จารวีกลับมานั่งที่โต๊ะตอนที่งานเลี้ยงผ่านไปจนเข้าช่วงท้าย หญิงสาวรับแก้วเครื่องดื่มจากบริกรมาจิบด้วยความขุ่นมัว ตอนนั้นอรวลีกับพันธกานต์กลับไปแล้วโดยมีภารัณนั่งด้วยแทน
“ไจ๋กินอะไรรองท้องก่อน เดี๋ยวเมา” ชายหนุ่มเตือน
“ไม่อยากกินเลยค่ะ” เธอปฏิเสธ
“กินสักหน่อย หรือว่าอยากเมาแบบเมื่อคืน”
จารวีคอแข็ง หญิงสาวลุกไปที่มุมอาหารหยิบจานมาหนึ่งใบ เธอดูรอบๆ ก่อนจะตักเฟรนช์ฟรายส์แต่
“ผมว่าดึกแล้วอย่ากินอันนี้เลย”
เธอหันไปมองไม่รู้ว่าเขามาตั้งแต่ตอนไหน จารวีไม่ตอบอะไรวางทัพพีลงเปลี่ยนไปหามินิแฮมเบอร์เกอร์แทน
“อันนี้ก็แป้งเยอะไปแถมเป็นแป้งขัดสีด้วยไม่เหมาะหรอกไจ๋” เสียงห้าวออกความเห็นอีก จารวีทำเสียงขัดใจก่อนจะถามกลับ
“แล้วคุณจะให้ฉันกินอะไรลองว่ามาสิ”
แทนคำตอบภารัณแย่งจานในมือแล้วไปตักสเต๊กปลาหนึ่งชิ้น อกไก่ชีสบอลจำนวนหนึ่งและมีบาร์บีคิวผลไม้อีกสองไม้
“ดึกแล้วกินแค่นี้พอ อาหารหนักค่อยจัดช่วงกลางวันดีกว่า”
หญิงสาวกลอกตามองบน ก่อนจะบ่นว่า
“ออกไปฉันจะไปแวะกินบะหมี่เกี๊ยว คอยดู”
“ดีสิ ผมมีร้านประจำปากซอยบ้านนั่งกินที่ร้านเลยก็อร่อยไปอีกแบบ” ภารัณเออออตามทำให้เธอทำเสียงในคอ และเดินหนีกลับมาที่โต๊ะ
สิบห้านาทีต่อมาจารวีพบว่าการกินค็อกเทลแกล้มบาร์บีคิวผลไม้นั้นเข้ากันแบบไม่น่าเชื่อ ด้วยรสเปรี้ยวอมหวานของผลไม้ตัดแต่ง กับความหอมของช็อกโกแลตที่โรยหน้า เข้ากันดีกับรสหวานของค็อกเทลอย่างยิ่ง
“อร่อย เอาอีกได้ไหม” เธอบอกภารัณที่เป็นฝ่ายจัดการสเต๊กปลาเอง เธอกำลังจะพูดต่อแต่ชะงักเมื่อเขาจิ้มเนื้อปลามาจ่อตรงปาก
“กินโปรตีนบ้าง” สีหน้าเขาพอใจเมื่อเห็นเธออ้าปากกินเนื้อปลาที่ป้อนให้
“นี่ ด่าอีกแล้วนะ”
“ใครจะไปด่าคุณ น้ำอีกไหมจะได้คอไม่แห้ง” ชายหนุ่มส่งแก้วไวน์ให้เธอ
“ฮื่อ ดีเหมือนกัน” จารวีรับแก้วไวน์ไปจิบอึกใหญ่
เมธัสมองเจ้านายสาวอย่างระอาใจว่าถูกมอมแล้วยังไม่รู้ตัวอีก ชายหนุ่มเดินมาหาสองหนุ่มสาวเมื่อคืนนี้หมดงานของเขาแล้ว
“ผมขอตัวกลับเลยนะครับคุณภาม แล้วคุณไจ๋...” เขาพยักพเยิดไปทางเจ้านายสาวพูดค้างไว้
“ผมดูแลไจ๋เอง คุณกลับได้เลย”
นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนแล้วที่จารวีกลับถึงห้องชุดโดยมีคู่หมั้นมาส่ง ทั้งตึกเงียบสนิทไม่มีใครอยู่เพราะเป็นเวลาที่ดึกมากแล้ว หญิงสาวก้มหน้าหาคีย์การ์ดในกระเป๋าถืออยู่นาน
“เจอแล้ว”
เธอชูกุญแจทั้งพวงขึ้นมาให้ดู ภารัณส่ายหน้าไปมาเพราะว่าเธอใช้เวลานานกว่าที่ควรเป็นทั้งที่ของในกระเป๋าก็มีไม่มาก
