เช้าวันนี้ไม่ต้องเร่งตื่นเช้าเหมือนดังทุกวัน เพราะมันคือวันหยุดที่ไอรินควรพักผ่อน แต่กระนั้นเธอก็ยังรีบเร่งขึ้นมาเตรียมอาหารให้กับคนในบ้าน แม้หมดหน้าที่ของตัวเองแล้ว หลังจากเตรียมอาหารเสร็จ ไอรินรีบยกถาดข้าวต้มมาหายายวันที่บ้านพัก และเห็นว่าตอนนี้ยายวันกำลังนอนหลับอยู่บนเตียงภายในห้องสีขาวครีม
“ยาย ตื่นมากินข้าวก่อน”
ไอรินเอ่ยเรียกคนบนเตียง พร้อมกับเดินเข้ามาวางถาดอาหารลงบนโต๊ะ ส่วนยายวันพอได้ยินเสียงหลานสาวก็ค่อย ๆ หรี่ตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก
“นึกว่าจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกซะแล้ว”
คำแรกที่หลุดออกมาจากปากยายวัน ทำให้ไอรินชะงักกึก รีบหันไปมองที่ผู้เป็นยายด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“ทำไมพูดอะไรแบบนั้นเล่า ยายไม่ตายง่าย ๆ หรอก ยายบอกเองไม่ใช่หรือไงว่าจะรออุ้มหลานก่อนน่ะ”
ไอรินแสร้งพูดไปแบบนั้น แม้รู้อยู่เต็มอกว่าหลังจากแต่งงาน เธอกับราชันย์ไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวกันเลย
“เมื่อกี้นอนฝัน”
ยายวันเอ่ยลอย ๆ สายตาเคว้งไปตามอากาศ เสียงแหบพร่าบอกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยที่โถมทับ
“ฝันได้หวยเหรอ ตัวไหนอะ”
ไอรินแกล้งแซวให้อารมณ์ดี ทว่ายายวันกลับไม่ขำด้วย เธอส่ายหน้าช้า ๆ แล้วตอบเสียงเบาหวิว
“ฝันเห็นตา ตาบอกว่าจะพาไปอยู่ด้วย”
“...”
ไอรินที่กำลังยิ้มร่าหุบยิ้มกะทันหัน เธอรู้ว่าการฝันอะไรเช่นนี้เป็นลางไม่ดี แต่ก็ต้องรีบปรับอารมณ์ ไม่ให้ยายรู้สึกไม่ดีจนทรุดลงไปมากกว่านี้
“ยายคิดมากน่ะสิ ไม่มีอะไรหรอก หมอบอกว่ายายแข็งแรงมาก อยู่ได้อีกห้าสิบปีเลย”
เธอพูดเอาใจ ก่อนลุกไปปรับเบาะยายวันให้อยู่ในท่านั่ง จากนั้นก็เดินไปหยิบชามข้าวต้มสีขาวขึ้นมาป้อน
“กินข้าวก่อนนะ ร้อน ๆ เลย”
ว่าแล้วก็จ้วงตักข้าวต้มขึ้นมาเป่า ก่อนจะนำไปจ่อที่ปากของยายวัน เธอไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแค่ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย แล้วอ้าปากกินข้าวต้มที่จ่ออยู่ต่อหน้า
“กับคุณราชันย์เป็นยังไงบ้าง”
เพียงได้ยินชื่อผู้ชายคนนี้ ไอรินก็นิ่งค้างไปทันที เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องที่งานปาร์ตี้ เธอกับเขาก็ไม่ได้คุยกันอีก ซ้ำราชันย์ยังไม่ค่อยกลับเข้าบ้านด้วย
“ก็ดี”
เธอเอ่ยตัดบทให้จบ ๆ ไป เพราะไม่อยากให้ยายวันคิดมาก ก่อนจะตักข้าวคำที่สองไปจ่อที่ปากยายวันอีก
“ดีจริงไหม?”
