9 ฉันก็เป็นคนแบบนี้

2743 คำ
จนกระทั่งไฟสีส้มของป้ายหน้าบาร์ค่อย ๆ หรี่ลง ลูกค้ากลุ่มสุดท้ายทยอยกันออกไปหลังเสียงดนตรีจบลง โต๊ะประจำของกลุ่มคุณปราบก็ค่อย ๆ ว่างเปล่าทีละคน คุณเหนือพาธัญญากลับไปก่อนตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้ว คุณสิงห์กลับตามไปไม่นาน แล้วก็ตามด้วยคุณเปรม คุณปลื้ม และของขวัญที่โบกมือลาอย่างอารมณ์ดี เหลือเพียงโต๊ะที่มีสองชายหนุ่มนั่งอยู่ คุณโปรด คนพี่ กำลังเมาหนัก หน้าฟุบกับโต๊ะพึมพำชื่อใครบางคนซ้ำๆ อยู่ในลำคอ “ไลลา...ไลลา...อย่าไป อย่าทิ้งกันนะ...” ส่วนคุณปราบ สีหน้าไม่ได้เมา แต่ไม่ต่างจากคนขาดอากาศหายใจ เขานั่งนิ่งจนแทบเหมือนรูปปั้น แต่สายตานั้นจับจ้องไปยังผู้หญิงเพียงคนเดียวในห้อง เขมจิรา ที่กำลังหัวเราะกับพนักงาน คุยเล่นกับเด็กเสิร์ฟ โบกมือลานักดนตรี รินเหล้าให้คนดูแลบัญชีอย่างเป็นกันเอง เธอเหมือนผู้จัดการที่ทุกคนรัก และไม่มีใครอยากให้ลาออกเลย ก่อนที่เสียงคุณเปรมจะเรียกพนักงานมาเช็กบิล พอจ่ายเงินเสร็จ คุณปราบก็ลุกขึ้นช่วยพี่ชายของตัวเองออกไปขึ้นรถ “นายไม่กลับด้วยกันรึไง คุณปราบ?” คุณโปรดยังพอมีสติถามขึ้นขณะกำลังถูกประคองขึ้นรถ “เดี๋ยวกลับ” เสียงสั้นห้วน พร้อมกับสีหน้าที่ไม่แสดงอะไร แต่ก่อนที่ประตูรถจะปิดลง คุณโปรดหันกลับมาอีกครั้ง “อย่าลืมล่ะ นายยังไม่แต่งงาน ยังไงก็ต้องกลับไปนอนที่บ้านใหญ่อยู่ดี” ประโยคนี้เหมือนลมพัดแรงที่สาดผ่านช่องกระจก คุณปราบหันหลังให้พี่ชาย แล้วส่งสัญญาณมือให้คนขับปิดประตูและขับรถออกไป ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในบาร์ ภายในบาร์นั้น ลูกค้าหายไปหมดแล้ว เหลือเพียงเสียงหัวเราะของพนักงานที่ยังช่วยกันเก็บโต๊ะ พร้อมรอยยิ้มละมุนที่พูดถึงหญิงสาวซึ่งเป็นหัวใจของที่นี่ “เศร้าจัง เดี๋ยวเราก็ไม่ได้เจอพี่เขมแล้ว ยังไงก็แวะมาบ้างนะครับ” “ใช่ พี่ใจดีมากเลยอะ ถ้าไม่ทำงานกับพี่ คงไม่รู้เลยว่าคนที่ดูเข้าถึงยากในโซเชียล จริง ๆ แล้วยิ้มเก่งจะตาย” “หนูเป็นแฟนคลับพี่นะคะ หวังว่าสักวันจะได้เห็นพี่ร้องเพลงอีกครั้งบนเวทีที่เป็นของพี่จริง ๆ และหวังว่าพี่จะกลับไปถูกรักจากผู้คนมากมายได้เหมือนเดิม” เขมจิราเพียงยิ้มบางและนิ่ง “พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้กลับไปไหม เพราะรู้สึกว่าเดินออกมาไกลมากแล้วน่ะ” แล้วเสียงของเด็กเสิร์ฟสาวคนหนึ่งก็ดังขึ้น “ทำไมล่ะคะ ความจริงพี่ก็ไม่ได้ผิดขนาดนั้นนี่นา หนูคิดว่าถ้าพี่สู้อีกหน่อย พี่คงไม่ต้องมีจุดจบแบบนี้ หนูเสียใจมากเลยนะคะที่เห็นพี่ยอมแพ้ง่าย ๆ แบบนั้น มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย แล้วความจริง หนูแทบไม่อยากเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ที่ว่าพี่ไปเป็นมือที่สาม