“ผมเปิดให้” เขาดึงกุญแจไปจากมือบางกลับไปใส่กระเป๋าแล้วหยิบคีย์การ์ดขึ้นมาแทน จารวียื้อไว้ไม่ยอมปล่อยก่อนจะถาม
“เดี๋ยว นี่บ้านฉันแน่นะ ฉันไม่ไปบ้านคุณแล้วเข้าใจไหมไม่ไป ไม่ไปค้างแล้ว”
“ก็นี่ไงบ้านคุณ ถ้าบ้านผมผมก็ต้องมีกุญแจสิ”
“เออ จริงด้วย”
ชายหนุ่มโคลงศีรษะก่อนจะนึกไปถึงยี่สิบนาทีก่อนหน้านี้ ที่ลานจอดรถในงานเลี้ยง เขาจับเธอใส่รถได้สำเร็จกำลังจะขับออกมาแต่คนที่เมานิดหน่อยพูดโพล่งขึ้นว่า
“ไม่ไปบ้านคุณนะ ไม่อยากให้ใครนินทา”
“ใครนินทาแล้วจะทำไม เรื่องของเราไม่เกี่ยวกับคนอื่น”
“ไม่เอา...” เธอส่ายหน้า “เบื่อพวกคุณอา คุณไม่ใช่ไจ๋ไม่เข้าใจหรอก”
แววตาเขาอ่อนลงเมื่อได้ยินประโยคนี้
“งั้นจะไปไหน จะไปบ้านคุณหรือจะไปเพนเฮ้าส์” ชายหนุ่มหมายถึงเพนเฮ้าส์ของตัวเองที่เขามีหนึ่งห้องใจกลางเมือง ไม่ห่างจากบริเวณที่จัดงานนัก
“ไปไหนดี ไปคอนโดดีกว่า” เธอตอบ
“คอนโดของคุณหรือของผม” ชายหนุ่มถามย้ำ
“ของฉันสิ บอกแล้วว่าจะไม่ไปบ้านคุณแล้วไง” หญิงสาวจิ้มนิ้วที่หน้าอกเขาแรงๆ
“งั้นไปห้องคุณแล้วผมไปด้วยได้ไหม”
จารวีนิ่งคิด เธอจะไม่ไปบ้านเขาหญิงสาวตั้งโปรแกรมไว้ให้ตัวเองแบบนั้น แต่ไม่มีคำว่าห้ามภารัณมาที่ห้องเธอสักหน่อย เธอรู้แค่ว่าจะไม่ไปนอนบ้านผู้ชายอีกแล้ว
“ได้ ได้ ไปเลย ไปกัน”
กลับมา ณ ปัจจุบันในคอนโดมิเนียมของจารวี หญิงสาวเขวี้ยงรองเท้าส้นสูงกระเด็นหลุดจากฝ่าเท้าไปคนละทาง ภารัณมองแล้วตามไปหยิบมาเก็บไว้ที่ตู้รองเท้าโดยไม่ว่าอะไร
จารวีเปิดไฟตามความเคยชิน หญิงสาวมานอนที่นี่ราวสัปดาห์ละสองสามวันจึงไม่รู้สึกแปลกที่แต่อย่างใด เธอเดินเซนิดๆ ไปนั่งบนโซฟากลางห้องพลางคิดว่าตนเองกลับมาถึงห้องได้อย่างไร
“ไปอาบน้ำพักผ่อนเถอะไจ๋ ดึกแล้ว”
จารวีหันไปหาต้นเสียงพลางขมวดคิ้ว
“คุณมาได้ยังไง คุณแอบเข้าห้องฉันเหรอ”
ภารัณถอนใจ เขาวางกระเป๋าเธอลงบนโต๊ะเล็กถอดเสื้อนอกออกพาดกับโซฟาแล้วเริ่มปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตทีละเม็ด
“คุณเป็นคนบอกให้ผมมาด้วยเอง”
“ฉันเหรอ” หญิงสาวถามก่อนจะพยักหน้า “เออจริงด้วย ฉันลืม”
ภารัณเดินดุ่มเข้าไปในห้องนอนและเดินเลยเข้าห้องน้ำใหญ่ จารวีวิ่งตาม
“คุณจะทำอะไรน่ะ”
“อาบน้ำไงจะนอนก็ต้องอาบน้ำ หรือคุณไม่อาบ”
“ก็กลับไปอาบที่ห้องคุณสิ อยู่ข้างบนนี่เอง” เธอโวยวาย
“กลับไม่ไหวแล้วล่ะ ดึกแล้วขอนอนก่อนได้ไหม” ภารัณสลัดกางเกงออกจากตัวทำให้เจ้าของห้องสาวยกมือขึ้นปิดตารีบออกไปจากห้องน้ำทันที
“คนบ้า เมาแล้วเรื้อน” เธอบ่นเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนใจไปใช้ห้องน้ำอีกห้องแทน