ยี่สิบนาทีต่อจากนั้นจารวีเดินกลับเข้ามาในห้องนอน เธอกระชากแขนดึงร่างสูงที่นอนบนเตียงของเธอให้ลุกขึ้น
“คุณภามลุกเดี๋ยวนี้นะ”
ภารัณทำตัวหนักไม่ลุกตามที่เธอดึงพักเดียวเธอก็หอบพลางบ่นไปด้วย
“บอกให้ลุกนี่ที่นอนฉันนะ”
“นอนได้แล้วจะบ่นอีกนานไหม” ชายหนุ่มดึงแขนเธอทีเดียวจนหญิงสาวเซลงบนที่นอนกองอยู่ข้างร่างสูง
จารวีตัวแข็งชั่วครู่ก่อนจะนิ่งเมื่อเห็นว่าภารัณไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่ากอดเธอไว้ เธอผงกศีรษะขึ้นมองคนที่นอนนิ่งลมหายใจสม่ำเสมอ หญิงสาวเขย่าแขนเขาเบาๆ
“คุณ... เมาเหรอ ทำไมนอนนิ่ง”
“แล้วจะให้ทำอะไร หืม... อยากให้ทำอะไรล่ะ” ภารัณยันแขนค้ำที่นอนเพื่อมองหน้าเธอให้ถนัด
เขาเมาแน่ๆ หญิงสาวคิดในใจ ปกติภารัณไม่เคยมีทีท่าแบบนี้มาก่อน แต่เธอไม่รู้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชายหนุ่มมีอาการแปลกๆ แบบที่ว่า
อาหารที่อร่อยแค่ไหนแต่ถ้าไม่เคยกิน ไม่เคยได้ลิ้มชิมรสการหักห้ามใจหรือมองผ่านย่อมทำได้ไม่ยาก หากถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไปเมื่อไหร่ อะไรที่เคยกินแล้วก็อยากกินอีก ยิ่งถูกใจความ “อยาก” ก็ยิ่งมีอยู่ร่ำไปและมากขึ้นเรื่อยๆ
“ปะ... เปล่า คุณนอนเถอะไจ๋ง่วงแล้ว” หญิงสาวพลิกตัวหนีหนีสายตาที่ส่องประกายเจิดจ้านั่น เธอได้ยินเสียงเขาพ่นลมออกจากปากก่อนที่ท่อนแขนแข็งแรงจะวางพาดลงบนเอว แผ่นหลังของเธอแนบชิดกับตัวเขาจากด้านหลัง จารวีไม่กล้าโวยวายเพราะกลัวเขาทำอะไรมากกว่านั้น เธอตาแข็งค้างไปนานกว่าที่จะยอมแพ้กับความง่วงงุนปล่อยตัวเองให้หลับไป
เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นทำให้เธอควานมือเปะปะเพื่อหาสมาร์ตโฟนนำมากดปิดเสียง แต่จารวีก็ชะงักเมื่อเธอเลื่อนมือมาเจออะไรนิ่มๆ เธอคลำกะขนาดว่ามันพอดีมือเท่ากับโทรศัพท์ยี่ห้อผลไม้ขนาดหกนิ้วบวก
'ทำไมมันนิ่ม แอปเปิ้ลฉันเน่าเหรอ' เธอคิดในใจ พลางออกแรงกระชากมันมาดูแต่ต้องตกใจเมื่อมีมือแข็งแรงวางทับลงบนมือ พร้อมกับไอ้เจ้าโทรศัพท์เธอมันแข็งขึ้น พร้อมกับเสียงสูดปากเหมือนกับกินอาหารรสเผ็ดจัดดังขึ้นเบาๆ จารวีลืมตาทันทีและมองที่มือตัวเองหญิงสาวเห็นเต็มตาว่าสิ่งที่เธอกำแน่นไม่ใช่โทรศัพท์ หากแต่... เป็นลูกรักของภารัณ
“เฮ้ย... ปล่อยนะ” หญิงสาวปล่อยมือจากมันเหมือนจับของร้อน แต่เธอสะบัดมือหนีไม่ได้เพราะถูกกุมมือไว้อีกชั้นแน่น