คนถือตัวอย่างพี่เนี่ยนะ? หนูคิดว่าพี่น่าจะโดนหลอกมากกว่า” เขมจิราเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเบา ๆ “เพราะคนเรามีสิ่งที่ต้องทำอีกมาก ปล่อยไปแบบนั้นอาจจะดีกว่า ถ้ายังยืนอยู่ตรงนั้น อาจเจ็บหนักกว่านี้ก็ได้” เธอหยุด แล้วหันไปสบตาเด็กสาวคนนั้น “และที่สำคัญเธอจะแน่ใจได้ยังไงล่ะ ว่าพี่ไม่ใช่คนแบบในข่าว? เรารู้จักกันแค่เดือนกว่าเองนะ อย่าไว้ใจคนง่ายขนาดนั้นสิ” เด็กสาวยิ้มแหย ๆ “ไม่รู้สิคะ คงเพราะเป็นพี่ที่ใจดีมาก พอพี่พูดอะไร เราเลยเชื่อไปหมดเลยน่ะค่ะ” และในจังหวะนั้นเอง เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังพวกเขา “อ้าว คุณปราบ ยังไม่กลับเหรอคะ? หรือว่าลืมของอะไรไว้หรือเปล่า?” เด็กในทีมงานคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะยิ้มให้อย่างเป็นมิตรเมื่อเห็นชายในสูทเข้มยืนอยู่ตรงมุมเสาเงียบ ๆ อย่างที่ไม่มีใครสังเกต เขมจิราหันไปช้า ๆ ก่อนจะสบตากับเขา เขายืนอยู่ตรงนั้นนานเท่าไรแล้ว ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครทันสังเกต “คุณเสร็จหรือยัง” เสียงเรียบของเขาตอบแทนคำทักทาย “ผมอยู่รอรับคุณกลับ” คำพูดนั้นไม่ได้ดังมาก แต่เหมือนเงียบไปทั้งห้อง พนักงานทุกคนชะงักเล็กน้อย มองหน้ากัน แล้วหันมามองเขมจิราอย่างอึ้ง ๆ หญิงสาวนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับมารีบเคลียร์งานต่อ พูดกับทุกคนว่าให้เช็กระบบ กล้อง และปิดไฟให้เรียบร้อย สิบกว่านาทีต่อมา เธอก็เดินออกจากบาร์ และขึ้นรถของเขา โดยไม่พูดอะไรสักคำค่ำคืนนั้นเงียบ แต่เต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่ได้เอ่ยออกมาแม้แต่ครึ่งเดียว ภายในรถเงียบงัน มีเพียงเสียงเครื่องยนต์กับแสงไฟตามทางที่ส่องไล้ผ่านกระจกหน้าเป็นระยะ คนขับหนึ่งคน ผู้โดยสารอีกหนึ่งคน และบทสนทนาที่ยังไม่เริ่ม จนกระทั่งเสียงของเขาทำลายความนิ่งนั้นลง “คุณไม่อยากกลับไปเป็นนักร้องแล้วเหรอ” คุณปราบถามขึ้น ขณะตาจับจ้องอยู่ที่ถนนเบื้องหน้า เขมจิราเหลือบตามองใบหน้าด้านข้างของเขา ไม่ตอบในทันที ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ“ไม่รู้สิ ตอนนี้ไม่อยากกลับไปแล้วน่ะ” “นั่นความฝันของคุณเลยนี่ จะทิ้งมันไปง่าย ๆ แบบนี้เหรอ” น้ำเสียงเขาไม่ประชด แต่กลับนิ่งเกินกว่าจะเป็นแค่คำถามธรรมดา หญิงสาวหันไปมองเขาเต็มตา แววตาสะท้อนแสงไฟสีส้มเข้มที่ผ่านกระจกข้างเข้ามา“ฉันก็ได้ทำมันแล้วนี่ ได้ร้องเพลง ได้ทำเพลงที่อยากทำ ได้จัดแสดงโชว์ในสถานที่ที่เคยฝันไว้ ฉันทำมันสำเร็จหมดแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ตั้งเป้าหมายใหม่ให้ชีวิตเท่านั้นเอง” เขาปรายตามองเธอแวบหนึ่ง ตอนที่รถชะลอลงตรงไฟแดง แสงไฟสีแดงกะพริบสะท้อนบนกระจกหน้ารถ กับแววตาเขาที่หม่นลงกว่าครั้งไหน “คุณคิดแบบนั้นจริง ๆ เหรอ” เขาถามต่ำ ๆ “คุณทุ่มเทอะไรไปตั้งมากมาย เพื่อให้ได้ไปยืนอยู่ตรงนั้น แต่พอถึงจุดหนึ่งกลับบอกว่าไม่ต้องการมันแล้ว งั้นสิ่งที่คุณยอมแลกมันไป คุณไม่รู้สึกเสียดายเลยเหรอ?” เขมจิราขมวดคิ้ว ราวกับเข้าใจในทันทีว่าเขากำลังพูดถึงอะไร “นายหมายความว่ายังไง?” คุณปราบไม่ได้ตอบทันที เขาเพียงพ่นลมหายใจออกช้า ๆ แล้วเอ่ยขึ้นขณะสายตายังจ้องไฟจราจร “หมายถึงสิ่งที่คุณยอมแลก เพื่อจะได้มันมาน่ะ คุณไม่รู้สึกเสียดายเลยเหรอ ที่จะปล่อยมันไปง่าย ๆ แบบนี้?” ความนิ่งระหว่างคำพูดของเขา มีบางอย่างแหลมคมพุ่งเข้าแทงกลางอก ไม่ใช่เสียงของคนสงสัย แต่คือเสียงของคนรู้ดีว่ามีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ เขมจิราหรี่ตา สบตาเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงราบเรียบ “ฉันคิดว่าฉันทำความฝันนั้นสำเร็จแล้ว ไม่มีอะไรให้ยึดติดและรู้สึกติดค้างอีกต่อไป เพราะแบบนั้น ฉันเลยไม่รู้สึกเสียดายที่จะทิ้งมันให้จบแบบนี้ ชีวิตคนเราจะว่ายาวก็ยาว จะว่าสั้นก็สั้น ถ้าอยากทำอะไรก็ควรรีบทำไม่ใช่เหรอ? ตอนนี้ฉันไม่อยากเป็นศิลปินแล้ว เท่านั้นเอง” เขาเงียบไปครู่ ก่อนถามต่อโดยไม่มองหน้าเธอ “แสดงว่าพอคุณตกเป็นข่าว คุณก็ไม่คิดจะออกมาแก้ข่าวอะไรเลย ยอมรับทุกอย่างด้วยความเงียบ เพราะคุณตั้งใจให้เป็นแบบนั้น งั้นเหรอ” หญิงสาวเหยียดยิ้ม ยิ้มที่ดูเย้ายวนและแหลมคมในคราวเดียวกัน “ใช่ นายก็รู้จักฉันดีนี่นา ถ้าฉันไม่คิดว่าได้ประโยชน์จากมัน ฉันจะยอมขนาดนี้เหรอ?” เขาแค่นหัวเราะในลำคอ สั้นและเย็น “เขมจิรา คุณนี่มันน่าเหลือเชื่อจริง ๆ คุณคงทำได้ทุกอย่าง เพื่อผลลัพธ์ที่ตัวเองต้องการสินะ” เขมจิรายิ้มกว้างกว่าเดิม แววตาเปล่งประกายอย่างเจ้าเล่ห์เย็นชา “ใช่ ฉันก็เป็นคนแบบนั้นแหละ ฉันไม่ยอมเสียเปรียบอะไรใครง่าย ๆ อยู่แล้ว และฉันก็ทำได้ทุกอย่าง เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ แม้ต้องเหยียบใครขึ้นไป หรือต้องกีดเลือดตัวเองเพื่อปีนขึ้นไป ฉันก็จะทำ” ในรถเงียบลงอีกครั้ง แสงไฟจากถนนทอดเงาบนใบหน้าทั้งสอง ต่างฝ่ายต่างรู้ ว่าประโยคเมื่อครู่ ไม่ได้หมายถึงแค่ อาชีพ หรือ ข่าว แต่ลึกไปถึงเรื่องเก่า เรื่องค้างคา เรื่องที่ไม่มีใครกล้าแตะ และเรื่องที่ต่างฝ่ายต่าง แลก อะไรบางอย่างไปเพื่อมัน และในความเงียบระหว่างนั้น ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้ว ใครกันแน่ที่ถูก “เหยียบ” และใครกันแน่ที่ “ปีนขึ้นไป” ด้วยเลือดของใคร ประตูห้องถูกผลักเปิดออกพร้อมเสียงล็อกอัตโนมัติดังเบา ๆ เขมจิราเดินนำเข้าไปในห้องคอนโดสไตล์โมเดิร์น กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของน้ำหอมกระจายกลิ่นในห้องยังคงคละคลุ้งจากตอนบ่าย แสงไฟอุ่น ๆ จากชุดโคมแขวนเหนือเคาน์เตอร์บาร์ครัวทำให้บรรยากาศในห้องดูนิ่งงันอย่างประหลาด