สายฝนปลายฤดูของเชียงใหม่โปรยปรายลงมาอย่างเงียบเชียบราวกับน้ำตาของฟ้าที่กลั้นไว้ไม่อยู่ หมอกจาง ๆ ลอยปกคลุมยอดดอยสุเทพและโอบล้อมเมืองทั้งเมืองไว้ในอ้อมกอดสีเทาหม่น บรรยากาศที่ควรจะโรแมนติกและเย็นสบายสำหรับนักท่องเที่ยว กลับกลายเป็นความหนาวเหน็บที่กัดกินเข้าไปถึงขั้วหัวใจของ ของขวัญ อัญชิสา
สามวันแล้วที่เธอกลับมาจากภูเก็ต สามวันที่เธอพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด พยายามหายใจให้เป็นจังหวะเดิม และพยายามลบสัมผัสร้อนผ่าวที่ยังคงติดตรึงอยู่บนผิวหนังออกไป
รถยุโรปคันเล็กของของขวัญแล่นฝ่าสายฝนไปตามถนนเส้นเดิมที่คุ้นเคย มุ่งหน้าสู่ Maison d’Ancha สาขาหลักริมแม่น้ำปิง เธอเลือกที่จะขับรถเองแทนที่จะใช้คนขับรถ เลือกที่จะออกจากบ้านไม้สักตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง และเลือกที่จะกลับเข้าบ้านดึกดื่นเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับใครบางคน
ใครบางคน...ที่เป็นเจ้าของทุกอย่างในชีวิตเธอ
ทันทีที่เท้าก้าวเข้ามาในร้าน กลิ่นหอมของเนยฝรั่งเศส วานิลลา และกาแฟคั่วบด ก็โชยเข้ามาปะทะจมูก มันเป็นกลิ่นแห่งความสุข กลิ่นแห่งความฝันที่เธอสร้างขึ้นมาด้วยสองมือ แต่ในวันนี้ กลิ่นหอมหวานเหล่านี้กลับเจือไปด้วยรสขมปร่าของความทรงจำ
“สวัสดีค่ะคุณขวัญ วันนี้มาเช้าจังเลยนะคะ” พนักงานสาวในชุดผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มสดใส
ของขวัญฝืนยิ้มตอบ รอยยิ้มที่เธอฝึกฝนมาจนชำนาญ รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
“จ้ะ วันนี้มีออเดอร์เค้กแต่งงานช่วงบ่าย พี่เลยอยากมาเตรียมของก่อน”
เธอรีบปลีกตัวเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวด้านหลัง ปิดประตูลงกลอน แล้วยืนพิงบานประตูนั้นอย่างหมดแรง เสียงหัวใจที่เต้นรัวด้วยความหวาดระแวงค่อย ๆ สงบลงช้า ๆ
ที่นี่คืออาณาจักรของเธอ...หรืออย่างน้อยเธอก็พยายามหลอกตัวเองว่าเป็นแบบนั้น
ของขวัญเดินไปที่โต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสาร กองใบสั่งซื้อวัตถุดิบ และแบบร่างเค้กดีไซน์ใหม่ เธอพยายามถมตัวเองด้วยงาน พยายามยุ่งจนไม่มีเวลาคิด พยายามเหนื่อยจนไม่มีแรงรู้สึก
เธอเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัว อ้างกับธีรัชและคนอื่น ๆ ว่าทำโทรศัพท์หายที่ภูเก็ต และใช้เบอร์ร้านในการติดต่อธุระเท่านั้น เธอหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ผ่านหน้าตึก Virongka Tower สำนักงานใหญ่ของตระกูลวิรงคพิทักษ์ ราวกับมันเป็นเขตหวงห้ามที่เต็มไปด้วยกัมมันตภาพรังสี
แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามซ่อนตัวอยู่ในซอกมุมที่เล็กที่สุดของเมืองเชียงใหม่แค่ไหน เธอก็รู้ดีอยู่แก่ใจ...ว่าเชียงใหม่ทั้งเมือง คือฝ่ามือของ คุณเปรม
