถ้าเขานอนกับผู้หญิงคนอื่น บางทีเธออาจใช้เรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างในการถอนหมั้นก็ได้ แต่เขาก็ดันรู้ทัน
“จะได้ใช้เป็นข้ออ้างมาถอนหมั้นเหรอ เหอะ จับให้ได้แล้วกัน”
“ฉันจับได้แน่”
“หนุ่มสาว คุยอะไรกันอยู่จ๊ะ น่าสนุกเชียว”
สิริมาและพาขวัญเดินถือจานผลไม้เข้ามาเสิร์ฟให้ถึงที่เพราะอยากมาดูท่าทีว่าคนทั้งคู่เข้ากันได้ดีอย่างที่หวังหรือเปล่า
“เอ่อ ก็เรื่องทั่วไปค่ะแม่ ไม่เห็นต้องเอามาให้พราวเองเลย เด็กในบ้านไปไหนหมดคะ” พริ้มพราวรับจานผลไม้และจานแบ่งมาจากแม่ทั้งสอง ก่อนชะเง้อมองหาเด็กในบ้าน
“แม่อยากมาเอง จะได้มาดูเราด้วยไงยัยพราว กลัวจะทำนิสัยไม่ดีใส่พี่เขา เอเดน ลูกสาวอาดื้ออะไรใส่หรือเปล่า บอกได้นะ เดี๋ยวอาอบรมให้ หรือเอเดนจะอบรมเองเลยก็ได้นะจ๊ะ อาพีทก็อนุญาตแล้วนี่”
“แม่คะ...”
“เงียบ ๆ ยัยพราว ผู้ใหญ่กำลังจะคุยกัน เสียมารยาทจริงเรา” คนโดนดุหน้ามุ่ยอีกครั้ง
“น้องไม่ดื้อเลยครับคุณอา เรากำลังทำความรู้จักกันอยู่ ผมว่าผมได้รู้จักน้องมากขึ้นอีกเยอะเลย”
รอยยิ้มละมุนถูกส่งไปให้ว่าที่แม่ยายที่ทั้งอ่อนโยนและใจดีไม่ต่างจากแม่ของตน ผิดกันตรงที่พาขวัญโชคดีได้แต่งงานกับผู้ชายที่ทั้งรักและซื่อสัตย์ จึงมีแต่ความสุขในทุกวัน
“ดีแล้วจ้ะ งั้นคุยกันต่อนะ อย่าลืมแลกเบอร์โทรกันไว้ล่ะ เห็นพ่อกำลังขออนุญาตอาพีทให้เอเดนมารับน้องออกไปกินข้าวพรุ่งนี้”
“ครับแม่”
เมื่อผู้ใหญ่เดินไปแล้ว พริ้มพราวจึงถอนหายใจพรืดอย่างไม่รักษามารยาทอีก เอเดนยกยิ้มมุมปาก หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเตรียมกดบันทึกเบอร์ เธอจึงจำต้องให้อย่างเสียไม่ได้ แถมเขายังเพิ่มเพื่อนในไลน์แล้วส่งสติ๊กเกอร์ทักเธอมาทันที
“คุณสะดวกมื้อไหน กลางวันหรือเย็น”
“อยากไปกินข้าวกับฉันหรือคะ ทำไมไม่ปฏิเสธพ่อคุณบ้าง” คนตัวบางโวยวายเพราะตัวเองทำอะไรไม่ได้
“มันเป็นหน้าที่ และผมต้องทำ”
คำตอบที่แสนเย็นชาทำพริ้มพราวหงุดหงิด แต่เธอก็ไม่อาจทำอะไรได้อยู่ดี เพราะเธอเองก็มีหน้าที่ไม่ต่างจากเขา
“แค่ครั้งเดียวพอนะคะ ฉันไม่ได้ว่างมาทำเรื่องไร้สาระบ่อย ๆ เพราะต่อให้กินข้าวกันกี่ครั้ง ฉันก็ไม่ได้รู้สึกชอบคุณขึ้นมาอยู่ดี”
“ครับ ผมเองก็ไม่อยากเอาเวลาที่มีค่ามาทำเรื่องอะไรแบบนี้เหมือนกัน ตกลงว่าคุณสะดวกมื้อไหน”
“เย็นแล้วกันค่ะ กินเสร็จแยกย้าย ฉันมีนัดต่อกับเพื่อน”
คนตัวโตเลิกคิ้วข้างหนึ่ง การกินมื้อเย็นที่กว่าจะแยกย้ายกันก็คงค่ำ แล้วเธอจะมีนัดทำอะไรกับเพื่อนได้ นอกจาก...