“คุณภารัณปล่อยมือไจ๋เดี๋ยวนี้นะ” เธอตกใจเมื่อไอ้แอปเปิลเน่าที่เข้าใจในตอนแรก ตอนนี้มันขยายตัวจนกำไม่รอบและดูเหมือนว่าเขาจะเลือดลมดีเกินไปเพราะโลหิตมันไปคั่งที่ตรงนั้นจนเธอไม่กล้ามอง
“ไจ๋ปลุกมันแล้วรับผิดชอบด้วย” สีหน้าภารัณตอนนี้ดูทะมึนไม่เหมือนที่เขาเคยเป็น
“รับผิดชอบไม่เป็น โอ๊ย...ปล่อยนะ”
เธอร้องได้แค่นั้นก็ต้องเงียบเพราะปากถูกปิดด้วยเรียวปากหนา ชายหนุ่มเลื่อนตัวขึ้นคร่อมร่างบางจนจมไปกับฟูกทั้งตัว เธออ้าปากเพื่อที่จะร้องห้ามเขาแต่เหมือนเปิดโอกาสให้ลิ้นสากสอดเข้ามาในโพรงปากนุ่ม ลิ้นร้อนตวัดเกี่ยวพันกันจนเธอเผลอตัวเคลิ้มตาม
ชุดนอนของเธอถูกโยนลงข้างเตียงในสองนาทีต่อมา ตามด้วยชุดคลุมที่เขาสวมก่อนนอนถูกโยนตามมากองด้วยกัน จารวีถูกชักชวนให้เข้าสนามรักในแบบที่วันนี้เธอมีสติรู้ตัวทุกอย่าง
“อะไรนะไจ๋ แกบอกว่าจะไม่ไปนอนบ้านเขาแต่ให้เขามานอนค้างที่ห้องแกเหรอ มันได้ด้วยเหรอ” วิทิตากุมขมับเมื่อฟังเพื่อนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ปล่อยให้คู่หมั้นของจารวีมารับเธอไปในคืนนั้น
“ฮื่อก็ฉันเมา แกอย่าซ้ำเติมฉันได้ไหมแทมมี่” จารวีฟุบหน้าลงกับโต๊ะ
“ว่าแต่... ผู้ของแกแซ่บไหม” วงศกรถามขึ้นบ้าง
“แซ่บมาก เอ้ย... แกอย่าโฟกัสผิดเรื่องได้ไหมนังว่าน” จารวีตอบก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ากำลังกลุ้มใจอะไรอยู่ เธอเพิ่งมีโอกาสซื้อยาคุมฉุกเฉินทานในตอนสายวันนี้หลังจากที่ภารัณมาส่งแล้วบอกว่าเขามีงานนอกสำนักงาน
“แกว่ายาคุมฉุกเฉินมันจะได้ผลไหมเพื่อน” จารวีถามขึ้นมาอีกกลางวง
“ถ้าแกไม่ซ้ำบ่อยไปก็คงได้ผลหลายเปอร์เซ็นต์อยู่”
เนื้อนวลตอบบ้างการสนทนาครบองค์ประชุม เพราะวันนี้กลุ่มเพื่อนของจารวีทนเก็บความอยากรู้ไม่ไหวจึงพากันมาหาเพื่อนสาวที่ทำงานทั้งกลุ่ม
“ไม่ซ้ำบ่อย หมายถึงไม่กินยานั่นบ่อย” จารวีถาม
“เปล่า มันหมายถึงถ้าแกไม่แซ่บซ้ำบ่อยต่างหาก” วงศกรตอบหน้าตาเฉย หัวเราะร่วนก่อนจะเบี่ยงศีรษะหลบเศษกระดาษทิชชูที่เจ้าของห้องปามา
“แก... ไอ้นายวงศกร”
“เฮ้ย ฉันชื่อว่าน ว่านสาวน้อยมหัศจรรย์ห้ามเรียกชื่อฉันผิด” วงศกรโวยวายบ้าง
เนื้อนวลกับวิทิตามองหน้ากัน สองสาวลงความเห็นว่าจารวีไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะดูว่าเพื่อนไม่ได้เครียดจริงจังกับสิ่งที่เกิดขึ้นวิทิตาจึงเปลี่ยนเรื่องพูด