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้น ของขวัญสะดุ้งโหยง เงยหน้ามองกล้องวงจรปิดผ่านจอไอแพดทันทีด้วยความหวาดระแวง หัวใจกระตุกวูบเมื่อเห็นเงาร่างสูงโปร่งเดินเข้ามา
แต่เมื่อเพ่งมองดี ๆ ก็พบว่าเป็นเพียงลูกค้าประจำชาวต่างชาติ เธอถอนหายใจยาว พรูลมออกจากปากอย่างโล่งอก แต่ความรู้สึกเหมือนมีเชือกที่มองไม่เห็นรัดอยู่ที่คอยังคงไม่จางหาย
“คุณขวัญคะ” เสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้น
ของขวัญสะดุ้งอีกครั้ง “คะ? เข้ามาได้เลย”
ผู้จัดการร้านเดินเข้ามาพร้อมช่อดอกลิลลี่สีขาวขนาดใหญ่ กลิ่นหอมเย็นของมันฟุ้งกระจายไปทั่วห้องทันที
“มีคนมาส่งให้คุณขวัญค่ะ”
มือของขวัญเย็นเฉียบขณะรับช่อดอกไม้นั้นมา เธอไม่ต้องเปิดดูการ์ดก็รู้ว่าใครส่งมา ลิลลี่สีขาว...ดอกไม้ที่ดูบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา เหมือนชื่อที่เขาชอบเรียกเธอว่า ‘กระต่ายน้อย’ แต่สำหรับเธอ มันคือสัญลักษณ์ของการจองจำ
เธอเปิดซองการ์ดใบเล็กออกมา ลายมือหวัด ๆ แต่ทรงพลังที่คุ้นตาเขียนไว้สั้น ๆ ‘เชียงใหม่ฝนตก อย่าลืมพกร่ม’
ไม่มีชื่อผู้ส่ง ไม่มีการคุกคาม มีเพียงประโยคแสดงความห่วงใยธรรมดา แต่สำหรับของขวัญ มันคือคำเตือนที่น่าขนลุกที่สุด
เขารู้...เขารู้ว่าเธออยู่ที่ไหน เขารู้ว่าเธอกำลังทำอะไร และเขากำลังบอกเธอทางอ้อมว่า ‘ฉันมองเธออยู่ตลอดเวลา’
ของขวัญวางช่อดอกไม้ลงบนมุมโต๊ะที่ไกลที่สุด เธออยากจะโยนมันทิ้งลงถังขยะ แต่เธอก็ไม่กล้า เพราะรู้ดีว่าถ้านักสืบหรือคนของเขารายงานว่าเธอทิ้งของของเขา ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร
เธอทำได้เพียงนั่งมองมันด้วยสายตาว่างเปล่า ปล่อยให้กลิ่นหอมของมันย้ำเตือนถึงสถานะที่แท้จริงของเธอ
ช่วงบ่ายแก่ ๆ ฝนเริ่มซาเม็ดลง เหลือเพียงละอองน้ำที่ทำให้เมืองดูชุ่มฉ่ำ ของขวัญยืนอยู่ในครัวเบเกอรี่ มือทั้งสองข้างเปื้อนแป้งสีขาวโพลน เธอกำลังนวดแป้งโดว์สำหรับทำขนมปัง brioche อย่างหนักหน่วง ออกแรงกดและกระแทกแป้งลงกับโต๊ะสแตนเลสราวกับจะระบายความอัดอั้นตันใจลงไปในนั้น
เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ของพนักงานในครัวดังขึ้นระงมเกือบจะพร้อมกัน ตามมาด้วยเสียงซุบซิบที่เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ
“แกเห็นข่าวยัง! ในทวิตเตอร์กำลังเดือดเลย”
“เห็นแล้ว! รูปชัดมาก โอ๊ย เหมาะสมกันที่สุดดด”
“คุณเปรมหล่อวัวตายควายล้มมากแม่ ส่วนคุณอันดาก็สวยแบบนางพญา ไฮโซชนไฮโซที่แท้ทรู”
มือที่กำลังนวดแป้งของขวัญชะงักกึก เธอรู้สึกเหมือนมีน้ำเย็นจัดสาดเข้าที่หน้า พนักงานคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมาเห็นของขวัญยืนนิ่งอยู่ ก็รีบสะกิดเพื่อนให้เงียบเสียงลงด้วยความเกรงใจ เพราะทุกคนรู้ว่าของขวัญคือคู่หมั้นของธีรัช หลานชายอีกคนของตระกูล
“เอ่อ...คุณขวัญคะ แป้งโดว์ชุดนี้พักได้หรือยังคะ” พนักงานถามเสียงอึกอัก
ของขวัญกระพริบตาไล่ความมึนงง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ “พักได้เลยจ้ะ เดี๋ยวพี่ขอตัวไปล้างมือก่อนนะ” เธอเดินออกจากครัวด้วยขาสั่นเทา ตรงไปยังห้องพักพนักงานที่ไม่มีคนอยู่ หยิบโทรศัพท์เครื่องสำรองขึ้นมากดเข้าแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย
แฮชแท็ก #เปรมอันดา และ #ว่าที่สะใภ้วิรงคพิทักษ์ กำลังพุ่งขึ้นติดเทรนด์อันดับหนึ่งของประเทศไทย
นิ้วที่สั่นระริกเลื่อนดูภาพข่าว มันเป็นภาพชุดจากปาปารัสซี่และภาพที่แฟนคลับถ่ายได้
ภาพแรก: คุณเปรมในชุดสูทลำลอง เดินเคียงคู่กับอันดาที่สนามบินเชียงใหม่เมื่อเช้านี้ มือของเขาประคองหลังเธอเบา ๆ อย่างสุภาพแต่ดูสนิทสนม
ภาพที่สอง: ทั้งคู่นั่งทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารหรูบนดอย สายตาของคุณเปรมที่มองอันดาดูอ่อนโยนและมีรอยยิ้มมุมปาก
ภาพที่สาม: เป็นภาพจากอดีตสมัยเรียนที่ถูกขุดขึ้นมาเทียบ ความสัมพันธ์ของ “เพื่อนเก่า” ที่ดูเหมือนกำลังจะลุกโชน
คอมเมนต์นับหมื่นหลั่งไหลเข้ามาดั่งสายน้ำ
กิ่งทองใบหยกมากกก ตระกูลใหญ่ดองกันเองแบบนี้ ประเทศไทยสะเทือนแน่’
‘เชียร์คู่นี้มาสิบปีแล้ว ในที่สุดเรือก็แล่น!’
‘คุณเปรมดูอบอุ่นมาก สายตาคือคลั่งรักสุดๆ’
ของขวัญอ่านข้อความเหล่านั้นแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมน้ำ สายตาที่คนทั้งประเทศบอกว่า ‘อบอุ่น’ คือสายตาคู่เดียวกับที่มองเธอด้วยความเย็นชาและครอบครองเมื่อคืนก่อน
มือที่โอบประคองหลังอันดาอย่างให้เกียรติ คือมือคู่เดียวกับที่บีบคอเธอและกระชากเสื้อผ้าเธอจนขาดวิ่น
ความเจ็บปวดแล่นปราดขึ้นมากลางอก ไม่ใช่ความหึงหวงแบบคนรัก แต่เป็นความเจ็บปวดของคนที่ถูกลดทอนคุณค่า
สำหรับโลกใบนี้...คุณเปรมคือเทพบุตร และอันดาคือนางฟ้า
ส่วนเธอ...เป็นเพียงฝุ่นผงที่ซ่อนอยู่ใต้พรม เป็นความลับสกปรกที่เขาเก็บไว้ระบายความใคร่และอำนาจ
“เหมาะสมกัน...” ของขวัญพึมพำคำเดิมออกมาอีกครั้ง น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว เธอรีบปาดมันทิ้งอย่างรวดเร็ว
เธอไม่มีสิทธิ์ร้องไห้ เธอเลือกทางเดินนี้เอง...ไม่สิ เธอถูกบังคับให้เลือก และตอนนี้เธอกำลังจะแต่งงานกับธีรัช เธอควรจะดีใจด้วยซ้ำที่คุณเปรมมีข่าวกับคนอื่น เขาจะได้เลิกยุ่งกับเธอเสียที แต่ในใจลึก ๆ ของขวัญรู้ดี ข่าวพวกนี้เป็นเพียงฉากหน้า
ละครฉากใหญ่ที่ ‘ใครบางคน’ กำลังจัดฉาก และคุณเปรมก็กำลังเล่นไปตามบทบาทนั้นอย่างแนบเนียน โดยที่มืออีกข้างของเขายังคงกำโซ่ที่ล่ามคอเธอไว้แน่นกว่าเดิม
ท้องฟ้ามืดสนิทเมื่อของขวัญเดินออกจากร้านเบเกอรี่ ฝนหยุดตกแล้วทิ้งไว้เพียงอากาศที่เย็นชื้นและแอ่งน้ำเจิ่งนองบนพื้นถนน เธอเหนื่อยล้าจนแทบก้าวขาไม่ออก อยากจะกลับไปนอนขดตัวใต้ผ้าห่มนุ่ม ๆ และหลับไปสักสิบปี
