หนึ่งสัปดาห์ต่อมา เขมจิรายังคงใช้ชีวิตอยู่ในคอนโดหรูใจกลางเมืองของคุณปราบและทุกอย่าง ตั้งแต่กลิ่นเครื่องหอมในห้อง ไปจนถึงเสียงลมหายใจในยามเช้ายังคงเดิมเว้นเพียงสิ่งเดียวที่หายไป...คือเขา แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เธอใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
“ก็ดีแล้ว” เธอพึมพำกับตัวเองในเช้าวันอังคาร ขณะยืนแต่งหน้าอยู่หน้ากระจก ริมฝีปากที่เคยถูกเขาจูบกำลังถูกทาทับด้วยลิปสติกสีชมพูหม่นอย่างประณีต “ฉันจะได้มีเวลาใช้ชีวิตในแบบที่อยากใช้เสียที”
ชีวิตในสัปดาห์นี้ของเธอเป็นวงรอบที่เข้มงวด ตื่นบ่ายโมง กินอาหารดี ๆ ที่ร้านใหม่ในย่านหรู สั่งไวน์แพง ๆ จิบ รูดบัตร Black Card ของเขาโดยไม่ลังเล เพราะรู้ดีว่าทุกครั้งที่สลิปเด้งขึ้นบนโทรศัพท์เขา มันจะบอกว่าเธอกำลังทำอะไร กินอะไร อยู่ที่ไหน และเธอจงใจ
บางวันเธอสั่งโอมากาเสะเซ็ตละห้าพันกินคนเดียว บางวันนั่งร้านขนมฝรั่งเศส เธอใช้ชีวิตอย่างสุขุมและแพง แบบที่เธอเคยใช้เมื่อก่อน แต่วันนี้มันเป็น การลงทุนเพื่อความสุขของเธอเอง
ช่วงเย็น เขมจิราแต่งตัวอย่างไร้ที่ติ ชุดสูทเบลเซอร์เข้ารูปสีดำกับกางเกงขาบาน ส้นสูงสีทอง และนาฬิกาโรสโกลด์ที่พึ่งซื้อมาใหม่เมื่อบ่ายของวันนี้
เธอเข้าไปทำงานที่บาร์หรู ในฐานะผู้จัดการที่แข็งแกร่ง เป็นมืออาชีพ และเปล่งประกายอย่างกับเป็นเจ้าของสถานที่ แม้จะใกล้ลาออก แต่เธอกลับทำงานหนักขึ้นกว่าทุกช่วงที่ผ่านมา เขียนคู่มือให้ทีมใหม่ ไล่เรียงระบบการจัดการไวน์กับซัพพลายเออร์ทุกรายอบรมทีมเซอร์วิสให้รู้จักลูกค้าประจำแต่ละโต๊ะ รู้ว่าใครไม่กินอะไร และจัดตารางพนักงานทุกคนให้อยู่ในจุดที่เหมาะกับศักยภาพของตัวเองที่สุด เธอไม่ต้องพิสูจน์อะไรกับใครอีกแล้ว แต่เธอก็เลือกจะทำให้มันสมบูรณ์ที่สุด ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อศักดิ์ศรีของตัวเอง
เธอยุ่งจนไม่มีเวลาเหลือไปคิดถึงเขา บางคืนเธอกลับห้องตอนตีสาม หย่อนตัวลงบนโซฟาหนัง ถอดส้นสูงแล้วโยนมือถือไปไกล ๆ โดยไม่แม้แต่จะดูว่าเขาทักมาหรือไม่ บางวันเธอเปิดดูสลิปแจ้งเตือนของบัตรแล้วหัวเราะกับตัวเองเบา ๆ
