ภารัณรอจนหญิงสาวทำงานเสร็จและพากันออกจากสำนักงาน เขาเปิดประตูรถให้เธอและอ้อมไปประจำที่นั่งคนขับ เคลื่อนรถออกจากตึกอย่างช้าๆ เนื่องจากเป็นเวลาที่คนส่วนมากเลิกงานพร้อมกัน
“ไปหาอะไรทานก่อนไหมไจ๋” เขามองนาฬิกาแต่หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ
“เดี๋ยวไปทานในงานได้ค่ะ อยากไปเปลี่ยนชุดแต่งหน้าทำผมก่อนเดี๋ยวไม่ทัน”
งานเลี้ยงที่ว่าเป็นงานกาล่าดินเนอร์ของผู้ประกอบการสื่อซึ่งถือเป็นงานใหญ่ของปี ซึ่งจารวีและภารัณไปร่วมงานมาหลายปีแล้วแต่ต่างคนต่างไปมาตลอด เพิ่งจะมีปีนี้ที่เขาเกิดอยากมารับเธอไปด้วยกัน
“ฉันอาจจะแต่งตัวช้า คุณแวะส่งที่บ้านอย่างเดียวก็ได้ค่ะ คุณจะได้กลับไปแต่งตัวแล้วค่อยไปเจอกันในงาน”
ภารัณเหลือบตามองคนข้างๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปมองถนนที่กำลังคับคั่งไปด้วยยานพาหนะ
“ไม่ต้องห่วงผมเรื่องนั้น ผมเอาชุดที่จะใช้คืนนี้มาแล้วเดี๋ยวเราไปอาบน้ำแต่งตัวพร้อมกันที่บ้านไจ๋ได้”
“อะไรนะ” สีหน้าเธอเหวอจนเขาอดยิ้มไม่ได้
“ผมรับปากอาเจตน์ไว้แล้วว่าผมจะดูแลไจ๋แบบใกล้ชิด ท่านกังวลว่าคุณจะไปเมาแบบเมื่อคืนที่ไหนอีก”
ภารัณไม่ได้พูดเองเออเองแต่บ่ายวันนี้เขาโทรไปหาบิดาของจารวี เพื่อแจ้งสิ่งที่เกิดเลยเถิดขึ้นมาในคืนวานในฐานะลูกผู้ชายและคู่หมั้นของหญิงสาว สายสัมพันธ์ที่สองครอบครัวมีต่อกันมันแน่นแฟ้นจนเขาไม่สามารถปล่อยผ่านทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้
เหตุนี้เจตน์จึงจัดการฝากฝังบุตรสาวคนเดียวให้คู่หมั้นของเธอดูแล ในช่วงที่ท่านต้องไปติดต่องานที่ต่างประเทศซึ่งเขาก็รับปากมาแล้ว และอะไรที่เขารับปากเขาจะรักษาคำพูดอย่างดีที่สุด
หนอย... ไอ้คนเฮงซวย จารวีโมโห
“มันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อคืนเลย ถ้าคุณปล่อยให้ฉันกลับกับเพื่อน”
พูดแล้วหญิงสาวก็คิดขึ้นได้ว่า เธอยังไม่ได้คิดบัญชีกับกลุ่มเพื่อนสนิทของตน เห็นว่าไปกับเพื่อนสนิทที่กำลังมีงานมงคลหรอกนะจึงดื่มขนาดนั้น แล้วดูสิพอภารัณมารับเพื่อนรักทั้งสามก็ปล่อยให้เขามากับเธอง่ายๆ
งานเลี้ยงคืนนั้นจารวีได้รับการแนะนำให้รู้จักกับอรวลีภรรยาของพันธกานต์อย่างเป็นทางการ อันที่จริงเธอทั้งสองต่างเคยเห็นกันผ่านๆ ตามงานสังคมมาบ้าง แต่ด้วยความที่ครอบครัวของทั้งคู่ทำธุรกิจคนละสายทั้งสองจึงยังไม่เคยได้พบและทำความรู้จักกันแบบจริงจัง
"คุณลี่จะมีข่าวดีกับคุณพัทเร็วๆ นี้ใช่ไหมคะ ไจ๋ขอแสดงความยินดีล่วงหน้าเลยค่ะ คุณทั้งสองคนเหมาะสมกันมาก" จารวีลงความเห็นว่าหากจะใช้คำว่ากิ่งทองใบหยกกับว่าที่บ่าวสาวทั้งสองคงไม่ผิดอะไรนัก เพราะเธอเองก็ยังชื่นชมทั้งคู่ว่าเหมาะสมกันทุกด้าน