“เที่ยวกลางคืน?”
“ค่ะ ทำไมคะ หรือคุณไม่เที่ยว แต่ท่าทางอย่างคุณไม่มีทางไม่เที่ยวหรอก” เผลอ ๆ จะเที่ยวผู้หญิงด้วย ประโยคหลังนี่เธอต่อในใจ
“เหอะ เที่ยวสิ ผมก็คนนะ แล้วผมก็มีเพื่อน ที่จริงออกมากินข้าวเย็นกับคุณก็ดีเหมือนกัน ผมจะได้นัดเพื่อนมาดื่มต่อเลย”
“ดีค่ะ งั้นวันหลังถ้าผู้ใหญ่บังคับเราอีก คุณก็ไปกับเพื่อนคุณ ฉันก็ไปกับเพื่อนฉัน ไม่มีใครรู้หรอกว่าเราไม่ได้ไปด้วยกัน”
“ผมไม่ชอบโกหก แล้วก็ไม่ชอบทำตัวเป็นเด็ก ๆ หนีปัญหา ผมมีหน้าที่เป็นคู่หมั้นคุณ ผมก็จะทำหน้าที่ที่ผู้ใหญ่คาดหวังให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้...อย่างตรงไปตรงมา”
คำพูดและสายตาแกมตำหนิทำคนตัวบางหน้าม้าน ก่อนจะเชิดหน้าเรียกความมั่นใจอีกครั้ง
“ฉันเป็นประเภทชอบทำอะไรตามใจค่ะ มีความเป็นตัวเองสูง ไม่ชอบฝืนใจทำอะไรที่ไม่ชอบ แค่ต้องรับผิดชอบคำสัญญาของพ่อแล้วทำหน้าที่คู่หมั้นของคุณก็เกินพอแล้ว”
“คุณก็เพิ่งได้ยินว่าคุณอาทั้งสองสั่งให้ผมกำราบคุณไม่ให้ดื้อ เพราะฉะนั้นอย่าฝันว่าจะได้ทำอะไรตามใจแบบไร้ความรับผิดชอบแบบนี้ คุณโตแล้วนะครับ คุณพริ้มพราว”
คำตำหนิบวกกับสายตาเย้ยหยันทำคนตัวบางเดือดพล่าน กัดกรามกำมือแน่นจนแขนสั่น
“พ่อไม่ได้สั่ง แค่อนุญาต...”
“แล้วมันต่างกันตรงไหน ยังไงผมก็มีหน้าที่กำราบไม่ให้เด็กดื้ออย่างคุณพยศอยู่ดี”
“ฉันโตแล้ว ไม่ใช่เด็ก ๆ”
“ถ้าบอกว่าโตแล้ว ก็ต้องรู้สิครับว่าคนเป็นผู้ใหญ่เขามีหน้าที่อะไร คนเป็นผู้ใหญ่เขาไม่ทำอะไรตามใจไร้เหตุผลแบบเด็ก ๆ หรอกนะ”
“นี่คุณเป็นหุ่นยนต์หรือไง ผู้ใหญ่สั่งอะไรก็เชื่อไปหมดทุกอย่าง ท่าทางคุณไม่ได้ดูเป็นคนว่าง่ายเลยนะ หรือที่ทำนี่เพราะต้องการแกล้งฉันที่ฉันดันไม่ปฏิเสธการหมั้นใช่ไหม ขอบอกเลยว่าคุณเข้าใจผิด ฉันไม่ได้อยากหมั้น ปฏิเสธจนปากแทบฉีก แต่พ่อไม่ยอม พ่อบอกฉันมีหน้าที่ของคลาร์กที่ต้องทำ”
“ครับ ผมก็มีหน้าที่ของราล์ฟที่ต้องทำเหมือนกัน งั้นเราก็มาทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดกันเถอะพริ้มพราว คุณอย่าพยายามต่อต้านผมเลย มันไม่มีประโยชน์หรอก เพราะผมไม่ใช่คนยอมคน แล้วก็ไม่ใช่คนใจดีด้วย”
เมื่อทำอะไรไม่ได้จึงสะบัดหน้าหนี ถอนหายใจพรืดแล้วพยักหน้ารับส่ง ๆ แต่สายตายังมองตรงไปยังสวนกุหลาบเพราะไม่อยากเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่กวนประสาทที่สุด จึงไม่ได้เห็นว่าเขากำลังยกยิ้มมุมปากราวกับชอบใจที่ปั่นประสาทเธอได้