“จะหายหัวไปก็หายไปเลยสิ แต่เงินน่ะ ฉันยังจะใช้ของนายอยู่ทุกวัน” เสียงของเธอแผ่วเบาแต่เจือเย้ยหยัน
เธอไม่อยากคุย ไม่อยากเคลียร์ และไม่อยากรู้ด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ที่ไหน เพราะสุดท้ายแล้ว เธอก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาจริง ๆ หรือบางทีเธอก็แค่บอกตัวเองแบบนั้น
ค่ำวันหนึ่งขณะยืนมองวิวเมืองจากกระจกสูงในห้องนอน เขมจิราจิบไวน์แดงเงียบ ๆ แล้วถอนหายใจช้า ๆ ความเงียบของห้องและเสียงนาฬิกาดิจิทัลที่นับถอยหลังชีวิตแบบไม่แคร์ใคร ทำให้เธอรู้ว่าในที่สุด เธอก็ได้กลับมาอยู่กับตัวเอง
และบางทีนั่นอาจเป็นของขวัญที่ดีที่สุดจากเขา ของขวัญที่มาในรูปแบบของ “การหายไป”
ค่ำวันศุกร์ บาร์หรูใจกลางเมืองเปิดไฟสลัวและอบอวลด้วยกลิ่นแชมเปญชั้นดี เขมจิรายืนอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์ในชุดเดรสกูตูร์สีดำเรียบหรู ปกคอปิดแนบคอแต่งลูกไม้และผ้าซาตินแวววาว เส้นผมถูกรวบตึงเรียบร้อย เธอยืนสง่างามท่ามกลางเสียงพูดคุยและดนตรีแจ๊สเบา ๆ ที่กรองผ่านอากาศเคล้ากับเสียงน้ำแข็งกระทบแก้ว
สองวันสุดท้ายก่อนสิ้นสุดการทำงานที่นี่ เธอยังคงตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองอย่างไม่ขาดตก ไม่ว่าแขกจะเป็นใคร จะใหญ่แค่ไหน เธอก็ยิ้มให้ได้อย่างไม่บกพร่อง
เวลาเกือบเที่ยงคืน กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาในบาร์ ด้วยท่าทีคุ้นตาเหลือเกิน คุณเปรมในสูทน้ำเงินเข้ม เดินคู่มากับคุณปลื้มที่ยังคงยิ้มขี้เล่นไม่ต่างจากวันวาน ตามมาด้วยคุณเหนือในท่าทางเงียบขรึม และธัญญาที่แต่งตัวสวยราวกับออกงานกาลาดินเนอร์ คุณสิงห์มาแบบเรียบ ๆ และท้ายสุดคือคุณโปรด ที่ยังคงนิ่งเกินใคร
หัวใจของเขมจิรากระตุกวูบหนึ่ง แต่เธอกัดฟัน ตั้งสติ แล้วสาวเท้าเข้าไปหากลุ่มแขกอย่างมืออาชีพ “สวัสดีค่ะ ดื่มอะไรดีคะวันนี้?” เธอยิ้มหวาน มือไพล่หลัง ท่าทางสง่างามจนคนทั้งโต๊ะต้องหันมามอง
ธัญญาหันมาสบตาเธอด้วยรอยยิ้มบางที่เต็มไปด้วยความหมาย “พี่เขมนั่งด้วยกันสิคะ ไม่ยุ่งใช่ไหม?”