"ขอบคุณมากค่ะคุณไจ๋ ลี่ขอเชิญคุณไจ๋กับคู่หมั้นไปงานของเราแบบปากเปล่าก่อนนะคะ การ์ดเรียบร้อยเมื่อไหร่จะรีบไปเชิญด้วยตัวเองอีกครั้งค่ะ" อรวลีตอบ
"ไม่เป็นไรค่ะ ไจ๋ไม่ถือเชิญปากเปล่าไจ๋ก็ไปได้" เธอหัวเราะอารมณ์ดีเมื่อได้เพื่อนคุยถูกคอ
สองสาวคุยเรื่องสัพเพเหระจนกระทั่งภารัณและพันธกานต์กลับมาที่โต๊ะ พันธกานต์ทรุดตัวลงนั่งข้างอรวลีส่วนภารัณแตะบ่าจารวีแล้วกล่าวขอตัวเธอไปพบผู้ใหญ่ในงาน
"ขอตัวไจ๋ก่อนนะครับคุณลี่"
จากนั้นเขาก้มลงจนใบหน้าลงใกล้ใบหูคู่หมั้นสาวมากเพื่อคุยกับเธอ "ไจ๋ครับ ไปสวัสดีท่านรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลกันก่อน"
หญิงสาวลุกขึ้นโดยไม่อิดออด เธอเดินเคียงข้างภารัณไปยังที่โต๊ะของประธานเปิดงาน การมาในงานนี้ของสองหนุ่มสาวเป็นที่จับตามองเป็นพิเศษจากบรรดานักธุรกิจในกิจการสื่อดิจิทัลและการสื่อสาร รวมถึงบรรดาสื่อมวลชนในงานต่างเตรียมทำข่าวเรื่องข่าวลือที่ภารัณจะร่วมลงประมูลช่องสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลในอีกสองเดือนข้างหน้า
"สวัสดีครับท่าน ตอนนี้สบายดีนะครับ" ภารัณกล่าวทักทายท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัล เขาโอบจารวีมาจนชิดแล้วแนะนำ
"จารวีคู่หมั้นผมครับ"
"สวัสดีๆ ตอนนี้ผมสบายดีครับ คนกันเองทั้งนั้นไม่ต้องมากพิธีหรอกคุณภารัณ"
ท่านรัฐมนตรีอภิยุธมีสีหน้ายิ้มแย้มเขายื่นมือมาตรงหน้าเพื่อรอเช็กแฮนด์กับหญิงสาว ทว่าเธอรีบยกมือไหว้ตามประเพณีไทย
"สวัสดีค่ะท่าน ดิฉันเคยเห็นแต่ท่านตามสื่อ แหมไม่คิดว่าตัวจริงท่านจะหนุ่มมากขนาดนี้เลยนะคะ"
คำพูดของเธอทำให้ความขุ่นเคืองที่หญิงสาวไม่จับมือด้วยลดลงจนหายไปหมด อภิยุธยิ้มกว้างอย่างภูมิใจในตัวเอง
"หนุ่มเนิ่มอะไร ผมก็จะหกสิบแล้วอาศัยว่าออกกำลังกายเป็นประจำหน้าเลยดูเด็ก"
หญิงสาวยิ้มให้อภิยุธ รู้สึกถึงแววตากรุ้มกริ่มเล็กๆ ที่รัฐมนตรีหนุ่มใหญ่ส่งมา เธอเอนตัวไปเบียดภารัณแบบไม่รู้ตัวโดยที่ยังรักษาสีหน้าไว้ได้เป็นปกติ
"ได้ยินว่าท่านออกรอบตีกอล์ฟเป็นประจำ เลยดูสุขภาพดีน่ะครับไจ๋"
"ใช่ๆ ผมไปประจำ ได้ยินมาว่าฝีมือคุณภารัณดีมากเชิญคุณสองคนมาออกรอบกับผมบ้างสิ" อภิยุธเอ่ยปาก
"ขอบคุณมากครับท่าน เราสองคนต้องไปแน่ๆ ยินดีที่ท่านให้เกียรติเราขนาดนี้"
อภิยุธหัวเราะร่วน รู้สึกตัวใหญ่มากขึ้นเมื่อถูกเจ้าพ่อด้านธุรกิจโทรคมนาคมแบบภารัณยกยอ ไหนใครว่ามันแสนจะจองหองยิ่งใหญ่คับฟ้า
"ผมจะรอนะครับคุณจารวี คุณภารัณ"
อภิยุธปลีกตัวไปคุยกับแขกสำคัญคนอื่น จารวีลอบพ่นลมหายใจระบายความอึดอัด เธอใส่หน้ากากเข้าสังคมมานักต่อนักแต่ในงานวันนี้รู้สึกไม่สบายใจแปลกๆ
"นี่เรามีนัดไดร์ฟกอล์ฟกับรัฐมนตรีตั้งแต่เมื่อไหร่คะ"