คุณปราบเดินตามเข้ามาเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร เขมจิราวางกระเป๋าไว้ข้างโซฟา เดินไปหยิบแก้วน้ำจากตู้ แล้วหันกลับมาถามเสียงเบา “คืนนี้ นายจะนอนที่นี่ไหม” ชายหนุ่มชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบพลางหลบตาเธออย่างตั้งใจ “ไม่ล่ะ วันนี้แค่มาส่ง แล้วเดี๋ยวก็กลับ” เขมจิราพยักหน้าช้า ๆ เงียบ ต่างคนต่างยืนอยู่คนละฟากของเคาน์เตอร์บาร์ครัว ระยะห่างไม่ถึงสองเมตร แต่กลับเหมือนอยู่กันคนละซีกโลก คุณปราบมองนาฬิกา แล้วหยิบกุญแจรถขึ้นมา “งั้น...ผมกลับก่อนนะ แล้วเจอกัน” เขมจิราปั้นยิ้มบาง ๆ ราวกับฝืน “แล้วเจอกัน” เธอเดินตามไปส่งเขาที่หน้าประตูอย่างเก้ ๆ กัง ๆ พยายามหาคำพูดสักอย่างให้สถานการณ์นี้ดูไม่ชะงักเท่าที่เป็น แต่สมองกลับว่างเปล่า มือของเขาเอื้อมไปจับลูกบิด เปิดประตูออก ก่อนจะหยุดชะงัก “เขมจิรา” เธอเบิกตากว้างน้อย ๆ กับเสียงเรียกนั้น ราวกับถูกดึงออกจากความฝันห้วงสั้น ๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างลุ้นไม่รู้ตัว “เป็นเด็กดีนะ” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน ไม่ต่างจากเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนที่เขาเคยพูดแบบนี้กับเธอหลังจากทะเลาะกันครั้งใหญ่ หรือหลังจากวันที่เธอร้องไห้จนหลับคาไหล่เขา เขมจิราเม้มปากนิด ๆ ก่อนจะทำหน้างุนงงแก้เขิน “อื้ม ก็ไม่ได้ดื้อนี่นา” คำตอบที่เบาเหมือนลม แต่เต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่ยากจะอธิบาย คุณปราบหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะยื่นมือมาลูบหัวเธออย่างเนิบนาบ ปลายนิ้วสัมผัสเรือนผมสีน้ำตาลเข้มอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปกับสัมผัสนั้น “ดีแล้วล่ะ ดีมากเลย” เขาโน้มตัวลงมาก่อนจะจรดจูบเบา ๆ ที่กลางหน้าผากเธอ แผ่วจนแทบไม่รู้สึก แต่กลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีบางอย่างหยุดเต้นไปชั่วขณะ เขมจิรายืนนิ่ง แข็งค้าง เธอไม่รู้ว่าควรตอบสนองยังไง ไม่รู้ว่าควรรั้งเขาไว้ หรือควรผลักเขาออกไป มือของเขาผละจากหัวเธออย่างแผ่วเบา “ขับรถกลับดี ๆ นะ” เธอเอ่ยเสียงเบา พยายามยิ้มให้ดูปกติที่สุด เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนไม่มีอะไรในใจเลยสักนิดเดียว เขามองหน้าเธอเป็นวินาทีก่อนจะพยักหน้า แล้วหมุนตัวเดินออกไป เสียงประตูปิดลงช้า ๆ คล้ายจังหวะสุดท้ายของบทเพลงที่ไม่มีใครอยากฟังจนจบ ทันทีที่เสียงล็อกประตูดังอีกครั้ง เขมจิราก็ถอนหายใจออกมายาว ราวกับเพิ่งปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการบางอย่าง มือของเธอยกขึ้นแตะหน้าผากที่เขาจูบเมื่อครู่เบา ๆ หัวใจเต้นช้าลง แต่ยังรู้สึกถึงแรงสะเทือนจากสิ่งที่เขาไม่ได้พูด มากกว่าสิ่งที่เขาพูด