เขมจิรายังคงยิ้มอย่างมั่นคง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ชัดเจน “ตอนนี้อยู่ในเวลางาน ดิฉันคงดื่มด้วยไม่ได้ค่ะ แต่ถ้าจะให้ดิฉันคอยบริการ อันนั้นยินดีค่ะ”
คุณสิงห์ยิ้ม “ผมได้ยินมาว่า ตั้งแต่คุณเขมมาเป็นผู้จัดการที่นี่ บาร์นี้เติบโตขึ้นมากเลยนะครับ คุณเขมนี่เก่งจริง ๆ”
“ไม่หรอกค่ะ ยังมีอีกหลายจุดที่ต้องพัฒนา บาร์นี้ยังห่างชั้นกับของคุณสิงห์มากค่ะ”
เขาหัวเราะ “ถ่อมตัวอีกต่างหาก ผมเคยได้ยินชื่อคุณเขมมานานนะครับ ว่าเป็นคนหยิ่งพะยอง แต่พอเจอตัวจริงก็ไม่เหมือนเลย”
คุณเปรมเอ่ยขึ้น “เฮ้ย ไอ้คุณสิงห์ ไม่เคยเจอเขมจิราหรือไง? ตอนมัธยมปลายก็เรียนที่เดียวกับพวกเรานะ”
คุณปลื้มเสริม “เขาเป็นเพื่อนร่วมห้องคุณโปรดนะ เท่ากับว่าเป็นพี่นายปีหนึ่ง ไม่แปลกที่ไม่รู้จัก”
“ก็เจอกันบ้างแหละ แต่ไม่เคยได้คุยกันเลย” คุณสิงห์ตอบ
เขมจิรานั่งคุกเข่าลงเทเสิร์ฟเครื่องดื่มอย่างนิ่งสงบ
“แล้วไอ้ปราบล่ะ จะมาไหม?” คุณเหนือถาม
“เห็นว่าเคลียร์งานอยู่น่ะ อาจจะไม่มา” คุณปลื้มตอบ
เขมจิราหูผึ่ง ใจโล่งขึ้นนิดหน่อย ไม่เจอก็ดีแล้ว ไม่อยากเห็นหน้า
แต่ธัญญาก็พูดแทรกขึ้น “พี่เขมจะทำงานที่นี่ไปตลอดเลยเหรอคะ? หนี้ก็ยังเหลืออีกหลายสิบล้านเลยนี่นา”
เขมจิรานิ่ง ก่อนตอบด้วยรอยยิ้ม “คงทำอีกสักพัก แล้วจะหางานใหม่ค่ะ”
คุณสิงห์หยิบซองนามบัตรยื่นให้เธอ “งั้นมาทำงานกับผมไหมครับ จะเลือกสาขาไหนก็ได้ สนใจไหม?”
“ขอบคุณค่ะ ไว้จะพิจารณานะคะ”
คุณเปรมถามขึ้น “แล้วตอนนี้พักอยู่ไหนเหรอ?”
“อ่อ...พักอยู่กับลูกพี่ลูกน้องค่ะ”
“ที่บ้านของขวัญเหรอ?” ธัญญาแทรกขึ้นทันที
เขมจิรายิ้ม “ใช่ค่ะ ตอนนี้พักกับของขวัญ”
“ดีแล้วค่ะ ขวัญอยู่คนเดียวมานาน ตั้งแต่แม่เสียไปญาก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าเธอกำลังคบกับใครอยู่หรือเปล่าช่วงนี้”
“ธีรัชไง คอยรับส่งตลอด เด็กสองคนนั้นโตมาด้วยกัน” คุณเหนือว่า
เขมจิราที่ได้ยินแบบนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอก็สงสัยเหมือนกัน โดยเฉพาะรอยจ้ำที่เคยเห็น
“แต่ญากลัวว่าจะไม่ใช่ธีรัชน่ะสิ” ธัญญาพูดเสียงเบาแต่เจือเจตนา
คุณโปรดเอ่ยขึ้น “ขวัญน่ารัก เป็นแม่ศรีเรือน ใครได้เป็นเมียคงโชคดี”
“สมัยนี้แล้ว ผู้ชายยังมองหาภรรยาแบบนั้นกันอยู่เหรอคะ แบบนี้ผู้หญิงที่ทำอะไรไม่เป็นแบบเรา ๆ ก็แย่เลยสิ พี่เขมว่าไหม” ธัญญาหันมาถาม
เขมจิรายิ้มเจื่อน “น่าอิจฉาออกค่ะ ผู้หญิงที่อ่อนหวานแบบนั้น ฉันเป็นแบบนั้นไม่ได้ เลยยิ่งนับถือ”
ธัญญาเบ้ปาก “เหอะ ผู้หญิงเรียบร้อยเงียบ ๆ น่ะ ฟาดเรียบทั้งนั้น จริงไหมคะคุณเปรม?”