ของขวัญเดินไปที่รถยนต์ที่จอดอยู่ใต้ต้นฉำฉาใหญ่ในลานจอดรถ ไฟกิ่งในลานจอดติด ๆ ดับ ๆ ทำให้บรรยากาศดูวังเวง
เธอกดรีโมทปลดล็อกรถ เสียง ‘ติ๊ด ติ๊ด’ ดังขึ้นพร้อมไฟเลี้ยวที่กระพริบ
แต่ก่อนที่มือจะเอื้อมไปเปิดประตู เงาดำทะมึนของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นจากความมืดด้านหลังรถ
ของขวัญสะดุ้งเฮือก กุญแจรถเกือบร่วงจากมือ เธอถอยหลังกรูดด้วยสัญชาตญาณระวังภัย
“ใครน่ะ!” เธอร้องถามเสียงสั่น
ร่างสูงโปร่งนั้นก้าวออกมาจากเงามืดช้า ๆ แสงไฟสลัวจากเสาไฟส่องกระทบใบหน้าครึ่งซีก
ใบหน้าหล่อเหลา คมคาย แต่เรียบนิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อน ดวงตาคมกริบที่คุ้นเคยจ้องมองมาที่เธอ...ดวงตาที่ทำให้ขาของเธออ่อนแรงได้เสมอ
“คุณเปรม...” เสียงของขวัญแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
คุณเปรม ปภาณ วิรงคพิทักษ์ ยืนอยู่ตรงนั้น ในชุดสูทสีเข้มที่ดูเนี้ยบกริบ กลิ่นน้ำหอมไม้สนผสมกลิ่นฝนจาง ๆ ลอยมาเตะจมูก เขาไม่ได้ดูคุกคาม ไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่บรรยากาศรอบตัวเขากดดันจนอากาศรอบข้างหนักอึ้ง
“เลิกงานดึกนะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เหมือนเจ้านายทักทายลูกน้อง หรือคนรู้จักทักทายกันตามมารยาท ไม่มีความเกรี้ยวกราดเหมือนที่ภูเก็ต
ของขวัญกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก พยายามตั้งสติ “ค่ะ...งานยุ่งนิดหน่อย”
เธอกระชับกระเป๋าถือแน่น พยายามบังคับตัวเองให้สบตาเขา “คุณเปรมมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ ถ้าเป็นเรื่องงาน...”
“หลบหน้าฉันสนุกไหม” เขาขัดขึ้นด้วยประโยคสั้น ๆ ที่แทงทะลุเกราะป้องกันของเธอจนพรุน
คุณเปรมก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว ของขวัญถอยหลังหนึ่งก้าว จนแผ่นหลังชนกับประตูรถเย็นเฉียบ เธอหมดทางหนี
เขาหยุดยืนห่างจากเธอเพียงหนึ่งช่วงแขน ระยะห่างที่ดูเหมือนให้เกียรติ แต่จริงๆ แล้วคือระยะล่าเหยื่อ
“ขวัญไม่ได้หลบค่ะ” เธอโกหกหน้าตาย ทั้งที่หัวใจเต้นแรงจนเจ็บ “ขวัญแค่งานยุ่ง...แล้วอีกอย่าง ขวัญเกรงใจพี่อันดา ไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด”
คุณเปรมเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มที่อ่านไม่ออก
“อ้อ...เกรงใจอันดา” เขาพยักหน้าช้า ๆ ราวกับรับรู้เหตุผล “เป็นเด็กดีจังนะ รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว” คำชมที่เหมือนคำด่าทำให้หน้าของขวัญชาวาบ
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ขวัญขอตัวนะคะ” เธอพยายามจะเปิดประตูรถ แต่คุณเปรมยกมือขึ้นทาบกับกระจกรถ กั้นทางเธอไว้ แขนแกร่งของเขาล้อมกรอบเธอไว้กลาย ๆ
เขาไม่ได้แตะต้องตัวเธอแม้แต่ปลายเล็บ แต่เงาของเขาทาบทับลงบนตัวเธอจนมิด