คืนนี้อาจเป็นเพียงค่ำคืนธรรมดาอีกหนึ่งคืน แต่สำหรับเขมจิรา มันเป็นคืนที่เธอไม่แน่ใจว่า เธอกำลัง “ลืมเขา” ได้จริง ๆ หรือกำลัง “หวัง” มากกว่าที่ควรหวังอีกครั้ง ตัดมาที่คุณปราบ เสียงเครื่องยนต์เบนซ์สีดำคันใหญ่ดังก้องเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบของถนนเลียบไหล่เขา ถนนเปียกชื้นจากฝนเมื่อตอนเย็นสะท้อนแสงไฟหน้ารถเป็นประกายคล้ายเงาสะท้อนของบางอย่างที่มองไม่ชัด เขาขับขึ้นเขาวิรงคพิทักษ์เงียบ ๆ โดยมีแต่ความคิดวนเวียนอยู่กับภาพของเธอ เขมจิรา ผู้หญิงคนนั้นยังเหมือนเดิม และไม่เหมือนเดิมเลยแม้แต่น้อย เธอยิ้มเหมือนไม่รู้สึกอะไร แต่เขากลับรู้สึกทุกอย่างแทนเธอไปหมดแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เธอโผล่กลับเข้ามาในชีวิตเขาอีกครั้ง ทั้งสายตา คำพูด น้ำเสียงทุกอย่างมันบอกชัดว่าเธอกำลังวางแผนอะไรบางอย่าง และเขาก็รู้ดี ว่าแผนนั้นมันคงไม่ใช่เรื่องดีต่อตัวเขาเองแน่ ๆ เพราะการกลับมาครั้งนี้ มันมีเงื่อนงำมากเกินไป ข่าวลือก็มาเร็วเกินไป พฤติกรรมของเธอก็เปลี่ยนแปลกเกินพอดี แต่ถึงจะระแวงแค่ไหน เขาก็ยังอยากอยู่ใกล้เธออยู่ดี เหมือนมีกระแสแรงบางอย่างที่ดึงเขากลับไปหาเธอทุกครั้งที่พยายามจะหลุดออกมาแรงดึงดูดที่ไม่ใช่แค่เพราะอดีต แต่เพราะเขารู้จักเธอดีกว่าใคร ในแบบที่คนอื่นไม่มีทางรู้จักได้ เธอเป็นผู้หญิงที่ฉลาดเกินไป ดื้อเกินไป แพรวพราวเกินพอดี แต่เขาก็รู้ ว่าถ้ามีใครที่จะ “รับมือ” กับเธอได้จริง ๆ คนคนนั้นก็คงมีแค่เขา และถ้ามีใคร “รู้ทัน” เธอได้เสมอ นั่นก็ยังเป็นเขาอีกเหมือนกัน ถึงจะรู้ว่าเธอคงไม่ฟัง แต่เขาก็ยังพูดอยู่ดี คำว่า “เป็นเด็กดีนะ” มันฟังดูตลกสำหรับผู้หญิงที่เติบโตมาเป็นเสือร้ายอย่างเธอ แต่เขาพูดก็เพราะเขารู้ว่าถ้าเธอเริ่มดื้อ หรือเริ่มก่อไฟขึ้นมาเมื่อไหร่ มันจะเป็นยังไง มันไม่ใช่คำสั่ง มันคือการขีดเส้นเงียบ ๆ ที่หวังว่าเธอจะเห็นมันอยู่ตรงหน้า มือข้างหนึ่งของเขากำพวงมาลัยแน่นขึ้น ขณะที่สายตาจับจ้องถนนตรงหน้า แต่หัวใจกลับวนเวียนกับความกังวลบางอย่างที่สุมอยู่ในอก ข่าวที่ออกมา มันดู “จงใจ” เกินไป การเคลื่อนไหวของเธอ ก็ตรงจังหวะเกินควร และเธอก็กลับมาในวันที่คุณย่าของเขาเริ่มเปลี่ยนท่าทีอย่างน่าสงสัย ทุกอย่างมัน “ลงล็อก” มากเกินไป เขาไม่เชื่อในเรื่องบังเอิญ และเพราะเขาไม่เชื่อ เขาจึงจำเป็นต้องอยู่ใกล้เธอ มากขึ้นใกล้กว่าที่เธอคิด เพื่อจับตาดูให้แน่ใจว่า คนที่อยู่เบื้องหลังแผนการนี้คือใครกันแน่ เขมจิราหรือ คุณย่าของเขาเอง? ไม่ว่าใครจะเป็นคนเริ่มเกมนี้ เขาจะเป็นคนจบมันด้วยมือของเขาเอง และถ้าเธอคิดจะเดินเข้าไปในไฟ เขาจะเป็นคนแรกที่รู้ และอาจเป็นคนสุดท้ายที่เธอจะต้องข้ามผ่าน เพราะเขาไม่อยากเป็นคนที่ถูกหลอกอีกแล้ว
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม