17 : 00 น.
“เลิกคลาสได้ค่ะ”
เสียงอาจารย์ปิดคาบดังขึ้นพร้อมกับนักศึกษาทยอยเก็บของ ครีมมี่เหลือบมองนาฬิกาบนหน้าจอโทรศัพท์ ตัวเลขห้าโมงตรงเด้งขึ้นมา เธอถอนหายใจออกมาแรง ๆ อย่างไม่คิดจะปิดบังความเหนื่อยใจ
“เฮ้อออ…”
แป้งโกะที่นั่งข้าง ๆ หันมามองทันที
“เป็นไรเนี่ย เครียดอะไรตั้งแต่ยังไม่ออกจากห้อง”
“เปล่า…แค่เบื่อ ๆ” ครีมมี่เอนหลังพิงเก้าอี้ มือหมุนปากกาไปมา “เย็นนี้แกว่างป่ะ”
ยังไม่ทันที่แป้งโกะจะตอบ เสียงแจ้งเตือนไลน์ก็ดังขึ้น เธอก้มลงดูหน้าจอแล้วทำหน้าเซ็งเล็กน้อย
“ไม่ว่างว่ะ แม่ไลน์มาตามแล้ว บอกให้รีบกลับ”
พูดจบก็ลุกขึ้นสะพายกระเป๋า ขณะเดียวกัน โทรศัพท์ของครีมมี่ก็สั่นขึ้นในมือราวกับนัดกันไว้ เธอเหลือบมองชื่อคนส่งแล้วอยากจะทิ้งเครื่องลงพื้นตรงนั้น
แป้งโกะโบกมือลา
“งั้นฉันไปก่อนนะ ไว้เจอกันพรุ่งนี้”
ครีมมี่พยักหน้ารับ ก่อนจะก้มอ่านข้อความบนหน้าจออีกครั้ง
“มารับฉันด้วยยัยเนิร์ต”
แค่ประโยคเดียวก็ทำให้เธอถอนหายใจยาวกว่าเดิม
“เฮ้อ…ฉันนี่มันซวยจริง ๆ” เธอบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ “เจ้ากรรมนายเวรตามติดยิ่งกว่าเงาอีก…”
หลังจากนั้นครีมมี่ก็เก็บหนังสือใส่กระเป๋าผ้าอย่างเชื่องช้า ไหล่บางตกลงเล็กน้อยเหมือนคนหมดแรงทั้งกายทั้งใจ
เธอสูดลมหายใจยาวหนึ่งครั้ง ก่อนจะลากฝีเท้าออกจากห้องเรียน มุ่งหน้าไปทางคณะวิศวะด้วยสภาพไม่ต่างจากคนถูกบังคับให้เดินเข้าหาเรื่องยุ่ง
“ซวยจริง…ชีวิต”
เสียงบ่นเบา ๆ หลุดออกมาพร้อมกับจังหวะก้าวที่หนักอึ้ง ราวกับทุกก้าวกำลังพาเธอเข้าใกล้ปัญหาที่ชื่อว่า มังกร มากขึ้นเรื่อย ๆ
———
คณะวิศวะกรรม…
มังกรยืนพิงเสาอยู่หน้าตึก แขนกอดอก สีหน้าดูชิลเกินเหตุ ทั้งที่ควรจะเป็น “คนเจ็บหลัง” ตามบทที่ตัวเองแสดงไว้ตั้งแต่เช้า
ข้าง ๆ กันนั้น ชินยืนล้วงกระเป๋ากางเกง แกว่งตัวไปมาอย่างคนเบื่อ ๆ
“นี่เลยมาห้านาทีแล้วนะ” ชินหรี่ตามองนาฬิกาข้อมือ “กูว่าน้องเนิร์ตบิดมึงแล้วมั้งไอมังกร”
มังกรหันไปปรายตามองเพื่อน ก่อนจะกดโทรศัพท์เช็กไลน์อีกครั้ง
“มาดิว่ะ กูไลน์ไปย้ำแล้ว”
ยังไม่ทันที่ชินจะได้แซวต่อ เสียงของปอนด์ก็ดังแทรกขึ้นมา
“เห้ย ๆ ๆ นั่นไง!”
ปอนด์ชี้ไปทางปลายทางเดิน “น้องเนิร์ตมาแล้วว่ะ”
ร่างเล็กในชุดนักศึกษาธรรมดา ๆ เดินมาด้วยท่าทางอิดโรย ไหล่ตก สีหน้าไม่สดใสนัก ราวกับใช้พลังงานทั้งวันไปกับการอดทนต่อใครบางคน
มังกรเห็นแล้วมุมปากกระตุกยิ้มทันที
“ไอเหี้ยไผ่” เขาหันไปสั่งเสียงต่ำ “มึงทำเป็นช่วยพยุงกูดิ”
ไผ่เลิกคิ้วอย่างรู้ทัน
“มึงจะเอาจริง?”
“เออสิ!” มังกรรีบเสริม “พวกมึงด้วย สร้างภาพหน่อย ทำเหมือนกูเจ็บหนัก ๆ เข้าไว้”
พูดจบ เขาก็รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นซีดนิด ๆ ก่อนจะงอหลังเล็กน้อยอย่างตั้งใจ
ไผ่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปพยุงแขนมังกรอย่างช่วยไม่ได้
“โอ๊ยย…” มังกรครางเสียงเบา แต่แววตากลับเป็นประกายสนุก
“เจ็บว่ะ เจ็บจริง ๆ เลย”
ชินกับปอนด์มองภาพตรงหน้าแล้วส่ายหัวให้กับการแสดงระดับ “ออสการ์เวอร์” ของเพื่อนตัวเอง
“ไอ้นี่มันร้ายจริง ๆ” ชินพึมพำ
“เนียนขนาดนี้ กูนับถือ” ปอนด์หัวเราะ
ขณะที่อีกฟากหนึ่ง
ครีมมี่กำลังเดินเข้ามา โดยไม่รู้เลยว่า “ละครฉากใหญ่” กำลังจะเริ่มขึ้นตรงหน้าเธออีกครั้ง
ทันทีที่ครีมมี่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าแก๊งของมังกร เสียงทุ้มคุ้นหูก็เอ่ยขึ้นก่อนใคร
“มาช้านะ”
ครีมมี่เงยหน้ามองเขา สีหน้าเรียบแต่แววตาไม่ปิดความเหนื่อย
“อาจารย์ปล่อยช้า”
มังกรเลิกคิ้วเล็กน้อย รอยยิ้มกวน ๆ ปรากฏที่มุมปาก
“อาจารย์ปล่อยช้า…หรือเธอตั้งใจมาช้ากันแน่”
“ก็ทั้งสองอย่าง” เธอตอบทันทีแบบไม่ต้องคิด น้ำเสียงนิ่งแต่ประชดชัด
เพื่อนในแก๊งถึงกับหลุดขำออกมาเบา ๆ
ส่วนมังกรหัวเราะในลำคอ เหมือนยิ่งโดนสวนกลับก็ยิ่งอารมณ์ดี
“ปากดีเหมือนเดิม” เขาว่า พลางทำท่าจะขยับตัว แต่ก็รีบแกล้งเอียงตัวเหมือนเจ็บหลัง
ครีมมี่กลอกตาอย่างไม่ปิดบัง อาการเหนื่อยล้าจากทั้งวันทำให้ความอดทนของเธอลดลงไปอีกขั้น
“แล้วจะกลับยังไง”
มังกรเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเหมือนกำลังประเมิน ก่อนจะถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“ขับรถเป็นไหม”
“เป็น!” เธอตอบทันทีแบบไม่ต้องคิด
รอยยิ้มมุมปากของมังกรปรากฏขึ้นอย่างคนได้ใจ เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะหยิบกุญแจรถออกมาแล้วโยนเบา ๆ มาให้
ครีมมี่รับไว้ได้พอดี เสียงกุญแจกระทบฝ่ามือดังแกร่งเล็กน้อย
“งั้นขับรถฉันกลับแล้วกัน” มังกรพูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ “ฉันเจ็บหลังอยู่ ขับเองไม่ถนัด”
ครีมมี่ก้มมองกุญแจรถในมืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองคนตรงหน้าอย่างเอือมระอา สายตานั้นบอกชัดว่า “ไม่อยากยุ่ง”
“พี่ไม่ให้เพื่อนพี่ไปส่งล่ะ” เธอถามเสียงเรียบ แต่แฝงความหงุดหงิด
“เพื่อนฉันมันไม่ว่าง” มังกรตอบไว ก่อนจะหันไปมองพวกเดียวกันเหมือนส่งสัญญาณ “จริงปะพวกมึง”
“เออ ๆ ใช่ ๆ” ชินรีบรับคำทันทีราวกับซ้อมกันมา “กูนัดกับน้องแบมไว้แล้ว งั้นกูไปก่อนนะเว้ย”
พูดจบก็หมุนตัวเดินหนีแบบไม่เหลียวหลัง
“กูก็เหมือนกัน” ปอนด์เสริมทันควัน “จะกลับไปเล่นเกม งั้นไปละมึง”
แล้วก็เดินตามชินไปอย่างรวดเร็ว
เหลือเพียงไผ่ที่ยังยืนอยู่ เขาอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง
“ส่วนกูว่างนะ กูไปส่—”
“อะแฮ่ม”
เสียงไอแห้ง ๆ ของมังกรดังแทรกขึ้นมา พร้อมสายตาคมที่ปรายไปมองอย่างมีนัย
ไผ่ชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะเปลี่ยนคำพูดแทบไม่ทันตั้งตัว
“อ่อ… ไม่ว่างละว่ะ ลืมไป กูต้องรีบกลับไปทำรายงานด่วนมาก”
เขาหันมายิ้มแห้ง ๆ ให้ครีมมี่ “งั้นพี่ฝากเพื่อนพี่ด้วยนะครับ”
พูดจบ ไผ่ก็รีบเผ่นตามอีกสองคนไป ทิ้งให้หน้าตึกเหลือแค่ครีมมี่กับมังกรยืนกันสองคน
ครีมมี่มองแผ่นหลังของพวกนั้นอย่างอึ้ง ๆ ก่อนจะหันกลับมามองคนต้นเรื่อง
“…นี่พี่นัดกันไว้แล้วใช่ไหม”
ครีมมี่หรี่ตามองอย่างจับผิด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่ไว้ใจ
“นัดอะไร อย่ามากล่าวหากันลอย ๆ สิครับ” มังกรตอบหน้าตาเฉย ก่อนจะทำเสียงครางเบา ๆ เสริมความน่าสงสาร “มาช่วยพยุงฉันหน่อย ปวดหลังฉิบหาย จะยืนไม่ไหวอยู่แล้ว”
ครีมมี่จิ๊ปากอย่างหงุดหงิด เหมือนอยากเถียงต่อแต่ก็ขี้เกียจเสียพลังงาน สุดท้ายจึงยอมเดินเข้าไปพยุงร่างสูงกว่า พาเดินไปทางโรงจอดรถของคณะ
แขนแข็งแรงของมังกรพาดลงบนไหล่เธอเหมือนเคย น้ำหนักตัวที่กดทับทำให้ครีมมี่ต้องเกร็งตัวเล็กน้อย
“ตัวหนักชะมัด…” เธอบ่นพึมพำ
“บ่นเก่งจริง” มังกรหัวเราะในลำคอ “รถฉันอยู่ตรง—”
ยังไม่ทันพูดจบ
ติ๊ด!
เสียงปลดล็อกรถดังขึ้นพร้อมไฟหน้าที่กระพริบตอบรับจากรถคันหนึ่งไม่ไกลนัก
มังกรชะงักไปเล็กน้อย สายตาคมก้มมองรีโมตกุญแจในมือของครีมมี่ที่เพิ่งกดปลดล็อกรถ เสียง ติ๊ด ดังชัดกลางโรงจอดราวกับตบหน้าเขาเบา ๆ
ครีมมี่เงยหน้าขึ้นมองเพียงเสี้ยววินาที แววตานิ่งเฉย ไร้อารมณ์ ก่อนจะพูดเสียงเรียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ไม่ได้ถาม”
เธอพยุงเขาเดินต่อไปทันที ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดแซวหรือกวนประสาทอีก ทิ้งให้มังกรได้แต่ยิ้มมุมปากบาง ๆ อย่างคนที่ทั้งหมั่นไส้ ทั้งรู้สึกว่าผู้หญิงตรงหน้ากำลังทำให้เกมนี้…สนุกขึ้นกว่าที่คิดไว้มาก