“แล้วเรื่องงานแกที่ว่าจะลงประมูลช่องทีวีดิจิทัลนั่นไปถึงไหน”
“เอาจริงสิ ตอนนี้เราได้หุ้นส่วนอีกคนคือคุณพันธกานต์มาร่วมด้วยค่อนข้างแน่นอนแล้ว แล้วงานแกจะทันไหมแทมมี่”
จารวีเปลี่ยนโหมดมาคุยเรื่องงาน วิทิตาเป็นว่าที่ภรรยาของผู้จัดละครชื่อดัง และเธอมีแผนจะดึงสามีเพื่อนมาเป็นผู้จัดหลักที่ช่องของตัวเองในอนาคต
“ทัน วันนี้พี่คริสก็ถามมาว่าทางแกไปถึงไหนแล้ว” วิทิตาพูดถึงแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกันในอีกไม่กี่วัน
“ความคืบหน้าเป็นตามขั้นตอนที่เราวางไว้ บอกพี่คริสจัดเต็มได้เลย”
“แล้วแกด้วยยายนวลเคลียร์คิวให้ฉันด้วยนะ” จารวีพูดกับเนื้อนวลเพื่อนสาวที่มีอาชีพเป็นนักแสดงตัวร้ายระดับตัวแม่ของวงการ
“เออ บอกมาเลย เดี๋ยวนี้ฉันไม่ได้โหมออกงานอีเวนต์เยอะแล้ว แกจะให้ฉันไปออกงานไหนก็ว่ามา”
“อ๋อ ไม่มีคนจ้างใช่ไหมค่าตัวหล่อนแพงก็งี้ล่ะ” วงศกรแซวเพื่อนดารา
“มะเหงกแน่ะ ฉันเลือกรับงานต่างหากใครจะถึกแบบหล่อน” เนื้อนวลหันไปโต้เพื่อนสาวเดือนในหมู่ดาวหนึ่งเดียวของกลุ่ม วงศกรเป็นช่างแต่งหน้ามือทองติดท็อประดับประเทศ ที่คิวการทำงานของเขายาวไปถึงปีหน้า
"อย่าว่าไป คิวงานมันน่ะปีหน้าเลยนะ” วิทิตาชง
“เพราะว่ามันรับงานสัปดาห์ละวันใช่ไหม” จารวีรับมุก
“ใช่ อ้าวนังพวกนี้ ถ้าฉันรับงานถี่ๆ แล้วใครจะไปเมากับพวกเธอ” วงศกรรับบทแกงตัวเองไปด้วยอีกคนเขามองไปทางหน้าห้องเพราะกระจกห้องทำงานของจารวีมองออกไปภายนอกได้ แต่คนข้างนอกมองเข้ามาไม่ได้
“นั่นญาติแกนี่ไจ๋ ที่ว่าจะมาทำงานกับแกเหรอ” ชายหนุ่มเปลี่ยนไปถามถึงญาติเพื่อน เมื่อเห็นเปรมฤดี อันยาและเมธัสเดินผ่านห้องไปทั้งสามคน
“ใช่ คิดจะมาสืบเรื่องฉัน ฉันเลยเปิดทางให้เต็มที่เลยไง” จารวียิ้มนิดๆ มุมปาก
“แล้วเขานั่งทำงานกันที่ไหนล่ะ” วิทิตาถามประโยคนี้ทำให้จารวียิ้มอย่างถูกใจ
“เป็นคำถามที่ดีมากเลยเพื่อน ฉันก็ให้อ้ายไปทำงานในห้องนายเมษ ส่วนแป๋มน้องรักก็นั่งหน้าห้องนายเมษไง”
สามคนที่เหลือมองหน้ากัน ก่อนที่เนื้อนวลจะชี้หน้าเพื่อน
“แกมันร้ายมากไจ๋ แกก็รู้นี่ว่ายายแป๋มเคยเป็นแฟนเก่าเมษ แล้วแกจับน้องอ้ายทำงานในห้องเดียวกับเจ้าเมษ ยายแป๋มไม่หึงตายเลยเหรอ”
จารวีหัวเราะราวกับกำลังเล่นบทนางร้ายของเนื้อนวลที่เธอเห็นประจำจนชินตา
“ยายแป๋มจะได้มีสมาธิในการทำงานมากๆ เปี่ยมไปด้วยแพสชันไง ฉันชอบจังพวกที่ถูกปั่นง่ายๆ แบบนี้น่ะ”