ยายวันแสดงสีหน้าจริงจังยิ่งขึ้น ราวกับรู้ว่าทั้งคู่ไม่กินเส้นกันมาก่อนหน้า
“กะ ก็เรื่อย ๆ น่ะแหละยาย เหมือนปกติ คนเจอกันทุกวัน เคยเป็นแบบไหนก็เป็นแบบนั้น”
เธอตัดบทอีกรอบ พร้อมกับยกช้อนขึ้นจ่อใส่ปากยายวัน ทว่าอีกฝ่ายกลับทำสีหน้าหนักใจ แล้วแตะมือของไอรินให้วางช้อนใส่ชามไว้ตามเดิม
“ตั้งแต่แต่งงาน ยังไม่เคยคุยกันดี ๆ เลยใช่ไหม”
ยายวันเอ่ยอย่างรู้ทัน พร้อมแสดงสีหน้าหนักอกหนักใจขึ้นไปอีก
“คุยสิยาย ตั้งแต่แต่งงานกัน คุณราชันย์เขาก็คุยกับฉันดีขึ้น แถมตอนอยู่ที่ทำงาน เขาก็ให้เกียรติฉันตลอด วันเสาร์นี้เขายังชวนไปฮันนีมูนเลยนะ”
“จริงเหรอ”
ยายวันตาเป็นประกายขึ้นมาด้วยความดีใจ โดยไม่รู้เลยว่าทั้งหมด เป็นแค่เพียงคำโกหกที่ไอรินอยากให้เธอสบายใจเท่านั้น
“แล้วจะไปฮันนีมูนกันที่ไหน”
ไอรินไม่ตอบในทันที เธอตักข้าวขึ้นป้อนยายวันอีกคำ รอกระทั่งยายวันกินข้าวที่จ่ออยู่ต่อหน้าถึงได้ตอบออกไป
“ยังไม่รู้เลย ฉันก็แล้วแต่เขานั่นแหละ”
“ถ่ายรูปสวย ๆ มาอวดยายบ้างนะ”
ไอรินยิ้มบาง ๆ ตอบ พร้อมกับตักข้าวขึ้นจ่อใส่ปากให้ยายวันอีก
“พอแล้ว เอายามาให้หน่อย”
“พอได้ไงล่ะยาย เพิ่งกินไปไม่กี่คำเอง”
ไอรินโวยทันที เมื่อเห็นว่ายายวันกินข้าวได้เพียงแค่สองช้อนเท่านั้น
“อิ่มแล้ว ๆ”
ยายวันโบกไม้โบกมือปฏิเสธ ไอรินถึงต้องงัดไม้เด็ดออกมาขู่
“งั้นถ้ายายกินข้าวไม่ได้ ฉันไม่ไปฮันนีมูนดีกว่า อยู่ดูแลยายนี่แหละ”
“อ้าว...”
ได้ผลทันตาเห็น ยายวันหน้าเครียดขึ้นมาทันที ก่อนจะยอมให้ไอรินป้อนข้าวให้อีกจนเกือบหมดชาม จากนั้นก็กินน้ำกินยาแล้วทิ้งตัวลงนอนด้วยความเพลีย
“ไอริน...”
ยายวันร้องเรียกหลานสาวที่กำลังเก็บชามใส่ถาดเพื่อเตรียมเอาออกไปล้างที่ครัว
“ว่าไง”
เธอตอบกลับมาโดยไม่มอง เพราะกำลังง่วนกับถาดอาหารอยู่
“อย่าเกลียดยายเลยนะ”
“หือ?”
ไอรินขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ ก่อนจะหันมามองยายวันด้วยสายตางุนงง แล้วนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิม
“ฉันจะเกลียดยายทำไมล่ะ”
เธอเอื้อมมือจับมือเหี่ยวซีดของยายวัน และพบว่าตอนนี้มันกำลังเย็นเฉียบ
“ฮึก ยายขอโทษนะ”
จู่ ๆ คนที่นอนอยู่บนเตียงก็ร้องไห้ออกมาไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาไอรินตกใจอย่างหนัก
“ยะ ยาย ร้องไห้ทำไม ไม่เอาไม่ร้อง”
เธอรีบหยิบทิชชูขึ้นซับน้ำตาให้ยายวัน ในขณะที่มืออีกข้างของเธอถูกยายวันจับเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ปากก็พร่ำพูดแค่คำว่าขอโทษอยู่แบบนั้น จนยาเริ่มออกฤทธิ์ถึงได้สงบลง
ยายวันผล็อยหลับไปทั้งน้ำตา ทิ้งไว้แค่ความสงสัยในใจไอริน ว่ายายวันขอโทษเธอเรื่องอะไร
“หรือจะเป็นเรื่องที่บังคับแต่งกับคุณราชันย์?”
เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วละความสนใจจากสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะคิดว่าอาจเป็นอาการของคนป่วยเท่านั้น