ทุกคนหันไปมองคุณเปรม เขาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง “ไม่รู้สิ ไม่ค่อยได้สังเกต”
“แต่ของขวัญเคยถูกส่งไปดูแลคุณเปรมที่ฝรั่งเศสนี่คะ ตั้งหลายปี”
คุณเปรมหันขวับไปสบตาธัญญา “ญาต้องการจะสื่ออะไร?” เสียงเขาเรียบแต่เย็น
เขมจิรารู้สึกขนลุกจากสายตานั้น เธอไม่เคยเห็นคุณเปรมจริงจังขนาดนี้มาก่อน
ก่อนที่ใครจะพูดอะไรต่อ เสียงคุณสิงห์ก็แทรกขึ้น “อ้าวนั่น ไอ้ปราบมานู่นแล้ว”
เขมจิราตวัดสายตามองไปยังประตู คุณปราบเดินเข้ามาในชุดสูทสีเทาเข้ม ข้างตัวคือ...ของขวัญ เธอแทบสะอึก
“ไหงมาด้วยกันได้?” คุณปลื้มถาม
“เจอกันที่ร้านอาหารของเธอ แล้วคุณย่าเลยให้ติดรถมาด้วย”
“หมายความว่าเจอกันที่ร้าน คุณย่านายอยู่ที่นั่นด้วย แล้วเลยวานให้มาส่ง?” คุณสิงห์พยายามเข้าใจ
คุณปราบยักคิ้วก่อนจะนั่งลงตรงข้ามเขมจิราโดยไม่แม้แต่สบตา
“แล้วทำไมไม่ไปส่งบ้าน?” คุณเปรมถาม
คุณปราบยกแก้วขึ้น “ใครทำมันอารมณ์เสียเนี่ย”
ของขวัญยิ้มบาง “ขวัญอยากมาหาพี่เขมน่ะค่ะ เลยขอคุณปราบมาที่นี่ด้วย”
คุณปราบหันมายิ้มเย็น ยกแก้วขึ้น “จบนะ” ก่อนจะดื่มจนหมดแก้ว
เขมจิรานั่งนิ่ง ใจเต้นระรัว คุณปราบ กำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่ แต่ที่แน่ ๆ เขมจิราเริ่มแน่ใจแล้วว่า คืนนี้จะไม่จบลงอย่างเงียบ ๆ แน่นอน
แสงไฟสีอำพันทอดตัวลงบนพื้นไม้ขัดเงา กลิ่นเครื่องดื่มและดอกไม้สดจากแจกันเล็ก ๆ บนบาร์ลอยแผ่วในอากาศ ยามค่ำคืนในร้านยังคงคึกคัก เสียงเปียโนจากนักดนตรีแจ๊ซต์ลอยคลอเบา ๆ เหมือนฉากในหนังฝรั่งเศส แต่ตรงมุมหนึ่งที่ไฟสลัวลงเล็กน้อย กลับมีบทสนทนาที่เข้มข้นยิ่งกว่ารสของไวน์แดงในแก้ว
ของขวัญเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้าง ๆ เขมจิราที่กำลังนั่งเช็คเอกสารในไอแพดเล่มบางหลังบาร์ “พี่เขมเป็นยังไงบ้างคะ เห็นเงียบไปเลย ขวัญเป็นห่วงน่ะค่ะ” เสียงของเธอนุ่มละมุน แต่แฝงความจริงใจในน้ำเสียง
เขมจิราเงยหน้าขึ้น ยิ้มบาง ๆ ขณะปิดหน้าจอแล้ววางแก้วน้ำลง “ขอโทษนะที่ทำให้เป็นห่วง พอดีช่วงนี้พี่วุ่น ๆ น่ะ เพราะอีกสองวันก็จะไม่ได้ทำงานที่นี่แล้ว” น้ำเสียงของเธอไม่บอกอารมณ์ชัดเจน แต่แววตานั้น เหมือนกำลังคิดอะไรลึกซึ้งยิ่งกว่าเรื่องลาออกธรรมดา
ของขวัญถอนหายใจเบา ๆ พลางมองไปรอบร้าน “เสียดายจังเลยนะคะ แล้วนี่ ถ้าพี่เขมไม่ทำงานแล้ว คุณปราบเขาจะให้พี่อยู่เฉย ๆ ที่คอนโดนั่นจริง ๆ เหรอคะ?”
เขมจิรายิ้มน้อย ๆ เอียงแก้วน้ำไปมาอย่างคนกำลังชั่งใจ “คงใช่แหละ แต่เดี๋ยวพี่ก็คงหาวิธีหาอะไรทำจนได้อยู่ดี” น้ำเสียงนั้นฟังดูสบาย ๆ แต่มีแววของคนที่ไม่ได้เชื่อในคำพูดตัวเองเสียเท่าไหร่
ของขวัญพยักหน้าช้า ๆ แล้วพูดต่อ “เจ้าของร้านเขาเสียดายพี่เขมมากเลยนะคะ ขวัญได้ยินเขาบอกเองเลยว่า ถ้าพี่ยังอยากทำต่อก็ทำได้ ไม่ต้องเข้าทุกวันก็ได้ เขาว่างั้นค่ะ”
เขมจิราเลิกคิ้ว มองหน้าลูกพี่ลูกน้องสาว “จริงสิ ขวัญรู้จักเจ้าของที่นี่นี่นา แนะนำให้พี่รู้จักกับเขาหน่อยสิ พี่อยากขอบคุณเขาน่ะ”
ของขวัญชะงักเล็กน้อย ก่อนยิ้มบางแล้วตอบ “ตอนนี้เขาอยู่ต่างประเทศน่ะค่ะ ไว้ถ้ามีโอกาสเขากลับมา ขวัญจะแนะนำให้พี่เขมนะคะ”
เขมจิราเพียงพยักหน้ารับ แต่ในใจกลับคล้ายมีเงาอะไรบางอย่างเลื่อนผ่าน “ขวัญมีอะไรจะคุยกับพี่อีกไหม?” คำถามนั้นไม่ได้ถามเพราะคาดหวังคำตอบ แต่มันคือการเชื้อเชิญให้ความลับเผยตัว
ของขวัญเงียบไปนิด ก่อนพูดเสียงนุ่ม “ขวัญจะบอกว่าขวัญอยู่ข้างพี่เขมนะคะ ไม่ว่าพี่เขมคิดจะทำอะไร ถ้าอยากให้ขวัญช่วย แค่บอกมาค่ะ”
เขมจิราหัวเราะในลำคอ “ขอบคุณนะ ไว้ถ้าวันนั้นมาถึง พี่จะบอกขวัญคนแรกเลย” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะจ้องหน้าของขวัญตรง ๆ “แต่ขวัญไม่มีอะไรจะบอกพี่อีกแล้วเหรอ?”
ของขวัญเลิกคิ้ว “พี่เขมหมายถึงเรื่องอะไรเหรอคะ?”
“เรื่อง...ขวัญกับคุณปราบ” เสียงหัวเราะของของขวัญดังขึ้นทันที ราวกับคำถามนั้นช่างน่าขบขัน
“นี่พี่เขมคิดว่าขวัญกับคุณปราบกิ๊กกันเหรอคะ?”