“ที่ภูเก็ต...” เขาโน้มหน้าลงมาใกล้นิดหนึ่ง เสียงทุ้มต่ำลง “ลืมไปหมดแล้วเหรอ”
ของขวัญเม้มปากแน่น ภาพความทรงจำอันเร่าร้อนและเจ็บปวดไหลย้อนกลับมาฉายซ้ำในหัว ร่างกายเธอสั่นระริกตอบสนองเสียงของเขาโดยอัตโนมัติอย่างน่าละอาย
“ลืมแล้วค่ะ” เธอตอบเสียงแข็ง “มันไม่มีความหมายอะไรให้จดจำนี่คะ ยังไงก็เป็นแค่วันคืนหนึ่งที่ผ่านไป”
คุณเปรมหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ทำให้ขนลุกชัน
“ปากเก่งขึ้นนะ ตั้งแต่ได้แหวนหมั้นวงนั้นมา” สายตาของเขาเลื่อนลงไปมองที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอ แหวนเพชรเม็ดงามที่ธีรัชสวมให้
แววตาของเขาวูบไหวด้วยความโกรธเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาเย็นชาเหมือนเดิม “ใส่ให้แน่น ๆ ล่ะ ระวังมันจะหลุด...หรือระวังนิ้วมันจะขาดไปพร้อมแหวน”
ของขวัญรีบซ่อนมือซ้ายไว้ข้างหลังด้วยความกลัว
“คุณเปรม...คุณต้องการอะไรกันแน่” เธอถามเสียงสั่นเครือ “ตอนนี้คุณมีพี่อันดาอยู่แล้ว ข่าวก็ออกครึกโครม ทุกคนก็เชียร์ คุณจะมายุ่งกับขวัญอีกทำไม ปล่อยขวัญไปเถอะค่ะ”เธอขอร้องจากใจจริง ดวงตาแดงก่ำด้วยความเหนื่อยล้า
คุณเปรมจ้องมองเธอนิ่งนาน บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้อง เขายกมือขึ้นมา ทำท่าเหมือนจะลูบแก้มเธอ ของขวัญหลับตาปี๋เตรียมรับสัมผัส แต่เขากลับแค่ปัดไรผมที่ตกลงมาข้างแก้มเธอเบา ๆ สัมผัสแผ่วเบาที่ทำให้หัวใจเธอแกว่งไกว “ปล่อยเหรอ...” เขากระซิบ “ฉันเคยบอกเธอแล้วไง ว่าเธอไม่มีสิทธิ์เลือก”
เขาถอยหลังออกมา ยืดตัวตรง จัดเสื้อสูทให้เข้าที่ ราวกับเมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น “พรุ่งนี้เย็น คุณย่าจัดอาหารค่ำที่บ้านใหญ่ เชิญครอบครัวอันดามาทานข้าว”
เขาเว้นจังหวะ มองลึกเข้าไปในตาเธอ “และท่านสั่งให้ธีรัชพาเธอไปด้วย” ของขวัญเบิกตากว้าง ความหนาวเหน็บแล่นจับขั้วหัวใจ
“แต่งตัวให้สวย ๆ ล่ะ อัญชิสา” เขาเรียกชื่อจริงเธอด้วยน้ำเสียงเหินห่างแต่เย้ยหยัน “อย่าทำให้ว่าที่สามีเธอขายหน้า...และอย่าทำให้ฉันผิดหวัง”
“อ้อ...แล้วก็อย่าลืมแสดงละครให้เก่งเหมือนตอนอยู่ที่ภูเก็ตล่ะ ฉันรอดูอยู่”
ทิ้งท้ายด้วยประโยคนั้น คุณเปรมก็หันหลังเดินกลับไปที่รถสปอร์ตคันหรูที่จอดซ่อนอยู่ในมุมมืด สตาร์ทเครื่องยนต์เสียงดังกระหึ่ม แล้วขับออกไป ทิ้งของขวัญให้ยืนตัวสั่นเทาอยู่ท่ามกลางความมืดและไอเย็นของค่ำคืน
เธอทรุดตัวลงนั่งพิงประตูรถ ขาหมดแรงจะยืน น้ำตาที่กลั้นมาทั้งวันไหลทะลักออกมาอย่างเงียบเชียบ
การหลบซ่อนของเธอไร้ผล ข่าวลือเป็นเพียงฉากบังหน้า และละครฉากใหญ่ที่ทรมานที่สุด กำลังจะเปิดม่านขึ้นในวันพรุ่งนี้ ที่บ้านวิรงคพิทักษ์ กรงที่มองไม่เห็นนี้ ไม่ได้เปิดออกเลยแม้แต่น้อย มันแค่ขยายกว้างขึ้นเพื่อให้เธอวิ่งเล่นจนเหนื่อย ก่อนจะกระตุกเชือกกระชากเธอกลับไปหาเขา...เจ้าของชีวิตเธอ