ภารัณเลิกคิ้ว "นายเมษจัดการขอนัดไปกับเลขาท่านรัฐมนตรีเอง อย่าบอกนะว่าคุณไม่รู้"
จารวีทำหน้าแปลกใจ เธอนิ่งคิดไปสองนาทีก่อนจะทำท่านึกออก
"อ๋อ ค่ะนึกออกแล้ว คุณพ่อบอกไว้ตั้งแต่ก่อนท่านไปยุโรป ฉันลืมเองงั้นคุณไปแทนได้ไหมคะ"
ชายหนุ่มสายหน้าปฏิเสธ
"เราต้องไปด้วยกัน ไม่ต้องห่วงหรอกไจ๋ไอ้หมอนั่นทำอะไรคุณไม่ได้หรอก เพราะเราสองคนต้องตัวติดกันไปอีกนานแสนนาน"
หญิงสาวทำหน้าขัดใจ "นี่ล่ะที่มันไม่ใช่ ปกติคุณไม่เห็นจะสนใจฉันเลยนะ"
ชายหนุ่มทำหน้านิ่ง
"ที่แล้วมาก็แล้วกันไปผมไม่ถือ แต่ต่อไปเราคงต้องปรับตัวเข้าหากันพอสมควรเลย ไปกันต่อได้แล้ว มีอีกหลายคนที่คืนนี้เราต้องไปทักทาย"
จารวีทำสีหน้าโมโหเมื่อได้ยินว่าเขาไม่ถือกับเรื่องที่ผ่านมา หญิงสาวจิกเล็บลงท่อนแขนผ่านเนื้อผ้าหนาของสูทที่คู่หมั้นหนุ่มสวมอยู่ เธอกระซิบเสียงลอดไรฟัน
"มันควรเป็นฉันมากกว่าไหม ที่ต้องพูดคำนี้"
ภารัณหัวเราะ เขาพลิกมือขึ้นเป็นฝ่ายจับมือจารวีที่กำลังประทุษร้ายเขาไว้ในอุ้งมือใหญ่อย่างง่ายดาย อากัปกิริยาของทั้งสองดูราวกับคู่รักที่กำลังหยอกล้อกันในสายตาของคนนอก
"แหม... พี่ๆ ทั้งสองสวีทหวานจ๋อยแบบนี้ แย่งซีนคนอื่นไปหมดเลยนะคะ เก็บไปหวานกันที่บ้านเถอะค่ะ"
เปรมฤดี ลูกพี่ลูกน้องของจารวีส่งเสียงดังมาพร้อมกับตัว ทำให้หลายคนในงานหันมามองพวกเธอเป็นตาเดียวกัน
"สวัสดีครับน้องแป๋ม" ภารัณเป็นฝ่ายทักเพราะคู่หมั้นของเขากำลังอารมณ์ขุ่นมัว
"สวัสดีค่ะพี่ภาม แป๋มได้ยินมาว่าเมื่อคืนพี่ไจ๋ไปค้างกับพี่ภามมา ก็เลยเกรงว่าจะมางานไม่ไหวน่ะค่ะเลยรีบแต่งตัวมาทำหน้าที่แทน" เสียงของเปรมฤดีดังพอที่จะทำให้ใครหลายคนได้ยินและหันไปซุบซิบกัน แน่นอนว่าเรื่องในมุ้งของชาวบ้านมักจะเป็นอาหารปากชั้นดียิ่งกว่าอาหารในงานเสียอีก
ภารัณยิ้มเย็น เขาไม่ได้กังวลว่าใครจะรู้เรื่องความสัมพันธ์ของตนกับจารวีเพราะถึงอย่างไรเธอก็เป็นคู่หมั้นเขา แต่เขาไม่ชอบการที่ญาติสาวของเธอมาพูดเช่นนี้ ชายหนุ่มกำลังจะตอบโต้แต่ต้องชะงักเมื่อมีมือนุ่มตบหลังมือเบาๆ
"ขอบใจนะแป๋มที่ห่วงงานแทนพี่ เธอเองกินๆ นอนๆ กับเที่ยวหัวราน้ำมาตลอด กลางวันชอปปิงผลาญเงิน กลางคืนก็เป็นเจ้าแม่เปย์โฮสต์ กลับถึงบ้านเช้าตื่นอีกทีบ่ายออกไปชอปกับเที่ยวต่อ ก็เลยไม่รู้ว่าการที่ต้องทำงานไปด้วยแล้วเที่ยวไปด้วยแบบพี่น่ะทำได้ยังไง ไม่เป็นไรนะ ว่างๆ พี่จะสอนทริคให้จ้ะว่าเราควรใช้ชีวิตแบบไหนที่ไม่เป็นการหายใจทิ้งไปวันๆ น่ะ"
เธอมองหน้าญาติผู้น้องที่กำลังจะร้องกรี๊ดแล้วยกนิ้วชี้ขึ้นทำเสียงจุ๊ๆ พูดเสียงเบาให้ได้ยินกันสองคน
"อย่ากรี๊ดนะ เดี๋ยวคนอื่นที่ไม่รู้จักเธอจะคิดว่าในงานมีสก๊อยมาด้วย"
จารวียิ้มให้หล่อนก่อนที่หญิงสาวจะดึงแขนภารัณให้เดินตาม ชิ... กระดูกคนละเบอร์อย่าริอ่านมาปีนเกลียว