เขมจิรายักไหล่ “ไม่หรอก พี่แค่...สงสัยไปแบบนั้น”
ของขวัญยิ้มละไม “ไม่ต้องคิดมากนะคะ ขวัญกับคุณปราบเราไม่มีอะไรเกินเลยกันเลยค่ะ วันนี้เป็นแค่เรื่องบังเอิญจริง ๆ ถึงได้มาด้วยกัน และในอนาคต ก็ไม่มีทางแน่นอนค่ะ พี่เขมตัดขวัญออกไปจากสมการได้เลย อย่าให้มันรกสมอง เครียดเปล่า ๆ”
เขมจิราเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดอย่างราบเรียบ “ไม่ใช่แบบนั้น พี่ไม่ได้คิดมาก เพราะยังไงเราก็ไม่ได้รักใคร่ชอบคอกัน ถ้าขวัญจะมีความสัมพันธ์กับเขา พี่แค่อยากรู้ไว้เฉย ๆ เพราะพี่เป็นห่วงขวัญ”
ของขวัญยิ้มเจื่อน ๆ ก่อนเอื้อมมือมาจับมือพี่สาว “พี่เขมคะ เชื่อใจขวัญนะคะ ไม่ต้องเชื่อใจคุณปราบก็ได้ แต่เชื่อขวัญ เราไม่มีอะไรกันค่ะ ไม่ว่าตอนนี้หรือตอนไหนก็ตาม พี่ควรเก็บพื้นที่ในสมองไว้ใช้หาวิธีอยู่รอดจะดีกว่านะคะ เพราะถ้าพี่จะอยู่ข้างเขาต่อไป มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
เขมจิราหัวเราะในลำคออย่างเยือกเย็น “พี่ไม่ได้ชอบเขา ยิ่งรักคงเป็นไปไม่ได้มากขึ้นทุกที และเขาเองก็คงไม่ได้รู้สึกอะไรกับพี่ด้วยเหมือนกัน”
ของขวัญนิ่งไป ก่อนพูดเสียงเบา “แต่ขวัญคิดว่าคุณหญิงวรรณา คงไม่ปล่อยพี่เขมไปง่าย ๆ หรอกค่ะ”
เขมจิราพยักหน้า “พี่รู้ เพราะงั้นสิ่งที่พี่จะทำ มันถึงเสี่ยง มันคือการเดิมพันทั้งชีวิตของพี่ พี่ถึงไม่อยากให้ขวัญเข้ามาในหมากกระดานนี้ ถ้าขวัญยืนยันว่าไม่มีอะไร พี่ก็วางใจ เพราะพี่ไม่อยากเห็นขวัญกลายเป็นคู่แข่ง ยังไงเป้าหมายของพี่ก็คือเขา ชัยชนะของพี่คือการได้แต่งงานเข้าไปในตระกูลนั้น เพราะแบบนั้น ถ้ามีใครสักคนขวางทาง พี่ก็คงต้องหาวิธีกำจัดให้พ้น”
ของขวัญสบตาเขมจิรานิ่ง “ไว้ใจได้ค่ะ ขวัญกับเขา ไม่มีทางเป็นอะไรแบบนั้นได้เลย พี่สบายใจได้”
เขมจิรามองสีหน้าน้องสาว แล้วเอ่ยถามช้า ๆ “ไม่ใช่คุณปราบ แต่เป็นคนอื่นงั้นเหรอ?”
ของขวัญชะงัก ดวงตาหลุบต่ำ “อย่าพูดถึงเรื่องนี้ดีกว่านะคะ”
เขมจิราเงียบไปเล็กน้อย แต่แววตาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน “ไม่ว่าขวัญกำลังทำอะไรอยู่ ถ้ามันไม่ทำร้ายขวัญในอนาคต พี่ก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าขวัญรู้ดีว่าปลายทางมันไม่สวย พี่อยากให้ขวัญหยุดไว้แต่ตอนนี้ เพราะบางที เจ็บเร็ว ๆ จะได้เจ็บน้อย ๆ ดีกว่าเจ็บทีหลัง มันจะเจ็บปวดมากเลยนะ”
ของขวัญน้ำตาคลอ “มันมาไกลเกินจะหันหลังกลับแล้วล่ะค่ะ” เธอยิ้มทั้งน้ำตา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความรักที่พูดออกมาไม่ได้
เขมจิราเพียงถอนหายใจเบา ๆ เธอไม่ได้ถามอะไรอีก เพราะในใจเธอ รู้ดีว่าจุดจบของคนตรงหน้าคงไม่สวยงามแน่