กาลเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างเชื่องช้านัก หัสบรรณนั่งจมปลักอยู่บนเก้าอี้ไม้ริมระเบียงบ้านด้วยความเศร้าหมอง จนอดิสรที่เพิ่งจะกลับมาจากโรงพยาบาลหลังจากทำกายภาพบำบัดจนสามารถกลับมาเดินได้เกือบปกติอดที่จะเอ่ยถามบุตรชายด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ “พ่อไปอยู่โรงพยาบาลมาเกือบเดือน สงสัยพ่อต้องตกข่าวอะไรไปแน่ๆ เลย” คำถามที่ซ่อนอยู่ในประโยคบอกเล่าของบิดาทำให้หัสบรรณต้องรีบตั้งสติ หันกลับมาฝืนยิ้มให้กับท่านทั้งๆ ที่หัวใจกำลังเต็มไปด้วยความทรมาน “เรื่องไร่ของเราไงครับ ที่ถูกพ่อเลี้ยงพิรุณจ้างคนมาเผาซะวอดวายไปทั้งไร่” “เรื่องนั้นหัสบอกพ่อแล้วนี่” อดิสรที่ยังต้องมีเครื่องช่วยในการเดินขยับมาทรุดกายลงข้างๆ บุตรชาย จากนั้นก็จ้องหน้ามองความเศร้าหมองของหัสบรรณด้วยสายตาคาดคั้นไม่ต่างจากน้ำเสียง “พ่อได้ข่าวมาว่า หัสกับหนูตันหยง... เอ่อ... มีอะไรกัน มันคือเรื่องจริงหรือเปล่า” “คือ ผม...” เมื่อเห็นบุตรชายอึกอ

